โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้รอดชีวิต จากคดีแพรวา 9 ศพ โพสต์ 9 ปีผ่าน ยังไม่ได้ค่าเยียวยา-ชดเชย

MThai.com

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 06.38 น.
ผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์สาวซีวิคชนรถตู้ดับ 9 ศพ โพสต์เล่าถึงการต่อสู้ และอยากให้ออกมารับผิดชอบ หลังคดีผ่านมา 9 ปี แต่ยังไม่รับเงินเยียวยา

ประเด็นน่าสนใจ
1. คดีสาวซีวิคชนรถตู้เสียชีวิต 9 ศพ ผ่านมา 9 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินชดเชย ทั้งๆ ที่ศาลมีคำตัดสินสิ้นสุด
2. ผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ จึงโพสต์เล่าถึงการต่อสู้ และอยากให้ออกมารับผิดชอบ
3. ’ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่’ คือคำขอจากเหยื่อ ถึงครอบครัวของผู้ก่อเหตุ

วันนี้ (16 ก.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ น.ส.แพรวา ขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารบนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพเมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค. 2553 แต่เวลาล่วงเลยผ่านมา 9 ปีแล้ว ผู้ก่อเหตุยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับผู้รอดชีวิต

ซึ่งผู้โพสต์ได้เล่าว่า วันเกิดเหตุ เป็นวัน27/12/53 เป็นมิดเทอม ปี 3 ของธรรมศาสตร์ อ่านหนังสือจนดึกเพื่อสอบตัวสุดท้ายวันพรึ่งนี้ กลับบ้านด้วยรถตู้ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้กลับมาสอบอีกเลย เสียชีวิตทันที 8 คน มาเสียที่ รพ อีก 1 เป็น 9 คน (ใครบ้างก็น่าจะรู้กันหมดแล้ว) รอดชีวิต 4 คน 1 ใน 4 คนเป็นชาวต่างชาติ

เราหลับตื่นมาอีกทีด้วยเสียงกรีดร้อง พบว่าตัวเองอยู่บนโทลเวย์แล้ว ถึง รพ กระดูกไหปลาร้าเราหัก 3 กระดูกเข่าซ้ายแตก แขนขวาหักพร้อมแผลใหญ่ กระจกรถปักทั่วร่างจนเลือดอาบหน้า เราโดนชน 3 ทุ่มแต่ได้เข้าห้องผ่าตัดตอน 7 โมงเช้า ตอนนั้นมีคนหนักกว่าเราเยอะ

หลังผ่าตัดเราขยับร่างกายไม่ได้เลย เพราะโดนพันท่อนล่างหมด เป็นเวลากว่า 2 เดือน ที่นอนนิ่งๆบนเตียง มันยากมาก ร้องไห้บ่อยมาก หงุดหงิดตัวเองมากที่ต้องขี้เยี่ยวบนเตียง แน่นอนว่าเราไม่ได้ไปเรียน

พยาบาลเล่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้เจ็บจริง แต่ขอรถเข็นมานั่งระหว่างเข้าเยี่ยมคู่กรณี

ครั้งแรกที่เจอแพรวา มาพร้อมกับแม่และช่างภาพ เรายังนอนติดเตียงอยู่เลย น้องนั่งรถเข็นมาในห้อง คนที่พูดทั้งหมดคือแม่ แม่พูดจบจึงบอกว่าน้องว่า “ขอโทษพี่เขาสิลูก” น้องพูดว่า “หนูขอโทษค่ะ” นั้นคือครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน พร้อมมอบขนมเปี๊ยะบ้านอัยการและถ่ายรูป

ตอนนั้นไม่รู้สึกถือโกรธแล้วเพราะมันคืออุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจ เราก็สึกสึกดีนะที่มาขอโทษ ที่เขาไม่พูดเพราะเขายังเด็กอาจจะกลัวด้วย พอน้องออกไป พี่พยาบาลก็มาเล่าว่าน้องเขาเดินมาปกตินะ แต่มาขอรถเข็นหน้าวอร์ด เราเลยอึ้งไปพักนึง

เราหัดเดินให้กลับมาปกติ 1 ปี ระหว่างนั้นก็กลับไปเรียนด้วย ร่างกายปกติทุกอย่างหลังจากนั้น 3 ปี ระหว่างนั้นก็ต้องไปหาหมอ ค่ารักพยาบาลที่เกิดขึ้นประกันรถเป็นคนจ่าย แต่หลังจากออก รพ. เวลาไป follow up เราต้องออกเองซึ่งเป็นจำนวนมากและได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายนี้ไปในศาล

คดีความแบ่งเป็น 2 คดีคือ อาญาและแพ่ง อาญา มาหากันว่าใครผิดระหว่างรถตู้หรือแพรวา ระหว่างนั้นคุณป้าซึ่งเป็นแม่คนขับรถตู้ จะยกมือขอโทษเราทุกครั้ง “ขอโทษที่ลูกสาวป้าทำให้เราเจ็บ” เราไม่ได้ถือโกรธเลย แต่เราไม่ได้คำยินคำนี้จากแพรวาเลย

คดีอาญามาถึงศาลเด็กฯชั้นต้น วันเปิดคำพิพากษา คณะผู้พิพากษามาถามว่าให้เราเข้ากระบวน RJ มั้ย(กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์) คดีจะไม่ติดตัวเด็กให้มาไกล่เกลี่ยกันคุยกัน โอ้โหแต่ 3 ปี ก่อนหน้านี้เราเหนื่อยมาก เขาต่างหากที่ไม่ยอมคุยไม่ยอมมาเราเสียใจกับศาลในตอนนั้นจริงๆ

การต่อสู้คดีถึงศาลฏีกา แม้เหยื่อยอมแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุกลับไม่ยอมแพ้

ศาลตัดสินให้เขาผิด แต่ให้รอลงอาญา นั้นหมายความว่าไม่ติดคุก ไปบำเพ็ญประโยชน์แทน ทางทนายแพรวาเขาอุทธรณ์ในคดีอาญา และก็พาเรามาถึงชั้นฎีกา สูงสุด ซึ่งเป็นเค้าเองที่ไม่ยอม แต่เหยื่อยอมหมดแล้ว หมดแรงแล้ว

คดีแพ่ง ก็เริ่มฟ้องเช่นกัน ศาลชั้นต้นส่งให้จ่ายตามผลคดีอาญาเพราะแพรวาผิดจริงๆ และให้คนที่แพรวายืมรถจ่ายด้วย ถึงแม้ผู้ชายคนนั้นจะไม่ใช้ผู้ปกครอง แต่ศาลมองว่าการที่ผู้ชายคนนั้นไปรับไปส่งแพรวาพ่อแม่รับรู้ย่อมเปรียบเหมือนผู้ปกครอง

คดีแพ่งมาถึงชั้น อุทธรณ์ ศาลสั่งให้ลดเงินลงโดยไม่นำสืบ ตามที่ทนายแพรวายื่นอุทธรณ์ จนมาถึงชั้นฎีกาของแพ่ง ศาลสั่งให้ยืนตามศาลชั้นต้น แต่ก่อนจะเปิดคำพิพากษาชั้นฎีกาของคดีแพ่ง ทางศาลนำเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย

การต่อสู้ในชั้นศาลทุกศาล ผู้ก่อเหตุไม่เคยไปศาล มีเพียงส่งทนายเท่านั้น

เหตุการนี้แหละบั่นทอน 9 ปีที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าเรายอมเขาทุกแล้ว ขอประวิงเวลาอย่างเห็นได้ชัด สู้กันถึง 3 ศาลทั้ง 3 คดี และเราไม่เคยเจอแพรวาและพ่อแม่เลย มาถึงไกล่เกลี่ยเราหวังว่ามันคือการพูดคุยกันที่ดี ปรากฎว่าเขาไม่มา ส่งทนายคนผู้เป็นญาติฝั่งแม่มา

ศาลนัด 8.30 โมงเขามา 10 โมง ทุกคนรอ พอมาถึงคำแรกที่พูดเขาบอกว่าแค่จะมารับฟังว่าทุกคนจะร่วมไกล่เกลี่ยมั้ยแค่นั้นไม่ได้มีประเด็นจะพูดอะไร อันนี้งงสุด แล้วคุณเองหรือเปล่าให้เราเข้าไกล่เกลี่ยเรามาแล้วแต่คุณไม่พร้อมอีก

นัดอีกทีเดือนหน้า เราบอกกับแม่ว่าเขาพูดมาเท่าไหร่ก็เท่านั้นนะแม่ เงินที่รักษาตัวไปมันถือว่าหายไปแล้ว แม่ต้องหยุดทำงานขาดรายได้เป็นปีก็เท่านั้น (ศาลสั่งให้จ่ายค่าชดเชยแม่แค่ 4000 บาทเราก็น้อมรับ) จะได้จบซักที เราก็โอเคกับเงินก้อนนั้นที่เขาเสนอมาเพราะอยากจบจริงๆ

นัดรอบหน้า คราวนี้เราไม่มาแล้วตอนนั้นอยู่ภูเก็ต พี่ทนายโทรมาบอกว่าทนายฝั่งโน่นให้ไม่ได้แล้วนะ และก็เปิดลำโพงให้เราคุยในชั้นไกล่เกลี่ย ทนายแพรวาบอกว่า ถ้าไม่รับตัวเลขใหม่ก็จบไม่คุยแล้ว ไปฟ้องล้มละลายหรือยึดทรัพย์เอานะครับได้กันอีกทีไม่กี่บาทหรอก อาจจะไม่ได้เท่านี้

นัดไกล่เกลี่ยชดเชย แต่กลับต่อรองเหมือนผัก ปลา

เขาต่อราคาเรายังกะผักปลา ในคำร้องให้ศาลทุเลาบังคับคดี โดยทนายแพรวาบอกเป็นลายลักษณ์ว่า ยินดีชดใช้ถ้าคดีถึงสิ้นสุด โดยอ้างเรื่องชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอ้างว่าเป็นทายาท “พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” บุคคลผู้มีชื่อเสียงและประกอบคุณงามความดีของประเทศนี้ เขาเขียนอย่างนี้จริงๆ

เราเลยไม่โอเค ไม่ยอมรับเงินก้อนนั้น ถึงแม้ตอนแรกอยากจะรับเพราะเหนื่อยแล้ว และมันเป็นเงินที่ต่ำกว่าศาลให้ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลยตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด แต่เป็นเรื่องความใส่ใจต่างหากที่เราไม่รู้สึกเลย

หวังเรื่องนี้ถึงครอบครัว *เทพหัสดิน * ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง

เมื่อเดือน พ.ค. 62 ที่ผ่านมาศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ให้ชำระค่าเสียหาย รอบนี้ไม่มีมาทั้งทนายและแพรวาเช่นเดิม สู่ 9 ปีผ่านมาแล้วที่ไม่เจอกันตั้งแต่ครั้งแรก เรายอมทุกอย่างเชื่อตามศาลทุกอย่าง อดทนไม่พูดมา 9 ปีแล้ว จนมันไม่ไหวเเล้ว เราไม่เข้าใจว่าเขารออะไร

เราเข้าใจเลยว่าเธอไม่ตั้งใจ มันคืออุบัติเหตุ แต่หลังจากนั้นหรือเปล่าสิ่งที่เพื่อนมนุษย์เขาปฏิบัติต่อกัน มันสำคัญกว่าเรื่องฟ้องร้องเลยอะ เงินแค่นั้นแลกกับการโดนชนแบบนั้น เราถามว่ามีใครอยากได้บ้าง แลกกับเสียลูกไปใครอยากได้บ้าง ?

ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน หวังว่าครอบครัวเทพหัสดิน คงจะได้ยิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...