ตร.เร่งล่าคนร้ายตระเวนโจรกรรมเงินตู้ATMธ.ออมสิน
ตร.เร่งล่าคนร้ายก่อเหตุโจรกรรมเงินตู้ATMธนาคารออมสินกว่า20ตู้ คาดมีไม่ต่ำกว่า20คนเป็นชาวยุโรปแบ่งเป็น2-3ทีมก่อเหตุในหลายพื้นที่
วันนี้(24 ส.ค.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10(สบ.10) ระบุถึงการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายโจรกรรมเงินในตู้เอทีเอ็ม ธนาคารออมสินในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพฯ กว่า 20 ตู้ สร้างความเสียหายกว่า 12 ล้านบาทว่า ได้สั่งให้ชุดสืบสวนตรวจสอบเส้นทางต่าง ๆ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดของธนาคาร และบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาเบาะแสของคนร้าย คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 20 คน เป็นชาวยุโรป แบ่งเป็น 2-3 ทีม ก่อเหตุในหลายพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรีและกรุงเทพฯ
โดยคนร้ายจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ดัดแปลงขึ้นมาเสียบเข้าไปในตู้เอทีเอ็มเพื่อปล่อยมัลแวร์เข้าสู่ระบบ ซึ่งมัลแวร์จะกระจายไปสู่ตู้ที่อยู่ใกล้เคียงและมีกลุ่มคนร้ายไปรอรับเงินที่ออกมาจากตู้เมื่อโจรกรรมเรียบร้อยแล้ว ระบบจะรีเซ็ตเครื่องกลับมาเป็นปกติ วิธีการนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับการแฮกเงินตู้เอทีเอ็มที่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียและไต้หวัน
อย่างไรก็ตามวันที่ 26 ส.ค.นี้ เวลา 14.00 น. จะหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) ,กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) ,ตำรวจภูธรภาค 7 และ 8 ร่วมกับตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดี
ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยเมื่อวานนี้(23 ส.ค.)ว่า ตู้เอทีเอ็มที่มีปัญหาเป็นของยี่ห้อ MCR โดยคนร้ายใช้โปรแกรมมัลแวร์แฮกระบบของตู้เอทีเอ็ม และใช้บัตรกดเงินออกไปครั้งละ 40,000 บาท โดยได้แจ้งเรื่องไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยให้รับทราบ เพื่อประสานไปยังธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆที่ใช้ตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ MCR ให้ดำเนินการแก้ไข ไม่ให้เกิดการโจรกรรมเงินอีก
ทั้งนี้ ระหว่างที่ปิดบริการตู้เอทีเอ็มบางส่วน ลูกค้าสามารถใช้บริการช่องทางอื่นๆ เช่น โมบายแบงก์กิ้ง อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และเคาน์เตอร์สาขาของธนาคาร ส่วนเงินที่หายไปจากตู้เอทีเอ็มไม่เกี่ยวกับบัญชีและเงินฝากของลูกค้าแต่อย่างใด พร้อมประสานกับตำรวจ ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนแล้ว
ขณะที่นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แจ้งเตือนไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ให้เฝ้าระวัง และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบเอทีเอ็มให้รัดกุมยิ่งขึ้น