โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"จีน" ป่วนตลาดทุเรียน 6 หมื่นล้าน ล้งหวั่นถูก CCIC เจ้าสัวใหญ่ถือหุ้นล้วงตับ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ต.ค. 2563 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 05.09 น.

การเล่นเกมของจีนในการส่ง “บริษัท CCIC (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท CCIC Guangxi (China Certification & Inspection GroupbGuangxi Co., Ltd.) เข้ามาหากินกับผู้ส่งออกผลไม้ไทย สร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างมาก

ล้งค้านสติ๊กเกอร์เพิ่มต้นทุน

โดยเฉพาะการยื่นข้อเสนอที่ว่า หากผู้ส่งออกทุเรียน มังคุดไทยรายใดต้องการขนส่งสินค้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนได้อย่างรวดเร็วขึ้น (fast track) จะต้องซื้อสติ๊กเกอร์ติด QR code ราคา 3,000 บาท/ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวทางผู้ประกอบการล้ง หรือโรงคัดบรรจุไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นการเพิ่มต้นทุน

6 องค์กรยื่น จ.ม.ร้องรัฐแก้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6 จันทบุรี) ได้จัดประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคเกษตร สมาคมผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก โรงคัดบรรจุ หน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ปรากฏว่า 6 องค์กรผู้ประกอบการภาคเอกชนได้รวมพลังต้านพฤติกรรมของบริษัท CCIC และเตรียมยื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์ภายในเดือนตุลาคมนี้

นายมณฑล ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การดำเนินการของบริษัท CCIC ทำให้ผู้ประกอบการสับสน เป็นกังวลใจ รวมทั้งค่าสติ๊กเกอร์ที่ผู้ประกอบการทุเรียน มังคุดนำไปใช้ประมาณ 3,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์เป็นการเพิ่มต้นทุน

ที่สำคัญข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ส่งออกภาคเอกชนที่ปกติส่งให้หน่วยงานรัฐบาลจีนกับหน่วยงานรัฐบาลไทย จะถูกส่งให้ภาคเอกชนด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการเห็นว่าหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งประเด็นเนื้อหากรอบหน้าที่ บทบาทของบริษัท CCIC การตรวจสอบคุณภาพ และการใช้สติ๊กเกอร์ fast track ควรแจ้งด้วยว่าให้ระบุข้อมูลตามความจำเป็นอะไรบ้าง จากการสแกน QR code ของสติ๊กเกอร์ และต้องประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ที่ถูกต้องโดยทั่วไป โดยเฉพาะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการไม่ใช่มาตรการบังคับ

หากมีการนำมาใช้จริงควรมีระยะเวลาให้เตรียมตัว ได้มีความเข้าใจและแน่ใจว่าบริษัทเอกชนดำเนินการได้เพราะโดยหลักการดี แต่ข้อปฏิบัติกระบวนการใช้ยังไม่ชัดเจน ตอนนี้คือ 50 : 50 ไม่ต้องการใช้และยังไม่แน่ใจเนื่องจากยังสับสน ยังไม่มีความเข้าใจชัดเจน และมีผู้ประกอบการเล็กน้อยที่ซื้อไปใช้บ้างแล้ว เพราะมีการเสนอขายให้กับผู้ประกอบการโดยตรง

“ที่ผ่านมาบริษัท CCIC (ประเทศไทย) ทำงานเป็นเซอร์เวเยอร์ ตรวจสินค้าก่อนบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ส่งไปจีน เป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน-เอกชน ที่ผ่านมารับตรวจเฉพาะสินค้าข้าว เพิ่งมาสนใจผลไม้ปี 2563 โดยทำสติ๊กเกอร์ QR code ขายให้ผู้ส่งออกผลไม้เป็นไปโดยความสมัครใจไม่ใช่มาตรการบังคับ”

เกิดระบบการค้าไม่เป็นธรรม

นายภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย (TDA) กล่าวว่า วิธีปฏิบัติ fast lane มีคิวการดำเนินการสุ่มตรวจที่สั้นลง สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ระบบนี้ไม่อยู่ในพิธีสารการนำเข้าผลไม้ไทยไปจีน และวิธีการชี้ชวนให้ผู้ประกอบการซื้อสติ๊กเกอร์ราคาประมาณ 3,500 บาท/ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านนายหน้าคนไทยกับผู้ประกอบการในไทยโดยตรง หากว่าระบบนี้สามารถดำเนินการได้จริงทั้งระบบทำให้เกิดการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

ตอนนี้มีผู้ประกอบการบางส่วนต้องการใช้ และบางส่วนไม่ต้องการ ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลใจแม้ว่าจะเป็นความสมัครใจแต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและกระบวนการใช้ QR code บนสติ๊กเกอร์สแกนข้อมูลตรวจสอบดำเนินการจริงหรือไม่ และเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการมาก ๆ ไม่แน่ใจว่าการขนส่งจะไม่ติดบน fast lane หรือราคาสติ๊กเกอร์จะไม่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อำนาจการตรวจสอบการส่งออกตามข้อตกลงไทย-จีนเป็นของกรมวิชาการเกษตรดำเนินการอยู่แล้วเ

“สภาพปัญหาต่าง ๆ ต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อนฤดูกาลผลิตในปี 2564 ระบบการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีน ปัญหารถติดที่ด่านโหย่วอี้กวนคือรถขนส่งทุเรียนไปจำนวนมากในช่วงพีกตรงกับผลไม้เวียดนามออกจำนวนมาก ปี 2564 น่าจะคลี่คลายลงเพราะจีนเปิดด่านตงซินเพิ่มขึ้นอีกแห่ง”

ส่วนเวียดนามเข้าทางด่านโหย่วอี้กวนผ่านด่านลางเซินของเวียดนาม เข้าไปตลาดมณฑลกว่างซีของจีนเหมือนกัน และถ้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อมลาว-จีน เปิดให้ใช้ได้คาดว่าน่าจะปี 2564 จะมีการขนส่งทางรถไฟความเร็วสูงได้ปริมาณสูง และลดปัญหาตู้ไม่เพียงพอเป็นทางเลือกทดแทนการใช้ fast lane มีผลน้อยลง

“สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-ลาว-จีนภายในเดือนตุลาคมนี้ สมาคมผู้ส่งออกและสมาคมภาคเกษตรกรรมทั้ง 6 สมาคม คือ สมาคมทุเรียนไทย (TDA) สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) สมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) สมาพันธ์ชาวทุเรียน ภาคตะวันออก สมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี และสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี จะร่วมกันยืนหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วยในการใช้สติ๊กเกอร์ fast track พร้อมเสนอความเห็นผลกระทบ” นายภานุศักดิ์กล่าว

จี้รัฐเร่งแก้ก่อนฤดูผลไม้ปี’64

ทางด้าน นายภานุวัฒน์ ใหญ่ยอด นายกสมาคมส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวเสริมว่า ปัญหาสติ๊กเกอร์ fast track ว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องมีแผนแก้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนที่จะถึงฤดูกาล 2564 วันที่ 2 มีนาคม 2564 สมาคมมีประชุมใหญ่ประจำปี จะฟันธงแจ้งสมาชิกว่าจะใช้หรือไม่ใช้

ในเรื่องนี้แหล่งข่าวระดับสูง สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า สติ๊กเกอร์ fast track ผู้ประกอบการกลัวที่จะไม่ทำ หน่วยงานราชการได้ชี้แจงเน้นย้ำว่า fast track ไม่มีข้อกำหนด จะทำหรือไม่เป็นเรื่องความสมัครใจ และการส่งออกมีข้อปฏิบัติภาคบังคับตามข้อตกลงพิธีสารไทย-จีน กรมวิชาการเกษตรดูแลตรวจโรค แมลง และออกใบรับรอง PC ส่วนจีนอยู่ภายใต้กระทรวงศุลกากร เป็นการรับรองระหว่างหน่วยงานรัฐต่อรัฐ ไม่เกี่ยวกับสติ๊กเกอร์ fast track แต่หน่วยงานไปบังคับห้ามไม่ให้ใช้ไม่ได้

ตอนนี้พยายามให้ข้อเท็จจริงกับผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการเห็นว่าจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และเมื่อเดือนพฤษภาคมหัวหน้าด่านตรวจพืช ท่าเรือแหลมฉบัง ได้มีหนังสือแจ้งผู้ส่งออกทุเรียนภาคใต้แล้วว่าบริษัท CCIC ทำได้เพียงการอำนวยความสะดวก การส่งออกผลไม้ยังต้องเป็นไปตามพิธีสารไทย-จีนเท่านั้น

เปิดตระกูลดังถือหุ้น CCIC

แหล่งข่าวจากวงการส่งออกทุเรียนเปิดเผยว่า หากใช้บริการของ CCIC จะทำให้ CCIC ล่วงรู้ความลับทางการค้าของผู้ส่งออกท้้งหมดตั้งแต่สวนผลไม้ที่ไปซื้อ จนลูกค้าในตลาดจีน ซึ่งผู้ส่งออกกังวลกันมาก เพราะตามฐานข้อมูลของบริษัท ซี ซี ไอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ C.C.I.C. จดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2530 ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ล้วนมีบริษัทของเจ้าสัวใหญ่ ๆ เป็นผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น

“อนาคตบริษัทเจ้าสัวเหล่านี้อาจจะเข้ามากินรวบธุรกิจส่งออกทุเรียน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปีก็ได้ ทุกวันนี้พ่อค้าคนจีนเข้ามาทำธุรกิจล้งส่งออกทุเรียน มังคิดกันเองหลายร้อยรายในภาคตะวันออก และภาคใต้อยู่แล้ว” แหล่งข่าวกล่าว

โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ประกอบด้วย 1.บริษัท China Certification & Inspection Group (CCIC) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 49.6813% โดย CCIC จีนถือเป็นองค์กรให้บริการตรวจสอบรับรอง ซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคุณภาพการตรวจสอบและการกักกันของจีน หรือ General Administration of Quality Supervision, Inspection and Quarantine of the People”s Republic of China (AQSIQ)

2.บริษัท นำทรัพย์ โฮลดิ้ง จำกัด ของตระกูลบุญนำทรัพย์ ถือหุ้น 10.1387% 3.นายสุชัย วีระเมธีกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือหุ้น 10.1387% 4.บริษัท เอ็ม.ไทย กรุ๊ป จำกัด ของตระกูลวีระเมธีกุล ถือหุ้น 5.0693% 5.นางประภา วิริยะประไพกิจ อดีตผู้บริหารเครือสหวิริยา และเครืออินโดไชน่ากรุ๊ป (เสียชีวิตแล้วตั้งแต่ปี 2557) ถือหุ้น 4.0553% 6.บริษัท เครือเจียไต๋ จำกัด อยู่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ของตระกูลเจียรวนนท์ ถือหุ้น 2.6667%

7.นายธฤต โอภาสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไลแอนซ์ ทีมเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 2.5420% 8.นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ถือหุ้น 2.5333%

9.นายชูชัย โอภาสวงศ์ ประธาน บริษัท เวิลด์ไวด์ คอนเนคชั่น ถือหุ้น 2.5333% 10.นางศิริกุล โอภาสวงศ์ ถือหุ้น 2.5333% 11.นางศิริพร โอภาสวงศ์ ถือหุ้น 2.5333% 12.นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ ถือหุ้น 2.5333% 13.นายฉัตรชัย วีระเมธีกุล รองประธานสนาม เดอะ รอยัล กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ และ 14.นางสาววไลพร บุนนาค ถือหุ้น 1.5207%

ข้อมูลรายชื่อกรรมการมี 8 คน ได้แก่ 1.นายสุชัย วีระเมธีกุล 2.นายบุญนำ บุญนำทรัพย์ 3.นายธฤต โอภาสวงศ์ 4.นายฉัตรชัย วีระเมธีกุล 5.นายหลิว จุนหมิน 6.นายเป๋า เฟิ่ง 7.นายชูชัย โอภาสวงศ์ และ 8.นายหลิว หัวลี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...