ออฟฟิศไม่ใช่สถานที่ แต่คือทุกที่ที่เราทำงาน : เมื่อ COVID-19 เปลี่ยนวิธีทำงานของเรา
โรเบิร์ต เดวิด พัตแนม (Robert David Putnam) ได้พูดถึง ‘Third Place’ ครั้งแรกในหนังสือBowling Alone: America's Declining Social Capital โดยให้ความหมายของมันไว้ว่า มันคือพื้นที่อื่นที่เราใช้ชีวิตนอกจากบ้านที่เป็น ‘First Place’ และ ที่ทำงานที่เป็น ‘Second Place’ อาจเป็นได้ทั้งผับ บาร์ คาเฟ่ โบสถ์ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร สวนสาธารณะ ตามแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่เมื่อต้นปีค.ศ. 2020 ที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้โลกของเราต้องพลิกไปอย่างกระทันหัน First Place และ Second Place ถูกนำมารวมอยู่ในที่เดียวกัน และเรายังไม่สามารถออกไปพักผ่อนหย่อนใจกับ Third Place ได้อย่างเคย เท่ากับว่าเรามีพื้นที่เดียวให้ทำทุกอย่างในชีวิตอยู่ที่นั่น ซึ่งก็คือ บ้าน (First Place) นั่นเองเมื่อทุกอย่างถูกรวมเอาไว้ในที่เดียวกัน บ้านจึงเป็นทั้งที่พักอาศัย ร้านอาหาร ที่ทำงาน พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจในที่เดียว วิถีชีวิตแบบเดิมถูกปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเน้นหนักไปที่การรักษาระยะห่างทางสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น โลกของการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน จะทำอย่างไรหากเราไม่สามารถนั่งทำงานในพื้นที่เดียวกัน ใช้ส่วนกลางร่วมกันได้อีกต่อไป การทำงานที่บ้าน (Work From Home) จึงถูกหยิบมาใช้เป็นนโยบายหลักในการรักษาาระยะห่างทางสังคมในการทำงาน แม้ก่อนหน้าการระบาดของ COVID-19 เราก็ได้เห็นบริษัทยักษ์ใหญ่หลายเจ้าอย่าง Facebook, Google, Twitter และเจ้าอื่นๆ มีนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ หรือมีตารางงานที่ค่อนข้างยืดหยุ่นอยู่แล้ว แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป นโยบายเหล่านั้นที่เคยเป็นเหมือนตัวเลือกสำหรับองค์กรว่าจะเลือกใช้หรือไม่ก็ได้ กลายมาเป็นนโยบายที่ต้องใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เราเลยได้เห็นรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานที่บ้าน ทั้งการประชุมออนไลน์ ตารางงานแบบยืดหยุ่น Hybrid Office หรือแม้แต่การลดเวลางานลงให้เหลือ 4 วันต่อสัปดาห์
ด้วยความจำเป็น เราก็ต้องปรับตัวไปตามรูปแบบการทำงานที่เป็นนโยบายขององค์กร (เหมือนที่นั่งเขียนบทความนี้ที่บ้าน) ผ่านมาปีนึง เมื่อสถานการณ์ในระดับโลกดีขึ้น หลายประเทศสามารถถอดหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะได้แล้ว สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่ Third Place ได้อย่างเคย แน่นอนว่า Second Place (ที่ทำงาน) ก็ต้องกลับมาด้วยเช่นกัน แต่ทว่า พอเราต้องกลับไปออฟฟิศอีกครั้ง หลายคนกลับรู้สึกว่าการทำงานที่บ้านนั้นตอบโจทย์พวกเขามากกว่า ผลการสำรวจจาก Slack’s Future Forum บอกตัวเลขที่น่าสนใจว่า กว่า 97% ของพนักงาน ต้องการให้ยึดนโยบายที่งานที่บ้าน หรือ Hybrid Office ต่อไป แม้ว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม นั่นหมายความว่า การทำงานที่บ้าน ที่เราเคยรู้สึกว่าต้องปรับตัวกับมัน มีทั้งความสะดวกสบายและลำบากในตัว กลายมาเป็นทางเลือกใหม่สำหรับองค์กรที่จะมองหารูปแบบการทำงานในอนาคตหรือบางคนได้เจอคำตอบว่าเขาต้องการอะไรจากการทำงานกันแน่ บางคนต้องการตารางงานที่ยืดหยุ่น บางคนต้องการความสมดุลในชีวิต ที่เขาไม่ต้องเลือกระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว บางคนต้องการเข้าออฟฟิศเพื่อพบปะผู้คนดังเดิม หลายคนต่างมีความต้องการที่เพิ่งค้นพบต่างกันไป จนเกิดเป็น ‘The Great Resignation’ ที่ผู้คนหันมาลาออกจากงานเดิมที่มี แล้วไปพิจารณางานที่ตอบโจทย์กับชีวิตของพวกเขามากกว่าแทน แม้สิ่งนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเรายังไม่ได้พื้นที่ Third Place คืนมา ดังนั้น Second Place น่าจะยังต้องอยู่รวมกับ First Place ไปอีกสักระยะ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หวังว่ากว่าจะถึงตอนนั้น ทุกคนจะสามารถรักษาเนื้อรักษาตัว รักษาสภาพจิตใจ และได้ค้นพบว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากงานของเรากันแน่จากวันแรกที่ต้องย้ายทุกอย่าง ทั้งที่ทำงานและพื้นที่การใช้ชีวิตมาไว้ที่บ้าน จนถึงวันที่หลายประเทศสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง สามารถกลับไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศได้ โลกของการทำงานได้ผุดแค่รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานไปแบบถาวร มาดูกันว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ การทำงานที่บ้าน เปลี่ยนโลกของการทำงานไปอย่างไรบ้าง?
ออฟฟิศจะยังคงอยู่ แต่ไม่ใช่ในฟังก์ชั่นเดิมก่อนหน้านี้ เราใช้คำว่าไปทำงาน หมายถึงการเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศ สถานที่ที่เราจะได้เห็นหน้าเพื่อนร่วมงานนั่งตามโต๊ะประจำของแต่ละคน ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนไปตามแผนก หน้าที่ ของแต่ละฝ่าย มีส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน มีพื้นที่พักผ่อน มีพื้นที่ส่วนตัว จนเหมือนเป็นอีกสังคมหนึ่งในชีวิตประจำวัน บางองค์กรมีความเข้มงวดในการเข้าออฟฟิศอย่างมาก นับเวลาเข้าออกงานกันเป็นหน่วยนาที ขาดลามาสายถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถหย่อนยานให้ได้ บางองค์กร มีนโยบายที่ยืดหยุ่น ไม่ถึงกับนับเวลาเข้าออก แต่ขอแค่เข้ามาทำงานให้เสร็จลุล่วงก็พอ แต่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ออฟฟิศกลับกลายเป็นสถานที่ต้องห้าม เราไม่สามารถมาพบปะมาเจอกันได้ ไม่ว่าจะการนั่งทำงานที่โต๊ะตัวเอง หรือมาใช้ส่วนกลางอย่างลิฟต์ ครัว ห้องโถงร่วมกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตัวออฟฟิศจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้เลยในช่วงที่ทุกคนทำงานที่บ้าน จนหลายคนเกิดคำถามว่า “จริงๆ แล้ว เราจำเป็นต้องมีออฟฟิศอยู่หรือเปล่า?” ไม่มีคำตอบที่ถูกผิดทั้งหมด แต่ลองสังเกตดูว่า เมื่อทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว ออฟฟิศกลับถูกมองว่าไม่มีความจำเป็น “ขนาดนั้น” อีกต่อไปแล้วเมื่อนโยบายทำงานที่บ้าน หรือ Hybrid Office ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ออฟฟิศจึงไม่ใช่พื้นที่สำหรับ “ทำงาน” ในทุกขั้นตอนอีกต่อไป ตัวออฟฟิศที่ยังคงอยู่นี้ถูกมองในฟังก์ชั่นที่ต่างออกไป บางแห่งถูกปรับเป็นพื้นที่สำหรับประชุม ระดมไอเดีย เป็นพื้นที่สำหรับการทำโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ใช้อุปกรณ์ที่ครบครัน พื้นที่กว้างขวาง หรือแม้แต่เพื่อพบปะกันในสัปดาห์ แล้วต่างแยกย้ายไปทำงาน ภาพของโต๊ะทำงานประจำ ที่ใครที่มัน จะถูกแทนที่ด้วย hot desks แทน ไม่มีโต๊ะของใครคนใดคนหนึ่ง ใครมาก่อนก็ได้นั่งก่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกว่า ออฟฟิศที่เราเคยรู้จักนั้นกำลังจะหายไป
การทำงานที่บ้าน ไม่ได้เหมาะกับทุกคนแม้จะมีเสียงข้างมากคอยบอกเล่าถึงข้อดีของการทำงานที่บ้านขนาดไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการทำงานรูปแบบนี้กันทุกคน การทำงานที่บ้าน ตารางงานแบบยืดหยุ่น เป็นเหมือนเครื่องมือที่องค์กรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคนของตัวเอง บางคนเหมาะกับเครื่องมือนี้ บางคนก็เหมาะกับอีกแบบ เรื่องนี้ก็ด้วย บางคนมีความสุขกับการนั่งทำงานที่บ้านตัวเอง ไม่ต้องออกไปไหน บางคนแทบไม่มีไอเดียโผล่มาได้ ถ้าต้องอุดอู้อยู่ในห้อง ผลการสำรวจจากผู้คนกว่า 3 หมื่นคนของ Microsoft พบว่า 54% รู้สึกว่าพวกเขากำลังทำงานมากเกินไป 39% รู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับช่วงก่อนทำงานที่บ้าน โดยปัญหาหลักๆ ที่พบจากการทำงานที่บ้าน คือ การไม่จำกัดเวลาทำงานอย่างชัดเจน หลายคนใช้เวลาประชุมมากขึ้นเป็นสองเท่า จากการประชุมปกติ หลายคนใช้เวลาทำงานมากขึ้น และไม่สามารถลุกจากหน้าจอได้เมื่อถึงเวลาเลิกงาน จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานที่บ้านการจำกัดเวลาเข้าออกงานสามารถพอช่วยได้ แต่สิ่งที่จะช่วยได้ดีที่สุดคงจะเป็นนโยบายจากบริษัท ที่ยืดหยุ่นมากพอให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานที่บ้านอย่างมีความสุขได้ เมื่อบางคนไม่สามารถทำงานในรูปแบบนี้ได้สะดวกเหมือนคนอื่น ควรมีมาตรการอะไร หรือข้อเสนออะไร ที่ช่วยให้เขากลับมามีความสุขกับงานได้หรือเปล่านะ การใส่ใจความรู้สึกของกันและกันในช่วงเวลาอันละเอียดอ่อนนี้ จึงเป็นการแสดง empathy จากองค์กร และซื้อใจพนักงานได้ดีทีเดียวการทำงานที่บ้านจึงเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน บางคนเก่งในเครื่องมือนี้ บางคนเก่งในอีกเครื่องมือ แต่สำหรับหัวหน้าทีม เราปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละคนได้ เพื่อให้ทุกคนมีเครื่องมือที่ดีและเหมาะสมในการทำงานให้องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
วัฒนธรรมองค์กรในวันที่มองไม่เห็นหน้ากันเมื่อเพื่อนสมัยเรียนแยกย้ายกัน กลับมาเจอกันอีกครั้ง เรื่องของที่ทำงานย่อมถูกนำมาพูดถึง ว่าที่ทำงานของใครเป็นแบบไหนบ้าง บางแห่งเน้นความสะดวกสบายของพนักงาน บางแห่งต้องการให้องค์กรเข้มแข็ง มีวินัย บางแห่งชื่นชอบในการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ละที่ย่อมมีวิสัยทัศน์และนโยบายแตกต่างกันไป ภาพใหญ่เหล่านี้ ส่งผลมาถึงเรื่องยิบย่อยในการทำงานแต่ละวัน โดยรวมเราเรียกสิ่งนี้ว่า วัฒนธรรมองค์กร ที่แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หล่อหลอมให้พนักงานมีมุมมอง วิธีในการทำงาน ไปในทิศทางเดียวกัน มองเป้าหมายเดียวกันสิ่งนี้มันสามารถสร้างขึ้นได้ง่าย หากเราสามารถเจอหน้ากันทุกวัน เห็นว่าโต๊ะข้างๆ ทำแบบนี้เสมอนะ เช่นเดียวกับหัวหน้า เช่นเดียวกับแผนกอื่นๆ เราเองก็อยากจะทำแบบนี้ตามไปด้วยเช่นกัน แต่ในวันที่ออฟฟิศไม่ใช่ที่ทำงานสำหรับทุกคนแล้ว การสร้างวัฒนธรรมองค์กรจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เพราะการสื่อสารที่มีขั้นตอนมากขึ้น การพูดคุยที่ไม่ใช่ตรงหน้า ไม่มีภาษากายต่อกัน ก็ยิ่งทำให้อินกับเรื่องนี้ยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียวเพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้พูดคุยกันผ่านหน้าจอ เจอหน้ากันสัปดาห์ละครั้ง กับบางคนแทบไม่ได้เจอกันเลย วัฒนธรรมองค์กรนี้จะถูกส่งผ่านมาทางนโยบายแทน อาจไม่แข็งแรงถึงขนาดเรียกว่าวัฒนธรรมองค์กรได้ แต่ก็สามารถสะท้อนวิสัยทัศน์ของฝั่งบริหาร จากการปฏิบัติต่อพนักงานในช่วงเวลายากลำบากและละเอียดอ่อนเช่นนี้ได้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกของการทำงานอาจจะผุดรูปแบบการทำงานใหม่ๆ มาให้เราได้ปรับตัวกันอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่การใช้ชีวิตมีความสุขทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ควรเป็นแค่ตัวเลือก แต่ควรเป็นสิ่งพื้นฐานที่เราจะได้รับจากองค์กรอ้างอิงข้อมูลจากWsjBirminghamVoxIllustration by Krittaporn Tochan