โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 เรื่องต้องรู้ ‼️ ก่อนลงทุนหุ้นปั๊มน้ำมัน

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 08.00 น. • ทันข่าว Today

Highlight

ทุกวันนี้ธุรกิจปั๊มน้ำมัน นอกจากการขายน้ำมันแล้ว มักจะมีรายได้อีกส่วนจาก Non-Oil หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เราจะเห็นปั๊มน้ำมันต่างๆ หันมาโฟกัสกับ Non-Oil กันมากขึ้น 
5 เรื่องหลัก ที่ควรต้องรู้ก่อนลงทุน
▪️ ค่าการตลาด 
▪️ ความต้องการในการเดินทาง
▪️ รูปแบบสถานี
▪️ การบริหารสต็อกน้ำมัน
▪️ ธุรกิจ Non-oil 

5 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนคิดจะเริ่ม ลงทุนหุ้นปั๊มน้ำมัน มีรายละเอียดอย่างไร ?
1. ค่าการตลาด
กำไรหลักของธุรกิจนี้มาจากการขายปลีกน้ำมัน สิ่งแรกที่เราควรรู้จักคือ 
"ค่าการตลาด"  = ส่วนต่างระหว่างราคาขายหน้าปั๊มกับต้นทุนน้ำมัน แปลว่าค่าการตลาดยิ่งสูง กำไรก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
2. ความต้องการในการเดินทาง
แนวโน้มการใช้รถ ใช้ถนน คืออีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจปั๊มน้ำมัน เพราะยิ่งคนเดินทางกันเยอะ ก็ย่อมส่งต่อรายได้รวมของบริษัท
3. รูปแบบสถานี COCO หรือ DODO
ในไทยมีรูปแบบการบริหารปั๊มน้ำมันแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 
- COCO (Company Owned Company Operated) คือ ปั๊มที่บริษัทเป็นเจ้าของและลงทุนเอง 
ข้อดีตรงที่ให้อัตรากำไรที่สูง สามารถควบคุมคุณภาพได้ แต่ก็ต้องรับความเสี่ยง และใช้เงินลงทุน
- DODO (Dealer Owned Dealer Operated) คือ ปั๊มที่บริษัทขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนมาดูแลบริหาร 
ข้อดีตรงที่ขยายสาขาได้ไว บริษัทไม่ต้องลงทุนเอง แต่ก็จะได้รับส่วนแบ่งกำไรที่น้อยลงเช่นกัน
4. การบริหารสต็อกน้ำมัน
การบริหารต้นทุนอย่างสต็อกน้ำมันที่ซื้อมาแต่ละรอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นตัวตัดสินใจธุรกิจว่าจะกำไรหรือขาดทุนได้เลย
5. ธุรกิจ Non-oil  ที่สร้างความแตกต่าง
ทุกวันนี้ธุรกิจปั๊มน้ำมัน มักจะมีรายได้อีกส่วนจาก Non-Oil หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มินิมาร์ท ศูนย์บริการดูแลรถยนต์ เป็นต้น
ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงแค่แบรนด์ แต่ได้ประโยชน์ในมุมของอัตรากำไรด้วย ที่สูงกว่า มาร์จินการขายน้ำมัน เราจะเห็นปั๊มน้ำมันต่างๆ หันมาโฟกัสกับ Non-Oil กันมากขึ้น 
4 ธุรกิจ Non-oil ยอดนิยม
1. ร้านกาแฟ 
2. ร้านสะดวกซื้อ ค้าปลีก 
3. ศูนย์บริการรถยนต์
4. ธุรกิจอาหาร
▪️ OR ถือว่าทิ้งห่างอยู่พอสมควร กับแบรนด์ที่เป็นที่นิยม เช่น 
Cafe Amazon ที่ถือเป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย Texas Chicken, Daddy Dough ,Hua Seng Hong Dimsum,Pearly Tea รวมถึงร้านสะดวกซื้อ Jiffy รวมถึง เซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) ที่ผูกสัญญากันในระยะยาว  
▪️ PTG สำหรับธุรกิจ Non-oil ในมือตอนนี้ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และศูนย์บริการซ่อมบำรุง Autobacs     
▪️ BCP โดยเน้นใน 3 ธุรกิจหลัก ซูเปอร์มาร์เก็ต, กาแฟ และอาหาร ซึ่งมีตัวชูโรงอย่าง ร้านกาแฟอินทนิล "Inthanin"และร่วมมือกับ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดร้านสะดวกซื้อ "มินิบิ๊กซี" ในสถานีบริการน้ำมันของบางจาก
▪️ ESSO โดยมีพันธมิตรที่สำคัญ  Starbucks, KFC, Kerry,Tesco Lotus Express , Burger King, McDonald's, Rabika Coffee,Coffee Boy ทั้งนี้ บริษัทยังไม่มีนโยบายที่จะขยายธุรกิจ non-oil ด้วยตัวเอง แต่จะใช้กลยุทธ์ขยายร่วมกับพันธมิตรเป็นหลัก เพราะพันธมิตรมีความเชี่ยวชาญมากกว่า   
▪️ SUSCO ได้สิทธิในการเปิดร้านสะดวกซื้อ LAWSON 108 และ บางส่วนเป็นแฟมิลี่มาร์ท ส่วนร้านกาแฟมี 'ชาวดอย' 
ปิดท้ายกันด้วยบรรทัดสุดท้าย งบการเงินที่บอกได้ดีที่สุดว่าธุรกิจเป็นอย่างไร 
มาดูผลประกอบการสิ้นปี 63 

20210318-b-1.jpg

แต่ภาพในอนาคตว่าใครจะสามารถชิงการเติบโต และปรับตัวได้ดีกว่ากัน คงต้องมาดูกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...