โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

25 มกราคม 1981 : เจียง ชิง ภรรยาม่ายของประธานเหมาถูกตัดสิน "ประหารชีวิต"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ม.ค. 2568 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2568 เวลา 22.30 น.
เจียง ชิง ขณะรับฟังคำพิพากษาของศาลพิเศษเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1981 (AFP PHOTO / XINHUA)

เจียง ชิง ภรรยาคนที่สี่ของอดีตผู้นำพรรคคอมนิสต์จีนเหมา เจ๋อตุง เคยเป็นผู้หญิงที่ทรงอำนาจที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ จนกระทั่งการเสียชีวิตของประธานเหมาในปี 1976 ทำให้เธอและสมาชิก “แก๊งสี่คน” ถูกเล่นงานด้วยข้อหา “เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ”

เจียงได้เป็นสมาชิกคณะนักแสดงประจำโรงละครตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นในช่วงปี 1929 การร่วมกิจกรรมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำให้เธอถูกรัฐบาลจีนคณะชาติจับกุมเป็นครั้งแรกในปี 1933 และถูกจับกุมอีกครั้งที่เซี่ยงไฮ้ในปี 1934 หลังได้รับการปล่อยตัวเธอเริ่มได้รับบทเป็นตัวประกอบให้กับผู้ผลิตภาพยนตร์ฝ่ายซ้ายในเซี่ยงไฮ้

ในปี 1937 หลังญี่ปุ่นบุกโจมตีเซี่ยงไฮ้ เธอได้หนีออกจากเมืองและสมัครเข้าร่วมกับกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเมืองเหยียนอัน (Yan’an) และมีโอกาสพบกับเหมาเป็นครั้งแรก ในระหว่างที่เหมาเดินทางมาปราศรัยในโรงเรียนการแสดงที่เธอทำหน้าที่เป็นครูผู้ฝึกสอนอยู่ในขณะนั้น

ทั้งสองคนแต่งงานกันในปี 1939 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อหญิงที่ต้องกลายเป็นอดีตภรรยาของเหมายังคงนอนซมรักษาตัวอยู่ในมอสโคว โดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ยอมรับการแต่งงานของทั้งคู่บนเงื่อนไขห้ามเจียงข้องเกี่ยวกับการเมือง

แต่บทบาทของเธอที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง “ปฏิวัติวัฒนธรรม” โดยเจียง พร้อมด้วย จาง ชุนเฉียว, หวาง หงเหวิน และเหยา เหวินหยวน หรือที่รู้จักกันในนาม “แก๊งสี่คน” ได้กลายเป็นกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีนในช่วงเวลานั้น โดยมีกลุ่มเยาวชน “เรดการ์ด” เป็นกำลังสำคัญ

การปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้นในปี 1966 ซึ่งเหมาอ้างว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ และทำลายค่านิยมทางวัฒนธรรมและทุกสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็น “ชนชั้นกระฎุมพี”

แต่เหยื่อของการปฏิวัติวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของเหมาและพวกคือผู้นำทั้งระดับสูงและในระดับภูมิภาคของพรรค ซึ่งมิได้ตอบสนองต่อนโยบายหรืออาจเป็นภัยต่อการครองอำนาจของเหมา หนึ่งในนั้นคือ หลิว เซ่าฉี ซึ่งเคยถูกมองว่าจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเหมา และเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งภายหลังได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง เมื่อเหมาเสียชีวิต

หลิว ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานประเทศในขณะนั้นพร้อม หวาง กวงเหม่ย ผู้เป็นภรรยาต้องกลายเป็นเหยื่อศาลเตี้ยของเรดการ์ดที่บุกจับตัวพวกเขาถึงบ้านพักในจงหนานไห่

หวาง ถือเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมจนเจียง ชิง อดริษยามิได้ และเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1967 เธอได้ประกาศต่อสาธารณะถึงคดีที่หลิว เซ่าฉี เป็นจำเลยว่า “ข้าพเจ้ามีหน้าที่รับผิดชอบคดีที่สำคัญที่สุด … มันสมควรที่จะตายอย่างช้าๆ ด้วยการสับเนื้อสักพันชิ้น หมื่นชิ้น” (ประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก)

อย่างไรก็ดี การตายของประธานเหมา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 1976 ทำให้เจียง ชิง และกลุ่มหัวรุนแรงไร้ที่พึ่ง หนึ่งเดือนจากนั้น เริ่มมีการติดประกาศโจมตีเธอและแก๊งสี่คนอย่างรุนแรง การต่อต้านได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานพวกเธอก็ถูกจับกุม ก่อนถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1977

ในการพิจารณาคดี เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เธอให้การปฏิเสธทั้งยังได้ประณามศาลและบรรดาผู้นำรัฐบาลจีนในขณะนั้น

วันที่ 25 มกราคม 1981 ศาลได้มีคำพิพากษาว่าเธอมีความผิดพร้อมสั่งให้ลงโทษประหารชีวิต แต่ระหว่างการควบุคมเพื่อรอรับโทษเป็นเวลา 2 ปี ศาลได้มีคำสั่งลดโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตระหว่างการคุมขังในปี 1991 ซึ่งทางการระบุว่ามีสาเหตุมาจากการฆ่าตัวตาย

อ่่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

“Jiang Qing”. Encyclopedia Britannica.

“Mao’s Widow Sentenced to Death”. History.

ประวัติศาสตร์จีน. ทวีป วรดิลก. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2547.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มกราคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 25 มกราคม 1981 : เจียง ชิง ภรรยาม่ายของประธานเหมาถูกตัดสิน “ประหารชีวิต”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...