โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.5-3.5% แนะรัฐเพิ่มเงิน"คนละครึ่ง"

efinanceThai

เผยแพร่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 10.37 น.

    เปิดศักราชใหม่ปี 64 "กกร." ประเดิมหั่นเป้าหมายจีดีพีไทยปีนี้เป็นเจ้าแรก เหลือโต 1.5-3.5% จากเดิมคาดโต 2-4% ภายใต้สมมติฐานโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ต้องจบภายใน 3 เดือนนี้ พร้อมแนะรัฐออกมาตรการช่วยประชาชนตรงจุด ขยายวงเงินโครงการ"คนละครึ่ง"เป็น 5,000 บาท จากเดิม 3,500 บาท 

*** หั่นเป้าจีดีพีปี 64 เหลือโต 1.5-3.5%  

     นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าที่ประชุมมีมติปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ขยายตัว 1.5-3.5% จากเดิมคาด 2-4% โดยคณะกรรมการ เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงไทยด้วย โดยมีปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศรอบใหม่

    “สมมติฐานในการประเมินจีดีพีครั้งนี้ คาดว่าโควิด-19 รอบใหม่จะจบได้ภายใน 3 เดือนนี้ รวมถึงจะมีเม็ดเงินกระตุ้นจากรัฐบาลเข้ามาเติมอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งมาตรการที่จะออกมาช่วยนั้น ควรที่จะเป็นมาตรการที่ตรงจุด และถูกฝาถูกตัวด้วย”นายกลินท์ กล่าว

*** คาดส่งออกปีนี้ขยายตัว 3-5% เริ่มฟื้นตั้งแต่ Q2-3/64

    ด้านการส่งออกคาดขยายตัว 3-5% จากเดิมคาด 4-6% ซึ่งภาคการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ คาดว่าจะยังติดลบเนื่องจากยังประสบปัญหากับการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงหลายประเทศมีการระบาดรอบใหม่ หรือรอบสอง มีการประกาศล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป จึงทำให้การบริโภคหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม กกร.คาดว่าการส่งออกจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้ จากการมีวัคซีนใช้ได้ ซึ่งจะทำให้การบริโภคกลับมาคึกคักอีกครั้ง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 0.8-1%

*** แนะรัฐต่ออายุ"คนละครึ่ง"-เพิ่มงบเป็น 5 พันบาท 

    นายกลินท์ ยังได้เสนอแนะภาครัฐที่จะต้องเร่งดำเนินการ 4 ด้าน เพื่อควบคุมการระบาดของโรค และช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ คือ 1.ต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดและบังคับใช้มาตรการต่างๆที่ประกาศออกมาอย่างเคร่งครัด ควรจะ focus แม่นยำ ตรงจุด ถึงต้นตอการแพร่กระจายทั้งนี้ขอให้ควบคุมดูแลที่อยู่ของคนงานต่างด้าวให้เหมาะสมเพื่อระงับการแพร่ระบาด รวมถึงเร่งจับผู้กระทำผิดทั้งบ่อนการพนัน และการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าของประเทศว่าปัญหาการแพร่ระบาดส่วนใหญ่มาจากคนสู่คน ไม่ใช่จากอาหารหรือสินค้าสู่คน

    2. ขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเรื่องงบประมาณช่วยเหลือ 2 แสนล้านบาท โดยให้กำหนดวิธีการให้ชัดเจนปฏิบัติได้เร็วและให้ส่งผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมีความเห็นว่าจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ซึ่งอาจเป็นการต่ออายุโครงการคนละครึ่งและเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายต่อบุคคลเป็น 5,000 บาท มาตรลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ลดค่าไฟ 5%รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Asset Warehousing และ บสย. อย่างมีประสิทธิภาพ

*** จี้รัฐลงนาม RCEP หวังใช้กลางปีนี้ เร่งศก.ฟื้น 
    
    ข้อเสนอด้านที่ 3.คือเร่งรัดเรื่องวัคซีนให้สามารถได้มาตามกำหนดเวลาและมีปริมาณที่เพียงพอรวมถึงกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการกระจาย การขนส่ง และฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับผู้ที่ได้รับวัคซีนก่อนหลังอย่างเหมาะสม

    และ 4.เร่งรัดการใช้และการเจรจาการค้าทวิภาคี รวมถึงการให้สัตยาบันลงนามข้อตกลง RCEP ในการประชุมรัฐสภา เพื่อให้ข้อตกลงที่ลงนามไปเมื่อเดือน พ.ย. 63 มีผลบังคับใช้กลางปีนี้ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแรงส่งเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง

*** หวั่นยอดตกงานเพิ่ม วอนรัฐช่วยตรงจุด 

    ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงานนั้น ยังประเมินได้ยาก แต่ยอมรับว่า ยังเป็นสิ่งที่น่าห่วง เนื่องจากหากสถานการณ์ยังรุนแรง ก็มีแนวโน้มที่แรงงานจะตกงานเพิ่มมากขึ้นได้

    ส่วนนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า มาตรการที่ภาครัฐจะต้องออกมานั้นต้องตรงจุด มีประสิทธิภาพ ด้านปรับโครงสร้างหนี้มองว่า เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว และเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีมาตรการที่จำเป็นออกมาเพื่อรองรับเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...