โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

21 ธ.ค. 2480 “สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด” ฉบับดิสนีย์ฉายครั้งแรก แต่ต้นฉบับคือเวอร์ชั่นโหด?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2567 เวลา 05.50 น.
(ซ้าย) ภาพวาดสโนว์ไวท์ โดย Heinrich Leutemann หรือ Carl Offterdinger ปลายศตวรรษที่ 19 ภาพจาก Mein erstes Märchenbuch, Verlag Wilh. Effenberger, Stuttgart, Public Domain ถ่ายโดย Harke นักแสดงแต่งเป็นตัวละครสโนว์ไวท์ที่ Shanghai Disney Resort ปี 2016 [ภาพจาก JOHANNES EISELE / AFP]

“กระจกวิเศษ จงตอบข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี…”นี่คือ ประโยคคำถามเด็ดของราชินีแม่เลี้ยงใจร้าย ที่รู้จักกันอย่าแพร่หลายจากการ์ตูน “สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด”

สโนว์ไวท์และคนแคระทั้งเจ็ดเป็นภาพยนตร์การ์ตูนที่ผลิตโดยวอลท์ ดิสนีย์ มีโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง สโนว์ไวท์ ผลงานการประพันธ์ของพี่น้องตระกูลกริมม์ สโนว์ไวต์กับคนแคระทั้งเจ็ด ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2480 ที่สหรัฐอเมริกา

เนื้อเรื่องของสโนว์ไวท์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักสโนว์ไวท์ คือ องค์หญิงแสนดีผู้งดงาม คนที่รู้จักเธอล้วนรักเธอ เว้นแต่ราชินีแม่เลี้ยงใจร้ายที่อิจฉาในความงามของเธอ จึงให้นายพรานมาฆ่าสโนไวท์ แต่นายพรานปล่อยเธอไป และได้อาศัยอยู่กับคนแคระ

ขณะที่ราชินีแม่เลี้ยงเข้าใจว่าสโนว์ไวท์ตายไปแล้ว จึงถามกระจกวิเศษว่า “กระจกวิเศษ จงตอบข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี…” และคำตอบที่ได้คือ“สโนว์ไวท์” เธอจึงรู้ว่าสโนว์ไวท์ยังไม่ตาย

ราชินีแม่เลี้ยงใจร้ายออกตามหาสโนว์ไวท์จนพบ แล้วได้ปลอมตัวเพื่อหลอกให้สโนว์ไวท์กินแอปเปิ้ลที่มีพิษ เมื่อเธอกินเข้าไปก็ตาย แต่ก็ฟื้นคืนขึ้นมาได้เพราะจุมพิตของเจ้าชาย จากนั้นก็ต่อสู้กับราชินีจนทำให้ราชินีตาย ก่อนจะจบลงด้วยทุกคนอยู่อย่างเป็นสุข

แต่นั่นคือการ์ตูน ความจริงสโนว์ไวท์ในเวอร์ชันแรกไม่ได้เป็นอย่างนี้

สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดในเทพนิยายกริมม์

คำ ผกา และอรรถ บุนนาค เขียนถึง “สโนว์ไวท์” ไว้ใน “คิดเล่นเห็นต่าง” (สำนักพิมพ์มติชน 2555) อธิบายว่าชิเรียว มิซาโอะ นักวรรณกรรมชาวญี่ปุ่น เขียนตีแผ่เทพนิยายอีกแง่มุมหนึ่งในหนังสือของเขาชื่อ “สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ในเทพนิยายของกริมม์” ดังนี้

“…สโนว์ไวท์ ฉบับที่เขียนไว้ในเวอร์ชันแรกว่าเป็นอย่างไร โดยเอามาจากฉบับที่คุณชินเรียว มิซาโอะ ทำสรุปความจริงไว้ว่า “แม่เลี้ยงใจร้าย” นั้นไม่ใช่แม่เลี้ยง ได้เป็นแม่ที่แท้จริงซึ่งจับได้ว่า พระราชาคือสามีของตนเองนั้นแอบมีอะไรกับลูกสาวแท้ๆ (สโนว์ไวท์) ของตัวเอง เพราะว่าสโนว์ไวท์ยังสาวอยู่ แม่ก็เกิดความอิจฉาริษยาเลยให้นายพรานล่อลวงไปฆ่า แต่ตอนหลังกระจกวิเศษก็บอกว่าสโนไวท์ยังมีชีวิตอยู่

สโนว์ไวท์รอดจากการตามฆ่าของแม่ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะฆ่าสำเร็จในครั้งสุดท้าย คือ กินผลแอปเปิ้ลแล้วสลบไป ตายไป ทีนี้เจ้าชายต้นฉบับจริงไม่เคยปรากฏมาก่อน จู่ๆ พอมาเจอแล้วหลงรักสโนไวท์

ชิเรียว มิซาโอะ ตีความว่า จริงๆ แล้วเจ้าชายเป็นพวกที่ชอบมีอะไรกับศพ แบกสโนไวท์ขึ้นหลังมาเพราะตั้งใจจะเอาศพไปข่มขืน แล้วปรากฏว่าพอขึ้นหลังม้าขโหยกๆ ไป แอปเปิ้ลที่ติดหลอดลมติดคออยู่ก็หลุดออกมา สโนไวท์เลยฟื้นขึ้นมา เขาบอกว่าจริงๆ สโนว์ไวท์ตายไปแล้ว 3 หน แล้วฟื้นขึ้นมาเป็นซอมบี้ เป็นผีดิบขึ้นมา…นี่คือสโนไวท์ฉบับที่เป็นเวอร์ชั่นแรกของกริมม์ ก่อนที่จะกลายเป็นสโนว์ไวท์ในแบบฉบับของดิสนีย์ที่เราคุยกันทุกวันนี้

เป็นอันว่า 80 กว่าปีที่ผ่านมา การ์ตูนเทพนิยายอย่างสโนว์ไวท์ เสมือนยาหอมที่ทำให้ชุ่มชื่นใจ ให้ผู้ชมฝันกลางวัน รอคอยเจ้าชายและตอนจบแสนสุข…”

ที่ผ่านมา มีคนพยายามตีความนิยายของกริมม์ ไว้หลายทฤษฎี หลายทิศทาง ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไรต่อเนื้อเรื่อง คงต้องยอมรับว่า ฉบับที่ดิสนีย์นำไปดัดแปลงเป็นฉบับที่ทำให้เนื้อเรื่องแพร่หลายจนเป็นที่จดจำของคนทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 21 ธ.ค. 2480 “สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด” ฉบับดิสนีย์ฉายครั้งแรก แต่ต้นฉบับคือเวอร์ชั่นโหด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...