โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ป้ายหิน "สุสานบูเช็กเทียน" จักรพรรดินีหนึ่งเดียวของจีน ทำไมไร้อักษรจารึกสดุดี?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 พ.ย. 2567 เวลา 03.44 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 00.25 น.
ป้ายหินหน้าสุสานบูเช็กเทียน (ภาพจาก www.sohu.com)

ป้ายหิน “สุสานบูเช็กเทียน” จักรพรรดินีหนึ่งเดียวของจีน ทำไมไร้อักษรจารึกสดุดี?

“บูเช็กเทียน” จักรพรรดินีหนึ่งเดียวของจีน แต่ทำไมป้ายหินด้านหน้า “สุสานบูเช็กเทียน” กลับไม่มีคำจารึกสดุดีสักตัวอักษร?

บูเช็กเทียน (武则天) (พระราชสมภพ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 624 – สวรรคต 16 ธันวาคม ค.ศ. 705) คือจักรพรรดินีเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน พระองค์เริ่มถวายตัวรับใช้ในวังด้วยการไต่เต้าจากตําแหน่งนางสนมชั้นตรี และก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ด้วยการสถาปนาราชวงศ์ต้าโจว (大周) เป็นผลสําเร็จในที่สุด (ระหว่าง ค.ศ. 690-705 เป็นยุคที่ราชวงศ์ถังเปลี่ยนชื่อเป็นต้าโจว)

หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ ภารกิจหลักที่พระองค์ปฏิบัติก็คือ คิดหาทางกําจัดขวากหนามในราชสํานัก ซึ่งตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายพระนาง นอกจากนี้ ยังทรงดําเนินนโยบายการบริหารประเทศได้อย่างเฉียบแหลมไปในขณะเดียวกัน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงเรืองอํานาจ พสกนิกรทั่วทุกหย่อมหญ้าต่างอยู่เย็นเป็นสุข ทว่าเรื่องเล่าจากปากสู่ปากเกี่ยวกับความเป็นมาของพระองค์กลับเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในหมู่ประชาชน แม้กระทั่งตอนที่พระองค์สวรรคต ยังสร้างป้ายสุสานไร้อักษรตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างสุสานของตน

ป้ายหินที่ “สุสานบูเช็กเทียน” นี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดพระองค์จึงตัดสินใจไม่สลักอักษรใดๆ ลงไปเลย?

สุสานที่ฝังพระศพของ กษัตริย์ถังเกาจง ( 唐高宗) และบูเช็กเทียน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหานครซีอาน หน้าหลุมพระศพมีป้ายศิลาอยู่ 2 ป้าย ซึ่งมีความสูง 6.3 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่

ป้ายศิลาด้านตะวันตก มีการสลักข้อความสดุดีคุณูปการที่กษัตริย์ถังเกาจงเคยสร้างไว้ เมื่อครั้งยังมีพระชนม์อยู่ มีชื่อว่า 述圣碑 (ซูเซิ่งเปย) คําจารึกเหล่านี้ได้จากการบอกเล่าของบูเช็กเทียน และถ่ายทอดผ่านฝีพระหัตถ์ในรูปแบบบทกวี 7 คำ ของรัชทายาทอย่างกษัตริย์ถังจงจง (唐中宗) มีความกว้าง 1.86 เมตร หนัก 81.6 ตัน

ส่วนป้ายศิลาทางด้านตะวันออก เป็นแท่นหินว่างเปล่า จึงมีชื่อเรียกว่า “无字碑 ” (อู๋จื้อเปย-แท่นหินไร้อักษร) ทว่ามีการสลักลวดลายมังกร 8 ตัว ซึ่งลําตัวพันไปมาอยู่บนส่วนยอดของตัวเสา ด้านบนของเสาสลักลวดลายฝูงม้าที่กําลังค้อมตัวลงดื่มน้ำ พร้อมด้วยภาพสลักกองกําลังทหารอันเกรียงไกร สลับกับลวดลายปุยเมฆ ถือเป็นงานแกะสลักที่มีความละเอียดอ่อนและประณีตมาก ทําให้ป้ายศิลาดังกล่าวกลายเป็นโบราณวัตถุซึ่งหาชมได้ยากในทุกยุคสมัย

ปัจจุบันผู้คนต่างเคลือบแคลงถึงสาเหตุของการที่ บูเช็กเทียน ปล่อยให้ป้ายศิลาหน้าสุสานว่างเปล่า โดยไม่ปรากฏอักษรใดๆ ทั้งนี้ มีข้อสันนิษฐานหลักๆ 3 ประการดังนี้ คือ

1. พระองค์ทรงคิดว่า คุณงามความดีที่ตนสร้างแก่บ้านเมืองขณะที่นั่งอยู่บนราชบัลลังก์ ถือว่ามากมายเหลือคณานับ ต่อให้ป้ายศิลามีขนาดใหญ่เพียงใดก็คงมีพื้นที่ไม่เพียงพอสําหรับการจดบันทึก

แม้ตนจะเป็นเพียงแค่อิสตรี แต่กลับมีความสามารถสูงกว่ากษัตริย์ถังเกาจงอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่พระองค์ครองราชย์ สังคมเกิดความสงบสุข อาณาประชาราษฎร์ต่างอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข สิ่งเหล่านี้ถือเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงซึ่งพระองค์ได้สั่งสมไว้ น่าเสียดายที่ประชาชนในยุคนั้นต่างรู้สึกต่อเหตุการณ์ในช่วงที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในลักษณะเดียวกันว่า บูเช็กเทียนช่วงชิงบัลลังก์มาจากพระสวามี และถือเป็นพระสนมที่มีจิตใจเหี้ยมโหด จึงมองข้ามคุณงามความดีที่พระองค์ได้สร้างแก่บ้านเมือง

ดังนั้น การปล่อยแท่นศิลาจารึกว่างเปล่า จึงถือเป็นการเปิดรับความคิดเห็นในเรื่องคุณงามความดีของพระองค์ที่สร้างไว้ เพื่อชนรุ่นหลังสามารถนำมาถกเถียงกันต่อไป

2. เนื่องจากรู้ว่าตนเองเคยก่อกรรมทําเข็ญไว้มาก การสร้างป้ายศิลาโดยสลักข้อความสดุดีความดีของตน อาจตกเป็นเป้าครหาของประชาชน ดังนั้น จึงทรงตระหนักดีว่า การไม่สลักคุณูปการของตนจะเป็นผลดีมากกว่า

3. เหตุที่ไม่สลักอักษรใดๆ ลงบนป้ายศิลาด้านหน้า เป็นเพราะอยากให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความดี-ความชั่วที่พระองค์ได้กระทําขณะยังมีชีวิตอยู่ ข้อสันนิษฐานนี้แตกต่างจากข้อที่แล้วอย่างสิ้นเชิงเพราะบูเช็กเทียนรู้สึกภาคภูมิใจในความสําเร็จเรื่องการบริหารบ้านเมืองของตนเป็นอย่างมาก

การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ผู้หญิงแทบจะไม่มีความสําคัญใดๆ เลยในยุคนั้น แต่พระองค์กลับสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทอยู่ในแวดวงการเมืองของประเทศ และสามารถกุมอํานาจบริหารสูงสุดไว้ในกํามือ การไม่สลักอักษรใดๆ ลงบนแท่นหิน คงเป็นเพราะพระองค์ทรงต้องการให้ชนรุ่นหลังได้แสดงความคิดเห็นต่อตัวผลงานที่ทรงกระทํามาตลอดพระชนม์ชีพมากกว่า

ข้อสันนิษฐานข้างต้นต่างก็มีเหตุผลที่ชวนคิดทั้งสิ้น ทว่าตราบจนทุกวันนี้ก็ยังหาข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุของการปล่อยให้ป้ายศิลาหน้าสุสานของพระองค์ว่างเปล่าโดยปราศจากตัวอักษรมิได้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นับจากสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋朝 ราว ค.ศ. 960-1279) และอาณาจักรจิน (金国 ราว ค.ศ. 1234) เป็นต้นมา ผู้คนเริ่มสลักตัวอักษรลงบนแท่นศิลาดังกล่าว นับรวมได้ 13 ข้อความ

ที่น่าแปลกก็คือ ส่วนหนึ่งของภาษาที่ใช้ในการสลักเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อย ยังไม่เคยมีใครสามารถอ่านและตีความหมายอักษรเหล่านี้ได้ เนื่องจากใน ค.ศ. 1134 พระเชษฐาของกษัตริย์จินไท่จง (金太宗) ได้สลักกฎมณเฑียรบาลด้วยอักษรของชาวจินลงบนเสา โดยมีอักษรฮันกํากับเป็นคําอธิบาย ทําให้ทราบว่าตัวอักษรบนแท่นหินไม่ใช่ตัวอักษรจีน

ตราบจนกระทั่งเมื่อศตวรรษที่ 20 นักโบราณคดีก็พบอักษรในลักษณะเดียวกันที่ชุมชนปาหลิน (巴林) ในประเทศมองโกเลีย การค้นพบครั้งนี้ทำให้พบว่า อักษรบนแท่นศิลามีลักษณะเดียวกับอักษรของชนกลุ่มน้อยอย่างชี่ตาน (契丹) ซึ่งสถาปนาอาณาจักรเหลียว (辽国 ระหว่าง ค.ศ. 907-1125) บริเวณตอนเหนือของจีน อักษรของชนเผ่านี้ถือกําเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 920 ทว่า เป็นที่น่าเสียดายที่บ้านเมืองเกิดศึกสงครามจนทำให้ชนเผ่าชี่ตานมีอันต้องล่มสลายไปในท้ายที่สุด

เมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์หยวน (元朝) แทบจะหาผู้อ่านตัวอักษรชี่ตานออกน้อยมาก ตราบจนกระทั่งราชวงศ์หมิง (明朝 ค.ศ. 1368-1644) ภาษาที่สลักอยู่บนแท่นศิลาจารึก ได้กลายเป็นภาษาตายตลอดกาล

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

อาศรมสยาม-จีนวิทยา สมาคมปัญญาภิวัฒน์. พลิกม่านไม้ไผ่, ตถาตา พับลิเคชั่น 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ป้ายหิน “สุสานบูเช็กเทียน” จักรพรรดินีหนึ่งเดียวของจีน ทำไมไร้อักษรจารึกสดุดี?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...