โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจแฟชั่นและความยั่งยืน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2563 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 11.31 น.
Photo by BEN STANSALL / AFP

คอลัมน์ CSR Talk ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ดิฉันอ่านข่าว Kering ร่มคันใหญ่ ที่มีกว่า 12 แบรนด์ดังในเครือ อาทิ Gucci, Saint Laurant, Bottega Veneta เป็นต้น ประกาศแต่งตั้ง“Emma Watson” นักแสดงสาวชาวอังกฤษ วัย 30 ปี เป็นประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืนของบริษัทด้วยความตื่นเต้น และยินดีที่เห็นความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนนี้และเชื่ออย่างยิ่งว่าข่าวนี้จะสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนไม่น้อยกว่าแฟชั่น

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ความยั่งยืนเกี่ยวข้องอย่างไรกับ SD Talk ?

ฉบับนี้ ดิฉันจึงขอพาทุกท่านไปร่วมหาคำตอบนี้ด้วยกันค่ะ

1.แฟชั่น – ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Can fashion ever be sustainable ? ของ BBC ระบุว่า ธุรกิจแฟชั่นมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 10% และน้ำเสียประมาณ 20% จากภาพรวมธุรกิจทั้งหมด มากไปกว่านั้น ธุรกิจแฟชั่นยังใช้พลังงานในการผลิตมากกว่าธุรกิจการบิน และธุรกิจการส่งสินค้ารวมกันเสียอีก และมีส่วนต่อการปล่อยไมโครพลาสติกลงสู่ท้องทะเลถึง 20-35%

ขณะเดียวกัน รายงานของ McKinseyเรื่อง The State of Fashion 2020 :Navigating Uncertainty ระบุว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6% และอีก 10-20% สำหรับการใช้ยาฆ่าสัตว์ หรือที่เห็นกันได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ การที่แบรนด์ต่าง ๆมีระยะเวลาในการออกคอลเล็กชั่นใหม่ของสินค้าในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น และใช้เครื่องมือตลอดจนกิจกรรมทางการตลาดที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคสินค้านั้น ๆ ส่งผลให้มีขยะและของเสียเหลือทิ้งทั้งจากการผลิต และการบริโภคที่มากเกินความจำเป็น โดยไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มค่าและการสูญเสียทรัพยากรในการผลิตเท่าที่ควร

Your Strategy Needs a Strategy จากหนังสือ HRS’s 10 Must Reads for CEOs ยกตัวอย่างแบรนด์เสื้อผ้าหนึ่งที่ได้รับความนิยมในประเทศของเราค่อนข้างสูงว่าสามารถออกแบบ ผลิต และวางสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ได้ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ จากวงจรปกติที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน

2.แฟชั่น – ธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสังคม (human rights, modern slavery, wages)

นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว แฟชั่นยังส่งผลต่อสังคม โดยสันนิษฐานว่าธุรกิจแฟชั่นนั้นเกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานสูงถึงกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก นี่ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นในเรื่องการใช้แรงงานทาส ทั้งที่เป็นลักษณะแรงงานบังคับ (อาจบังคับให้ต้องทำงานล่วงเวลา หรือทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด) การใช้แรงงานเด็ก รวมไปถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

ซึ่งวิธีการหนึ่งที่เริ่มนำมาใช้เพื่อตรวจสอบผลกระทบในเรื่องนี้คือการตั้งคำถามถึงที่มาของแฟชั่นต่าง ๆอาทิ ใครเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าเหล่านี้ให้พวกเราได้สวมใส่ อาทิ Asket แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายจากสวีเดนที่นำเสนอรายละเอียดที่มาของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้า สถานที่ผลิตสินค้า ไปถึงการตกแต่งเก็บความเรียบร้อยจนสำเร็จเป็นสินค้าในมือของลูกค้า ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) นี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจ และความโปร่งใสถึงกระบวนการผลิตเสื้อผ้าที่ควรได้รับการส่งเสริมให้มีมากขึ้น

3.ความยั่งยืน – วาระสำคัญแถวหน้าสำหรับวงการแฟชั่น

จากรายงาน What’s next for Sustainable Business ? ของSustainAbility ยกให้ 1 ใน 10 แนวโน้มสำคัญด้านความยั่งยืน คือ sustainable consumption (การบริโภคอย่างยั่งยืน) โดยระบุว่า generation Z และ millennials มีวิถีการดำเนินชีวิตที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม และความต้องการนี้กระตุ้นให้แบรนด์ต่าง ๆ หันมาใส่ใจในเรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้า

เนื่องจากผู้บริโภค และกลุ่มลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญต่อเรื่องการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยพวกเขามีแนวโน้มที่จะเลือกใช้แบรนด์สินค้า และดำเนินชีวิตในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสังคมสูงขึ้น

ประเด็นนี้สอดคล้องกับรายงานของ McKinsey เรื่อง The State of Fashion 2020 : Navigating Uncertainty ว่า 1 ใน 10 ธีมสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นในปี 2020 คือ เรื่องความยั่งยืน โดยในรายงานของ McKinsey กล่าวว่าวงการแฟชั่นต้องเริ่มขยับตัวเองไปสู่แนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้พลังงาน, การลดการสร้างมลพิษ และการลดจำนวนของเสียที่อุตสาหกรรมนี้สร้างขึ้นอย่างมากมาย

4.เจตนารมณ์และผลงานด้านความยั่งยืน

เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นวาระสำคัญเราจึงเริ่มเห็นแบรนด์ต่าง ๆ ออกประกาศเจตนารมณ์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคม อาทิ Kering ที่ Mr.Francois-Henri Pinault CEO ประกาศว่า ภายในปี 2050 Kering จะเป็นบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net-zero),Inditex Group ที่มีแบรนด์ในเครืออย่าง Zara, Massimo Dutti, Pull&Bear หรือ Oysho เป็นต้น ประกาศว่า ภายในสิ้นปี2020 ทุกสาขาและร้านค้าของกรุ๊ปจะต้องมีพื้นที่สำหรับรับเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วของลูกค้าเพื่อนำไปรีไซเคิลใหม่ เพื่อลดขยะของเสียจากเสื้อผ้าให้น้อยลง

และก่อนปี 2025 วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต อาทิ คอตตอน, ลินิน ทั้งหมดจะต้องได้ชื่อว่าเป็นวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน รวมไปถึง Starbucks ที่ประกาศความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 50% ลดการเกิดของเสียจากร้านค้าและกระบวนการผลิตลง 50% ภายในปี 2030 เหล่านี้ เป็นต้น

นอกจากการประกาศเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนแล้วแบรนด์ต่าง ๆ ยังริเริ่มงานด้านความยั่งยืนมากขึ้น อาทิ ประกาศความร่วมมือในการออกแบบรองเท้ากีฬาที่ไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (zero-carbon impact)ตลอดกระบวนการผลิตระหว่าง adidasและ Allbirds หรือการเพิ่มคำว่า recycled fabrics ให้เป็นอีกหนึ่งในตัวคัดกรองการค้นหาสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านความยั่งยืน บนแพลตฟอร์ม e-Commerceของ mutibrand สัญชาติอังกฤษอย่าง Asos

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่มากกว่าการประกาศจุดยืน และการดำเนินการของแบรนด์ด้านความยั่งยืนแล้วแบรนด์ยังควรต้องส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืนด้วย คือ การบริโภคอย่างมีสติและรู้จักพอเพียง

ปี 2020 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงแต่วงการแฟชั่นเท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวจากผลของโควิด-19 ซึ่งยิ่งส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับการบริโภคอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสังคม สิ่งแวดล้อม เห็นได้จากที่หลาย ๆ แบรนด์มีการนำแนวคิดด้านความยั่งยืนทั้งขององค์กร และสินค้ามาสื่อสารเพื่อเป็นจุดขาย หรือเครื่องมือทางการตลาดอีกทางหนึ่งที่กระตุ้นให้ลูกค้าสนใจ

โดยส่วนตัว ดิฉันมองว่าหากแต่ละแบรนด์สามารถนำเสนอแนวคิดด้านความยั่งยืนของตนเองออกมาได้อย่างชัดเจน จะสามารถเป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างทรงประสิทธิภาพที่ไม่เพียงกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจแบรนด์ของเราเท่านั้น แต่ถ้าหากลูกค้ามีความเชื่อ และให้คุณค่าในแนวทางด้านความยั่งยืนเช่นเดียวกับแบรนด์ด้วยแล้ว จะเป็นการสร้างความผูกพัน (engagement & bonding) กับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ซึ่งสำหรับดิฉันสามารถถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “sustainable brand” ได้ด้วยค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...