โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กพิการซ้ำซ้อน พ่อแม่ต้องดูแลหนูอย่างไร

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 11.30 น. • Motherhood.co.th Blog

เด็กพิการซ้ำซ้อน พ่อแม่ต้องดูแลหนูอย่างไร

เราเคยพูดกันถึงเรื่องของเด็กพิเศษกันไปแล้ว ครั้งนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับภาวะของ "เด็กพิการซ้ำซ้อน" ที่ก็จัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้มากขึ้น เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ถึงสาเหตุของอาการ รวมถึงวิธีดูแลเขาอย่างถูกต้อง

ความพิการซ้อน (Multiple Disabilities) หมายถึง ความบกพร่องที่เกิดขึ้นร่วมกันมากกว่า 1 ลักษณะ ที่เกิดขึ้นต่อบุคคล (Simultaneous impairments) เช่น บกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับตาบอด หรือบกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้ว สำหรับเด็กความที่พบความพิการซ้ำซ้อนเหล่านี้ มักประสบกับปัญหาในการเรียนรู้ เนื่องจากเด็กไม่สามารถเข้ารับการศึกษาพิเศษที่เหมาะสมต่อความบกพร่องทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้

เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันทางลักษณะและระดับความรุนแรงของอาการ

เด็กพิการซ้ำซ้อนมักมีปัญหาความผิดปกติที่หลากหลาย ได้แก่ การพูด การเคลื่อนไหวร่างกาย การเรียนรู้ การมองเห็น การได้ยิน ความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นต้น นอกจากนี้ เด็กยังอาจมีภาวะสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory losses) รวมทั้งมีปัญหาด้านพฤติกรรมและสังคมอีกด้วย

เด็กพิการซ้ำซ้อนแต่ละรายจะมีความแตกต่างกันทางลักษณะและระดับความรุนแรงของอาการ เด็กกลุ่มนี้มักมีความบกพร่องทางการได้ยินและมีปัญหาในการประมวลผลของสิ่งที่ได้ยิน รวมถึงมีข้อจำกัดในการพูด การเคลื่อนไหวของร่างกาย เด็กอาจมีความลำบากในการปฏิบัติตามคำสั่งและการจดจำ อีกทั้งยังไม่สามารถนำทักษะที่มีไปปรับใช้ได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ดังนั้นแล้ว วิธีการดูแลและรักษาความพิการซ้อนจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละราย โดยพิจารณาจากสาเหตุและลักษณะพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้จะทำให้พวกเขาได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

เด็กพิการซ้ำซ้อนมีลักษณะอย่างไร ?

เด็กที่มีปัญหาพิการซ้อนอาจแสดงลักษณะได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะความซ้ำซ้อน (Combination) ความรุนแรงของความพิการ (Severity of Disabilities) รวมทั้งปัจจัยเรื่องอายุด้วย โดยทั่วไป ลักษณะของปัญหาพิการซ้อนในเด็กที่พบได้บ่อย มักมีดังนี้

ปัญหาด้านจิตใจ

  • เกิดความรู้สึกเหมือนถูกขับไล่ออกจากสังคม
  • ชอบปลีกตัวจากสังคม
  • กลัว โกรธ และไม่พอใจ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือเมื่อถูกบังคับ
  • ทำร้ายตัวเอง

ปัญหาด้านพฤติกรรม

  • ยังคงแสดงพฤติกรรมเหมือนเด็กแม้จะโตขึ้น
  • ขาดความยับยั้งชั่งใจ
  • พบความยากลำบากในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • มีทักษะในการดูแลและพึ่งพาตัวเองที่ค่อนข้างจำกัด

ปัญหาด้านร่างกาย

  • มีความผิดปกติของร่างกาย (Medical problems) อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการชัก (Seizures) การสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory loss) ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (hydrocephalus) และกระดูกสันหลังโค้ง (Scoliosis)
  • เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและงุ่มง่าม
  • มีความบกพร่องในการกระทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
มักมีความบกพร่องในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ

ปัญหาทางด้านการเรียนรู้

  • มีปัญหาในการคัดลายมือหรือเขียนหนังสือ เนื่องมาจากความบกพร่องของกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine-motor deficits) และปัญหาความไม่สัมพันธ์กันของมือและตา
  • มีข้อจำกัดในการพูดและสื่อสาร
  • ลืมทักษะบางอย่างเมื่อไม่ได้ใช้
  • มีปัญหาในการเข้าใจ รับมือ หรือนำทักษะที่มีมาปรับใช้ เมื่ออยู่ในสถานการณ์เปลี่ยนไป
  • ขาดความคิดระดับสูง (High level thinking) ส่งผลให้มีปัญหาในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ
  • มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาในระดับต่ำ
  • มีระดับจินตนาการและความเข้าใจความคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างจำกัด
  • มีผลการสอบอยู่ในระดับต่ำ
  • ไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียงได้
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมแบบกลุ่ม
  • มีปัญหาในการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งของและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของ

ความพิการซ้อนมีสาเหตุมาจากอะไร ?

โดยทั่วไป สาเหตุของความพิการซ้อนมักเกิดจากความผิดปกติของสมอง ซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมของระบบประสาทบางส่วน เช่น สติปัญญา (Intelligence) และความไวของประสาทสัมผัส (Sensory sensitivity) แม้ว่าในเด็กบางรายแพทย์จะไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่ในผู้ป่วยรายที่แพทย์สามารถระบุสาเหตุได้ มักพบว่าอาการพิการซ้อนเกิดจากปัจจัยทางชีวเคมีในช่วงก่อนกำเนิด (Prenatal biomedical factors) หรือจากปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งมีที่มาจากความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม นอกจากนี้สาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ก็เช่น ความเชื่อมโยงกับโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Genetic metabolic disorders) การทำหน้าที่ผิดปกติของอวัยวะในร่างกายในการสร้างเอนไซม์ (Dysfunction in production of enzymes) ซึ่งนำไปสู่การสะสมของสารพิษในสมอง และส่งผลให้สมองผิดปกติ (Brain malformation)

สาเหตุและอัตราส่วนของเด็กพิการซ้อน สามารถจำแนกได้ดังนี้

  • 50% เกิดจากปัจจัยในช่วงก่อนคลอด ได้แก่ ความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ โรคหลอดเลือดสมองในตัวอ่อน รวมถึงโรคพยาธิสภาพในตัวอ่อน (Embryopathy) ซึ่งได้แก่ เชื้อไวรัสไซโตเมกาโล และเชื้อไวรัสเอดส์
  • 30% ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  • 15% เกิดจากปัจจัยในช่วงคลอด ซึ่งความบาดเจ็บจากการคลอดก่อให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะสำคัญ
  • 5% เกิดจากปัจจัยในช่วงหลังคลอด เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคสมองอักเสบ (Encephalitis) ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) และจากอุบัติเหตุ เช่น ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเป็นตัวช่วยให้ชีวิตของเด็กราบรื่นขึ้น

ปัญหาพิการซ้อนในเด็กมีความสำคัญอย่างไร ?

สำหรับเด็กพิการซ้ำซ้อน ปัจจัยด้านประเภทและความรุนแรงของความพิการจะเป็นตัวกำหนดความช่วยเหลือที่เด็กควรได้รับ ซึ่งโดยปกติเด็กมักจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งด้าน ทั้งแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักบำบัด ครู และพ่อแม่ ต้องร่วมมือกันเพื่อวางแผนและแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่เหมาะสม ทั้งนี้เป้าหมายในการช่วยเหลือเด็กพิการซ้อนคือเพื่อให้เด็กสามารถมีพัฒนาการที่สำคัญได้ ทั้งด้านอารมณ์ ภาษา สังคม อาชีพ และการรดูแลตัวเอง นอกจากนี้การอำนวยความสะดวกระหว่างการรักษา เรื่องอาหาร และเครื่องมือพิเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การช่วยเหลือเด็กตั้งแต่แรกเกิด ก่อนเข้าเรียน และในวัยเรียนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กพิการซ้ำซ้อน ซึ่งนอกจากความช่วยเหลือจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักบำบัด ครู และพ่อแม่แล้ว เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก (Assistive technology) เช่น คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ช่วยสื่อสารแบบพกพาสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการพูด (Augmentative and alterative communication devices) ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอย่างราบรื่น

พ่อแม่จะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ?

เด็กที่มีปัญหาพิการซ้อน มักมีจุดที่แตกต่างกันอีกมากในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ความสนใจ ประสิทธิภาพของสายตาและประสาทสัมผัส เด็กบางคนอาจจะพูดเก่ง หรือบางคนก็ไม่สามารถพูดได้ ทำให้เด็กแต่ละคนก็ต้องการความช่วยเหลือที่ไม่เหมือนกัน

แม้ในกลุ่มที่มีความพิการซ้อนในลักษณะเดียวกัน เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ได้ผลกับเด็กคนหนึ่ง ก็อาจไม่ได้ผลกับเด็กคนอื่น ๆ ก็เป็นได้ แต่สิ่งที่เด็กเหล่านี้มักมีร่วมกันคือ ความผิดปกติที่ซ้ำซ้อนที่สร้างความยากลำบากในการเข้าถึง รับรู้ และเข้าใจข้อมูล รวมถึงส่งผลต่อความพยายามของเด็กที่จะเอาชนะขีดจำกัดของตนเอง

ควรให้ลูกทำกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะ ไม่ว่าจะศิลปะ ดนตรี กีฬา

นี่คือสิ่งที่พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวควรปฏิบัติ เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองและสามารถเอาชนะขีดจำกัดของตนเองได้

  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของลูก ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ พ่อแม่ก็จะยิ่งสามารถช่วยลูกได้มากขึ้น
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเพื่อนผู้ปกครอง ถึงวิธีการตอบสนองต่อความต้องการพิเศษ (Special needs) ของลูก
  • ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางร่วมด้วย เพื่อแก้ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาทางการพูด และความผิดปกติประเภทอื่น ๆ ซึ่งเกิดกับร่างกาย และเลือกใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกร่วมด้วย
  • ให้เด็กได้ทำกิจกรรมเสริมทักษะ เช่น การออกกำลังกายง่าย ๆ เต้นแอโรบิก วิ่งเล่น โยนลูกบอลลงห่วง ให้เด็กทำงานศิลปะ เช่น วาดรูป ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน หรือให้เด็กทำกิจกรรมดนตรี เช่น ร้องเพลง เต้นตามเสียงดนตรี เล่นดนตรี
  • หมั่นติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวิธีการรักษาหรือเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก ที่สามารถช่วยลูกได้
  • ขอความช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน รวมทั้งสอนให้พวกเขารู้จักวิธีการดูแลเด็กพิการซ้ำซ้อน เพราะพ่อแม่เองไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลาและการดูแลเด็กประเภทนี้ก็เป็นสิ่งที่เหนื่อยมาก ดังนั้น จึงต้องมีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือเด็กและแบ่งเบาภาระของพ่อแม่
  • ไม่ควรละทิ้งความหวังที่จะเห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นของลูก

 

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...