โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคเริม คืออะไร?

HonestDocs

อัพเดต 09 ต.ค. 2562 เวลา 19.53 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 19.53 น. • HonestDocs
เริม (Herpes) เกิดจากอะไร? อาการของเริม เป็นแบบไหน? เริมแต่ละที่ต่างกันหรือไม่ อย่างไร? รักษาได้หรือไม่ รักษาโดยใช้ยาทาได้ไหม? กี่วันถึงหาย? อ่านข้อมูลเริมทั้งหมดที่นี่

เริม เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก  เมื่อติดเชื้อนี้แล้ว เชื้อจะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิตและสามารถติดต่อกันได้ด้วย หลายๆ คนคงสงสัยว่าเริมเกิดจากอะไร ติดต่อผ่านทางไหนบ้าง อาการเป็นอย่างไร รักษาได้ไหม และมีวีธีป้องกันตนเองอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

เริมเกิดจากอะไร

เริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ Herpes simplex virus หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Herpes ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ Herpes simplex virus ชนิด 1 (HSV-1) และ Herpes simplex virus ชนิด 2 (HSV-2) 

เมื่อได้รับเชื้อเริมครั้งแรกจากการสัมผัสโดยตรงจากผู้ที่เป็นโรคผ่านทางน้ำลาย หรือรอยโรค อาจแสดงอาการหรือไม่ก็ได้ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าทางผิวหนังและไปสะสมอยู่ที่ปมประสาท เมื่อมีปัจจัยมา กระตุ้น เชื้อไวรัสก็จะออกมาตามเส้นประสาทไปถึงปลายประสาททำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนัง หรือเยื่อบุ เริมสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น บริเวณอวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ก้น ต้นขาด้านใน ริมฝีปาก ปาก ลำคอ และดวง (พบได้น้อย) 

คุณจะติดเชื้อเริมได้อย่างไร

เริมติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับรอยโรคที่ผิวหนัง โดยผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ปาก และตา เป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย ส่วนบริเวณอื่นๆ ของร่างกายก็อาจติดเชื้อได้ ถ้ามีช่องทางให้เชื้อเข้าไปได้ เช่น รอยบาดแผลที่ผิวหนัง ผื่นที่ผิวหนัง เป็นต้น  

การติดเชื้อเริมไม่จำเป็นต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น บางครั้งคุณสามารถติดเชื้อเริมผ่านวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ปกครองที่มีรอยโรคเริมจูบลูกที่ปาก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนมากที่เคยเป็นเริมที่ปากมักจะเคยเป็นตั้งแต่วัยเด็ก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีโอกาสแพร่เชื้อเริมไปสู่ลูกขณะคลอดลูกได้ แต่ก็พบได้น้อย

นอกจากนี้คุณยังสามารถแพร่เชื้อเริมไปที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าหากมีการสัมผัสกับแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แล้วนำไปสัมผัสที่บริเวณอื่นต่อโดยไม่ได้ล้างมือก่อน เช่น ปาก อวัยวะเพศ ตา วิธีนี้ยังเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วย 

คุณสามารถเลือกดูแพ็คเกจตรวจเริมและโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ที่นี่

โรคเริมมีอาการอย่างไร?

อาการของเริมสามารถเป็นได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเกิดโรคครั้งแรก หรือว่าเคยเป็นมาก่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นครั้งแรกในช่วงวัยเด็ก หรือวัยรุ่น โรคเริมที่เป็นครั้งแรกจะมีระยะเวลาฝักตัวประมาณ 3 - 7 วัน หลังได้รับเชื้อ ซึ่งส่วนมากมักไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการก็จะรุนแรง คือ 

  • พบกลุ่มตุ่มน้ำแตกเป็นแผลตื้นๆ 
  • มีอาการเจ็บ ปวด แสบร้อนบริเวณรอยโรค
  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย 
  • อาจมีต่อมน้ำเหลืองโต

แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายในระยะเวลาประมาณ 2 - 6 สัปดาห์ 

โรคเริมสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่จะมีอาการน้อยกว่าเป็นครั้งแรก ขนาดตุ่มจะเล็กกว่า จำนวนเม็ดก็น้อยกว่าและไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการนำ เช่น คัน ปวดแสบร้อน บริเวณที่จะเป็น หลังจากนั้นก็จะเกิดตุ่มน้ำขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม 

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเป็นเริมซ้ำ ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัส หรือเป็นไข้
  • รอยถลอกขีดข่วน
  • มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน (มักเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือนในผู้หญิง)
  • ความเครียด
  • อ่อนเพลีย
  • การถูกแสงแดด หรือลม
  • ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์
  • การผ่าตัดที่กระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท

คุณควรไปพบแพทย์หากมีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารได้ แต่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์หากอาการไม่รุนแรงและตุ่มน้ำเหล่านี้ไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณมากนัก โดยทั่วไปแพทย์สามารถวินิจฉัยเริมได้จากรอยโรค แต่อาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมว่า มีการติดเชื้อไวรัส HSV-1 หรือไม่ โดยการนำสารน้ำจากตุ่มเริมไปตรวจ และส่วนใหญ่แล้วมักไม่มีการตรวจเพิ่มเติม

เริมกับร้อนในแตกต่างกันอย่างไร

เริมไม่เหมือนกับร้อนใน ร้อนในเป็นตุ่มสีแดง หรือขาวที่เจ็บและเกิดขึ้นด้านในปาก โดยปกติแล้วร้อนในมักจะเกิดที่เหงือก ด้านในของริมฝีปาก หรือแก้ม หรือบนลิ้น และไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำ หรือเป็นสะเก็ด และร้อนในนั้นไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ Herpes และไม่ใช่โรคติดต่อ

ความแตกต่างระหว่างเริมที่อวัยวะเพศ และ เริมที่ปาก 

เชื้อโรคเริมมีอยู่ 2 ชนิด คือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งสามารถอยู่ได้ในหลายๆ บริเวณของร่างกาย ทำให้เกิดการสับสนได้ว่า จะต้องเรียกการติดเชื้อนั้นว่า เป็นเริมประเภทไหน ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้ ดังนี้

  • เมื่อคุณติดเชื้อเริมไม่ว่าจะเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ที่บริเวณรอบๆ อวัยวะเพศ (อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ก้น ต้นขาด้านใน) เราจะเรียกว่า เริมที่อวัยวะเพศ
  • หากคุณติดเชื้อเริมไม่ว่าจะเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ที่บริเวณรอบๆ ริมฝีปาก ปากและลำคอ เราจะเรียกว่า เริมที่ปาก

โดยทั่วไป HSV-1 จะก่อให้เกิดโรคเริมที่ปาก และ HSV-2 จะก่อให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ แต่ทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็สามารถก่อโรคที่บริเวณอื่นได้ด้วย เช่น คุณสามารถติดเชื้อ HSV-1 บนอวัยวะเพศได้ ถ้าอีกฝ่ายมีแผลเริมที่ปากและมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากที่อวัยวะเพศของคุณ  เช่นเดียวกันคุณสามารถติดเชื้อ HSV-2 ที่ปากได้ด้วย ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากที่อวัยวะเพศของอีกฝ่ายที่ติดเชื้อ HSV-2 อยู่

อาการเริมที่อวัยวะเพศ

อาการเริมที่อวัยวะเพศที่พบได้บ่อย คือ อาการคัน หรือตุ่มน้ำใส มีอาการปวด ที่บริเวณอวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก อวัยวะเพศชาย ก้น ทวารหนัก หรือต้นขาด้านใน โดยแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำใสนั้นจะแตกออกและกลายเป็นแผล คุณอาจมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • มีอาการแสบขณะปัสสาวะ (หากปัสสาวะกระเด็นมาโดนแผล)
  • ปัสสาวะแสบขัด เนื่องจากแผลและการบวมที่เกิดขึ้นขัดขวางท่อปัสสาวะ
  • คัน
  • ปวดบริเวณรอบๆ อวัยวะเพศ

ถ้าเริมที่อวัยวะเพศเกิดจากเชื้อ HSV-2 คุณอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่

เมื่อเกิดตุ่มน้ำใสหรืออาการอื่นๆ ที่อวัยวะเพศเกิดขึ้น เราเรียกช่วงแรกนี้ว่าระยะแรกของการติดเชื้อ โดยมักจะเริ่มพบในช่วง 2 - 20 วันหลังติดเชื้อเริม  แต่ในบางครั้งอาจใช้เวลาเป็นปีกว่าจะมีอาการในระยะแรกนี้

อาการเริมระยะแรกนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 4 วัน หรือบางรายอาจนานถึง 2 สัปดาห์ โดยตุ่มน้ำใสจะหายไปได้เอง แต่เชื้อไวรัสจะยังอยู่ในร่างกาย และสามารถก่อให้เกิดแผลได้ในอนาคตอีกครั้ง โดยเฉพาะในปีแรกของการติดเชื้อเริม  คุณอาจมีอาการเตือนของการเป็นซ้ำได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือเป็นวันก่อนการเป็นซ้ำ เช่น มีอาการคัน แสบร้อน หรือรู้สึกเสียวผิดปกติที่อวัยวะเพศ

โรคเริมที่แสดงอาการไม่ใช่เรื่องสนุก  การเป็นครั้งแรกจะมีอาการรุนแรงที่สุด ส่วนการเป็นซ้ำจะเป็นในระยะเวลาที่สั้นกว่า และมีอาการปวดน้อยกว่า  คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเริมจะมีการเป็นซ้ำของโรคเริมน้อยลงเรื่อยๆ และบางคนไม่เป็นซ้ำอีกเลย

ในบุคคลที่มีอาการปวดมาก อาการรุนแรง เป็นบ่อยและนานกว่าคนปกติ อาจเป็นผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และผู้ติดเชื้อ HIV

อาการของเริมที่ปาก

ส่วนใหญ่การติดเชื้อครั้งแรกมักไม่ปรากฏอาการ  โดยทั่วไปเริมที่ปากจะมีอาการปวดน้อยกว่าเริมที่อวัยวะเพศ และไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกเจ็บป่วยอะไร เริมที่ปากจะทำให้เกิดแผล ตุ่มน้ำพองที่บริเวณริมฝีปาก หรือรอบๆ ปาก อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง คุณสามารถมีแผลนี้ที่ด้านในปากได้ด้วย แต่มักจะเกิดในครั้งแรกที่มีอาการเท่านั้น

แผลที่เกิดขึ้นที่ปากนั้นจะหายได้เองในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็อาจเป็นซ้ำได้อีกในไม่กี่สัปดาห์ เดือน หรือเป็นปี  รอยแผลนี้เป็นที่น่ารำคาญก็จริง แต่มักไม่เป็นอันตรายต่อเด็กและผู้ใหญ่  แต่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กแรกเกิดได้

การรักษาโรคเริม

โรคเริม เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่สามารถส่งต่อให้กับคนอื่นได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว อาการจะไม่รุนแรงมาก สามารถหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย มากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือการกลับมาเป็นซ้ำของเริมทำให้คุณภาพชีวิตของคุณลดลง ก็ควรพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสมารับประทานร่วมกับการดูแลตนเอง

กลุ่มตุ่มน้ำบนริมฝีปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส herpes simplex virus สายพันธุ์ 1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่งของเชื้อไวรัส herpes หรือที่อวัยวะเพศเกิดจากการติดเชื้อไวรัส herpes simplex virus สายพันธุ์ 2 (HSV-2) เป็นส่วนใหญ่ 

โรคนี้ไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด เมื่อเริ่มมีการติดเชื้อแล้วเชื้อนี้ก็จะอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต โดยเชื้อไวรัสไปสะสมอยู่ที่ปมประสาท และเมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ก็จะออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง แต่อาการเริมส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ 

การเป็นเริมครั้งแรกมักเป็นครั้งที่เจ็บที่สุดและเป็นอยู่นานที่สุด การติดเชื้อครั้งต่อไปจะมีความรุนแรงลดลง ระยะเวลาและจำนวนตุ่มน้ำก็ลดลงด้วย แต่เริมสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งก็มีการรักษาที่ช่วยให้ไม่เกิดการเป็นซ้ำบ่อยเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ หรือช่วยลดความรุนแรงหากเป็นเริมครั้งแรกแล้วมีอาการเจ็บมาก

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเริม

เมื่อเป็นโรคเริมครั้งแรก บางคนอาจต้องใช้ยาเพื่อช่วยในการรักษา มียา 2 กลุ่มที่สามารถใช้รักษาโรคเริมได้ ประกอบด้วย

ยาต้านไวรัส : ยาชนิดนี้จะช่วยในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส herpes และจะช่วยลดอาการของโรคทำให้หายได้เร็วขึ้น ควรเริ่มยาภายใน 5 วันแรกหลังมีอาการ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่แพทย์ต้องเป็นผู้สั่งจ่ายยา ยานี้มีทั้งยาในรูปแบบรับประทานและครีมทาที่ผิวหนัง ซึ่งยาต้านไวรัสที่มักใช้รักษาโรคเริม ได้แก่

  • Zovirax (acyclovir)
  • Famvir (famciclovir)
  • Valtrex (valacyclovir)
  • Abreva (docosanol)

ยาต้านไวรัสสามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ยากลุ่มนี้จะทำงานได้ประสิทธิภาพดีเมื่อคุณเริ่มรับประทานตั้งแต่ระยะแรกที่เป็นหรือก่อนที่จะเริ่มเกิดตุ่มน้ำ บางคนอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสต่อเนื่องระยะยาวหากเป็นโรคเริมบ่อยๆ 

ยาแก้ปวด : ยากลุ่มนี้ช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากเริม แต่ไม่ได้รักษาที่การติดเชื้อไวรัส ยาแก้ปวดส่วนมากสามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา 

ยาแก้ปวดในรูปแบบรับประทาน ได้แก่

นอกจากนั้นยังมียาแก้ปวดในรูปแบบเจลหรือขี้ผึ้งที่สามารถใช้ทาลงบนเริมเพื่อลดอาการปวดได้ ซึ่งยาในรูปแบบเจลหรือขี้ผึ้งจะมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้ที่ทำให้ช่วยลดอาการปวดจากเริม 

  • Benzocaine
  • Lidocaine
  • Dibucaine
  • Benzoyl alcohol

การรักษาโรคเริมโดยทั่วไปที่บ้าน

คุณสามารถทดลองใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อช่วยลดอาการเจ็บจากเริมได้โดยไม่ต้องใช้ยา

  • รับประทานอะไรก็ได้ที่เย็น เช่น ไอศกรีมแท่ง
  • ประคบเย็นหรือร้อนด้วยผ้าสะอาดลงบนบริเวณที่ปวด
  • ทำความสะอาดตุ่มน้ำเบาๆ ด้วยสบู่ฆ่าเชื้อและน้ำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงอาหารร้อน ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสเผ็ดหรือเค็ม (อาหารเหล่านี้สามารถทำให้รู้สึกแสบร้อนได้หากโดนที่ตุ่มน้ำ)
  • ทาสารช่วยป้องกันผิวหนังแห้ง เช่น เยลลี่ลงบนตุ่มน้ำและผิวหนังโดยรอบ (จะช่วยให้บริเวณดังกล่าวมีความชุ่มชื้นและการเกิดผิวหนังแตกแห้ง)

การรักษาเริมคืออะไร

แม้ว่าจะไม่มียารักษาเริมให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังมีวิธีในการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น ยารักษาโรคเริมจะช่วยให้อาการหายได้เร็วขึ้น และ/หรือ ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ในขณะที่กำลังมีอาการแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาให้คุณเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น คุณสามารถบรรเทาอาการปวดได้โดยวิธีดังนี้

  • อาบน้ำอุ่น
  • พยายามดูแลให้บริเวณอวัยวะเพศแห้ง ไม่อับชื้น เพราะความชื้นจะทำให้แผลหายช้า
  • สวมเสื้อผ้านุ่ม และหลวมๆ
  • ประคบเย็นบริเวณแผล (เช่น ใช้ถุงเจลประคบเย็น)
  • รับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน (aspirin), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ พาราเซตามอล (paracetamol)

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเริม

  • ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรง สามารถหายได้เอง โดยเฉพาะเริมที่กลับมาเป็นซ้ำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ
  • ถ้ามีแผลในปากควรใช้น้ำเกลือกลั้วปาก
  • หากมีไข้สูง ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล
  • ควรตัดเล็บให้สั้น ไม่แกะ ไม่เกาที่แผล
  • อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด ป้องกันไม่ให้ตุ่มเป็นหนอง และแผลเป็น
  • ใช้ผ้ากอซชุบน้ำเกลือ หรือน้ำต้มสุกประคบทำความสะอาดบริเวณแผล
  • รับประทานยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อมีอาการนำ เพราะจะช่วยลดระยะเวลาการเกิดโรค ลดการแพร่เชื้อ และลดระยะเวลาเจ็บปวดได้ ยานี้มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยโรคไต ดังนั้นควรเข้าพบแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องขนาดยาจะดีกว่า อีกทั้งยาต้านไวรัสยังไม่สามารถกำจัดเชื้อที่สะสมอยู่ที่ปมประสาทได้
  • การทายาต้านไวรัส มีประโยชน์ในการรักษาน้อย โดยเฉพาะเริมที่อวัยวะเพศซึ่งอาจก่อให้เชื้อดื้อยาได้ด้วย

การป้องกันตนเองจากเริม

  • การใช้ถุงยางอนามัยโดยเฉพาะถุงยางอนามัยสำหรับสตรีซึ่งพบว่า สามารถป้องกันได้มากกว่าถุงยางอนามัยสำหรับบุรุษ แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการติดต่อได้ทั้งหมด
  • การใช้ยาต้านไวรัส ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้บ้าง
  • การใช้หลายวิธีร่วมกันคือ ใช้ทั้งถุงยางอนามันและยาต้านไวรัส พบว่าสามารถป้องกันกระจายได้มากกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเดี่ยวๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท (ระยะแพร่เชื้อคือ ตั้งแต่มีอาการนำจนถึงแผลตกสะเก็ด)
  • สำหรับผู้ที่เคยเป็นเริมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคซ้ำ
  • หากเป็นโรคเริมซ้ำบ่อย มากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีอาการรุนแรง หรือการเป็นซ้ำส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับประทานยาต้านไวรัสทุกวัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคเริม

หากคุณมีอาการของโรคเริมซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจพิจารณาสั่งยาให้คุณรับประทานทุกวัน เพื่อกดไว้ไม่ให้มีอาการ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเริมซ้ำในอนาคตได้ และลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อเริมไปยังคู่ของคุณด้วย

ไม่ว่าคุณจะรับประทานยารักษาเริมหรือไม่ คุณก็ต้องดูแลร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงจากความเครียด ซึ่งจะช่วยลดการเป็นซ้ำในอนาคตได้

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าปัจจัยอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เป็นโรคเริมซ้ำ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้ออื่นๆ การผ่าตัด การมีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือน การระคายเคืองที่ผิวหนัง ความเครียด หรือแสงแดด สามารถทำให้มีอาการของโรคเริมซ้ำได้ ซึ่งก็ควรสังเกตตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยกระตุ้น แล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

ฉันจะพูดกับคนอื่นอย่างไรว่า กำลังเป็นโรคเริม

อาจฟังดูน่ากลัวที่จะบอกว่า คุณเป็นโรคเริม แต่การได้พูดคุยเรื่องนี้บ้าง ไม่ต้องคอยปกปิดจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น คุณอาจเริ่มพูดกับคนที่คุณไว้ใจได้ก่อนก็ได้ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลุง ป้า และบุคคลในครอบครัว

ฉันต้องรู้อะไรบ้างหากต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น

บางคนที่เป็นโรคเริมอาจมีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ หรือความรักที่เป็นอยู่จะต้องจบลงทันทีที่พบว่า ตนเองเป็นโรคเริม แต่นั่นไม่เป็นความจริงเพราะคนที่เป็นโรคเริมยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพียงแต่ต้องบอกคู่ของคุณก่อนว่า คุณกำลังเป็นโรคเริมเพราะจะช่วยให้คุณทั้งคู่สามารถป้องกันการติดต่อระหว่างกันได้

 คำแนะนำด้านล่างนี้อาจช่วยคุณในการสื่อสารกับคนรักได้

  • ใจเย็นไว้และเดินหน้าต่อไป: คู่รักหลายคู่ไม่ได้มองว่า โรคเริมคือเรื่องใหญ่ ดังนั้นพยายามทำใจให้สงบและคิดบวกเข้าไว้ โรคเริมเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ร้ายแรงและไม่ได้เป็นตัวตัดสินอะไรทั้งนั้น
  • เริ่มการพูดคุยสื่อสารสองทิศทาง: จำไว้ว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่พบได้บ่อย ใครจะรู้ว่า คู่ของคุณอาจเคยเป็นโรคเริมก็ได้ ดังนั้นให้เริ่มโดยการถามคำถาม หากเขาเคยมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเคยเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน
  • เรียนรู้เกี่ยวกับโรค: ปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคจำนวนมาก บางข้อมูลก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นโปรดศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และบอกให้คู่ของคุณรู้เกี่ยวกับวิธีในการรักษาโรคเริม และการป้องกันการติดต่อของโรคนี้ด้วย
  • หาเวลาที่เหมาะสม: หาเวลาที่เหมาะสมที่คุณคิดว่า จะไม่ถูกรบกวน หรือถูกขัดจังหวะ และสถานที่พูดคุยควรเป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย หากรู้สึกกังวลมาก คุณอาจเริ่มพูดคุยกับเพื่อนก่อน หรือฝึกพูดกับตัวเองเพื่อช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการพูดกับคู่ของคุณมากยิ่งขึ้น
  • ปลอดภัยไว้ก่อน:  หากคุณกังวลว่า คู่ของคุณจะทำร้ายคุณหลังจากฟังเรื่องนี้ คุณอาจใช้การพูดคุยทางข้อความไลน์ แมสเซนเจอร์ หรือทางโทรศัพท์ก่อน 

ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องบอกคู่ของคุณในครั้งแรกที่เจอกันก็ได้ แต่ควรบอกให้เขาทราบก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองเริ่มไปในทิศทางที่ดี และรู้สึกว่าไว้ใจเขาได้แล้ว นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ดี

การรับมือกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกังวลว่า คู่ของคุณจะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร บางคนอาจรู้สึกตกใจมาก คุณต้องตั้งสติและเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับวิธีป้องกันการติดต่อของโรคนี้ คุณอาจจำเป็นต้องให้เวลาเพื่อให้เขาเข้าใจและยอมรับในเรื่องนี้ 

ไม่พยายามจับผิดคู่ของคุณ แม้ว่าคุณ หรือคู่ของคุณจะมีอาการของโรคเริมเป็นครั้งแรกระหว่างการคบหากันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือโกหกหลอกลวงคุณ  โดยปกติแล้วโรคเริมจะใช้เวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรืออาจเป็นปีหลังการติดเชื้อถึงจะแสดงอาการของโรค ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าคุณติดเชื้อเริมจากใครและเมื่อไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณทั้งคู่ควรเข้ารับการตรวจโรค หากมีคนเป็นโรคเริมเพียงคนเดียวต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับวิธีป้องกันการติดต่อและการเข้ารับการรักษา

โรคเริมส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่

หากเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศอยู่แล้วและเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ไม่ต้องกังวลใจ เพราะโรคเริมมักไม่ติดต่อไปสู่ลูกขณะคลอด แต่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์และมีโรคเริมที่อวัยวะเพศเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วเกิดเป็นโรคเริมขึ้น กรณีนี้จะเกิดอันตรายมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นในช่วงระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์เพราะอาจทำให้เกิดการแท้งบุตร หรือทารกคลอดก่อนกำหนดได้ ถ้าคุณแพร่เชื้อเริมไปสู่ทารกขณะคลอดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสมองทารก หรือดวงตาของทารกได้ 

หากโรคเริมกำลังกำเริบทำให้มีแผลตุ่มน้ำ ตุ่มพองอยู่บริเวณอวัยวะเพศ และจำเป็นต้องคลอด แพทย์จะพิจารณาดูแลเพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสนี้ติดต่อไปยังทารกโดยอาจใช้วิธีผ่าตัดคลอด (Cesarean section) แทนการคลอดธรรมชาติ

ถ้าคู่ของคุณเป็นโรคเริมแต่คุณไม่เป็น กรณีนี้จะต้องมีเพศสัมพันธ์แบบป้องกันระหว่างตั้งครรภ์เสมอไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยารักษาเริมให้คู่ของคุณระหว่างที่คุณตั้งครรภ์ก็ได้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเริม

ดังนั้นโรคเริมที่ปากไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์ หรือคลอด แต่ถ้าคุณมีแผลตุ่มน้ำที่ปากหลังจากที่คลอดลูกแล้ว ห้ามจูบลูกด้วยปากของคุณจนกว่ารอยโรคจะหายสนิทดี

โรคเริมไม่ได้บั่นทอนความสุขในชีวิต เพียงแค่ทำความรู้จัก เข้าใจ ก็พร้อมรับมือกับโรคเริมได้ไม่ยาก 

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาเริม

ข่าวดี คือ โรคเริมเป็นโรคที่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต และไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง  เพียงแต่ทำให้รู้สึกรำคาญใจ  ซึ่งเริมไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงเหมือนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ถ้าคุณไม่ได้รับการรักษาโรคเริม คุณมีโอกาสที่จะเป็นซ้ำได้ แต่จะเป็นบ่อยมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

คงมีไม่กี่เหตุผลที่คนเราจะไม่รักษาโรคเริม เช่น ไม่ได้เป็นโรคเริมซ้ำบ่อย หรืออาการของโรคเริมไม่ได้รบกวนชีวิตมากจนเกินไป หรืออาจจะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ได้รู้สึกกังวลกับโรคเริมที่เป็นอยู่ก็ได้  ไม่ว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นอย่างไร การรักษาโรคเริมคือทางเลือกของคุณ

หากกำลังเป็นโรคเริม จะมีโอกาสติดเชื้อ HIV ได้ง่าย เพราะว่าแผลโรคเริมนั้นเป็นช่องทางที่เชื้อ HIV จะเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันได้ทั้งการติดโรคเริมและการติดเชื้อ HIV

จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราไม่ได้แพร่เชื้อเริมให้ผู้อื่น

มีหลายวิธีที่จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อเริมไปยังผู้อื่นและป้องกันการแพร่ไปยังบริเวณอื่นๆ ของร่างกายด้วย ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยและแผ่นยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ทวารหนัก และช่องคลอด แต่วิธีนี้ยังไม่สามารถป้องกันการติดต่อได้ทั้งหมด
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาต้านไวรัสรักษาโรคเริมชนิดรับประทานทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
  • การใช้หลายวิธีร่วมกันคือ ใช้ทั้งถุงยางอนามัยและยาต้านไวรัสพบว่า สามารถป้องกันแพร่กระจายได้มากกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเดี่ยวๆ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีอาการของโรคเริม ซึ่งคุณอาจมีอาการนำ เช่น อาการแสบร้อน คัน หรือรู้สึกเสียวแปลกๆ บริเวณที่จะเกิดเริม แม้ว่าจะใช้ถุงยางอนามัยก็ตามเพราะแผลของโรคเริมอาจอยู่ในบริเวณที่ถุงยางอนามัยคลอบคลุมไม่ถึง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่ารอยแผลจะหายเป็นปกติ และหลุดลอกออกไป (แผลตกสะเก็ดยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่)
  • ไม่สัมผัสกับรอยแผลของโรคเริมเพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคเริมไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย หรือติดต่อไปยังผู้อื่นได้  ถ้าคุณเผลอไปสัมผัสกับแผลให้รีบล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • ไม่ล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำลายเพราะอาจมีการแพร่เชื้อเริมที่ปากไปที่ดวงตาได้
  • หากคุณมีแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำที่ปาก ให้งดการจูบกับผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์
  • แจ้งให้คู่ของคุณทราบว่า คุณเป็นโรคเริมก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะช่วยให้คุณทั้งคู่ร่วมกันวางแผนป้องกันการติดเชื้อได้  การจะบอกใครซักคนเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก แต่ว่าโรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากๆ และไม่ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ดังนั้นไม่ต้องเขินอาย หรือเป็นกังวลมากจนเกินไป

ผู้ที่เป็นโรคเริมจะมีโอกาสติดเชื้อ HIV มากกว่าคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรค 2 เท่า และผู้ที่เป็นโรคเริมและ HIV ร่วมกันจะมีโอกาสสูงมากที่จะแพร่เชื้อ HIV ไปยังผู้อื่นได้  ดังนั้นการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่จะสามารถช่วยให้คุณและคนรักห่างไกลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @honestdocs หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...