โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

44 ปี 6 ตุลา 19 : "แขวน" มองย้อนเหตุนองเลือดด้วยเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่ตื่นรู้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ต.ค. 2563 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 01.47 น.

คนรุ่นหลังได้ขนานนามชื่อล่าสุดว่า “วันสังหารหมู่ธรรมศาสตร์” หรือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ที่ทุกวันนี้ทางการยังไม่พูดถึงและเนื้อหาดังกล่าวถูกบรรจุในหนังสือเรียนน้อยมาก

แม้ผ่านมาถึง 44 ปี ซึ่งในระยะแรกญาติผู้สูญเสียและผู้ผ่านการล้อมปราบครั้งนั้นได้เพียงแต่จัดพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจจริงจัง จะออกมาบันทึกเรื่องราวและเผยแพร่ออกมา แต่การสร้างความตระหนักถึงขั้นเขย่าสังคมกลับไม่เป็นตามที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลโดยคนหนุ่ม-สาวรุ่นนี้ที่กังวลและไม่ทนต่อการบริหารตลอด 6 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากผู้นำการรัฐประหารสู่ผู้นำประเทศ พร้อมกับพลังเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทำให้เกิดการหาความรู้ครั้งใหญ่บนโลกออนไลน์ที่การเซ็นเซอร์โดยรัฐแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่คนรุ่นใหม่สนใจ เข้าไปขวนขวายค้นหาว่าเหตุใดไม่เคยถูกพูดถึงอย่างลึกถึงแก่น ซึ่งนำไปสู่การเติมเต็มสิ่งที่ถูกทำให้หายหรือตัดขาดจากการรับรู้ของสังคมไทย

 

กระแสค้นหาบนโลกออนไลน์และความกระหายใคร่รู้จากแหล่งข้อมูลที่รัฐไม่เคยเปิดเผยออกมา และการนำเสนอที่กระตุ้นความสนใจตามยุคสมัย จึงเป็นโจทย์ให้กับ “โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” ต้องจัดนิทรรศการที่แตกต่างแต่เข้าใจง่าย และเพื่อเข้าคอนเซ็ปต์ของเรื่องที่ยังคงถูก “แขวน” โดยรัฐ และภาพ “แขวนคอคนตาย” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้าย ได้กลายเป็นนิทรรศการในวาระครบรอบ 44 ปี 6 ตุลา 19 ที่ชื่อว่า “แขวน”

นิทรรศการ “แขวน” ใช้พื้นที่ส่วนโถงหน้าและชั้นลอยของหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นพื้นที่จัดแสดง

ซึ่งที่แห่งนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์นองเลือดด้วย

พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

โดยส่วนแรกคือ ประตูทางเข้างาน มีป้ายข้อความตรงพื้นก่อนขึ้นบันไดเข้าหอประชุมใหญ่ ระบุตำแหน่งที่ “กมล แก้วไทรไทย” เสียชีวิตจากกระสุนปืนในวัย 19 ปีและศพถูกลากไปแขวนไว้ใต้ต้นมะขามฝั่งสนามหลวงร่วมกับศพอีก 3-4 รายติดกัน

เมื่อขึ้นบันไดไป มาจุดตรงประตูทางเข้าหลัก ทางผู้จัดงานได้นำประตูอันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวคือบานประตูเหล็กสีแดงของจริงในสภาพทรุดโทรม ซึ่งเมื่อก่อนถูกใช้แขวนคอนายชุมพร ทุมไมย และนายวิชัย เกษศรีพงศ์ษา 2 พนักงานการไฟฟ้านครปฐมเมื่อกันยายน 2519 และเป็นลูกเล่นของผู้จัดนิทรรศการที่นำเทคโนโลยี AR (Augmented reality) หรือการใช้เทคโนโลยีผสานโลกเสมือนกับโลกจริงเข้าด้วยกันมาใช้เพื่อเล่าเรื่องผ่านฉาก สิ่งของที่เกี่ยวกับเหตุการณ์

เมื่อนำแท็บเล็ตมาชูบริเวณประตูแดง จะปรากฏภาพจำลองของนายชุมพรและนายวิชัยที่ถูกแขวนคอปรากฏขึ้น ซึ่งผู้จัดตั้งปรับค่าทั้งสมจริงและแบบถมดำเพื่อเซ็นเซอร์ความรุนแรงสำหรับผู้ชมที่เป็นเยาวชนด้วย

พร้อมกับเสียงเพลง “ต้นมะขามสนามหลวง” ร้องโดยวงไฟเย็น เคล้าอารมณ์ชวนหดหู่

 

จากนั้น ภายในโถงหลักของหอประชุมใหญ่ ส่วนที่ 2 คือฉากของสนามหลวงในยุคปัจจุบัน โดยมีส่วนจัดแสดงผ่าน AR ด้วย 3 จุด เมื่อชูแท็บเล็ตไปยังฉากจะปรากฏภาพร่างคนถูกแขวนคอซึ่งตรงกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ถูกมวลชนฝ่ายขวานำร่างไร้วิญญาณมาแขวนคอใต้ต้นมะขาม และร่วมประชาทัณฑ์ศพ

มีผู้ชมหลากหลายวัย ทั้งมาเดี่ยว มาเป็นกลุ่มก๊วนหรือครอบครัว ต่างรับชมผ่าน AR ด้วยความสนใจ ให้เห็นจุดที่วิชิตชัย อมรกุล นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คุณกมล คุณปรีชา แซ่เฮีย และศพไม่ทราบชื่อ 2 ราย ถูกแขวนอยู่

ในจำนวนแท็บเล็ตที่ใช้รับชม จะมีตัวหนึ่งเมื่อชูทาบกับฉากแล้ว จะปรากฏเสียงของวิทยุยานเกราะวนซ้ำๆ

ปลุกระดมชวนประชาชนมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมาฆ่าคนญวน หรือก็คือนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ถูกใส่ร้ายโดยรัฐ

 

ส่วนที่ 3 คือส่วนแสดงภาพเหตุการณ์การเมืองไทยชื่อ “ก่อน 6 ตุลา 19” ที่เล่าบริบทการเมืองโลกที่เชื่อมโยงกับการเมืองไทยว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวละครอย่างฝ่ายรัฐ และสหรัฐอเมริกาที่ใช้ไทยเป็นฐานต่อต้านคอมมิวนิสต์ ผ่านการทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน

พวกเขามีส่วนอย่างไรต่อการสร้างการรับรู้ของสังคมไทยจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมการเมืองที่พยายามถูกทำให้ลืมโดยรัฐ

จากนั้นในชั้นลอยฝั่งซ้าย จะจัดแสดงภาพที่ถูกกล่าวขวัญและเป็นตัวแทนของเรื่องราวอันโหดร้ายอีกด้านของสังคมไทยที่ถูกถ่ายโดยนีล อุลเลวิช นักข่าวเอพีในเวลานั้น พร้อมกับจุดแสดงภาพ AR ไปยังสนามหลวง ซึ่งมองจากหอประชุมใหญ่จะเห็นภาพมวลชนรุมล้อมศพถูกแขวนอยู่ ซึ่งเป็นศพเดียวกันกับที่นีลถ่ายไว้

ศพชายคนหนึ่งที่ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร?

 

ถัดมาคือโถงชั้นสองของหอประชุมใหญ่ จัดแสดงภาพเหตุการณ์ที่ชื่อ “ต่างความคิด ผิดถึงตาย” เล่าเหตุการณ์ในช่วงกันยายน 2519 จนถึงการล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แสดงภาพการทารุณกรรมต่อผู้ชุมนุมอย่างผิดมนุษย์โดยมวลชนฝ่ายขวา กำลังเจ้าหน้าที่และอาวุธหนักที่ใช้ในการเข้าปราบปราม

จากนั้นในส่วนจัดแสดงชั้นลอยฝั่งสนามฟุตบอล มีจุดฉายภาพ AR ส่องไปยังสนามฟุตบอล ฉายภาพมวลชนฝ่ายขวาใช้ผ้าพันคอลูกเสือผูกคอร่างไร้วิญญาณของจารุพงศ์ ทองสินธุ์ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์แล้วถูกลากอยู่บริเวณนั้น และยังมีจัดแสดงเสื้อและชุด รด.ของจารุพงศ์ รวมถึงบันทึกของบิดาของดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ที่มีเนื้อหาแสดงความคิดถึงลูกชายอันเป็นที่รัก

ในส่วนสุดท้ายคือ แผนที่โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา และผู้รอดชีวิตตั้งใจทำคือการสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยแสดงแบบจำลอง ปรับปรุงให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานศึกษาและยังเป็นพิพิธภัณฑ์บนสถานที่เกิดเหตุ (On-site Museum) โดยมีจุดแสดงแต่ละตำแหน่งพร้อมกับสอดแทรกเรื่องราวเบื้องหลังที่เกิดขึ้น

ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอ ที่ยังต้องรอเงินทุนก่อสร้างจำนวนมหาศาลและความยินยอมอย่างเต็มใจจากรัฐและมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้เป็นบทเรียนกับสังคมไทย

 

ด้านผู้ชมท่านหนึ่ง เปิดเผยหลังชมนิทรรศการว่า เคยศึกษามาหลายปี เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกทำให้ลืมโดยสังคมไทยเอง จึงออกมาค้นคว้า โดยการรับรู้แรกๆ ที่เข้าใจคือ การใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมว่าประทุษร้ายต่อสถาบันหลักของไทย แต่หลังจากร่วมชมนิทรรศการก็เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งเอกสารที่ไม่สามารถค้นคว้าได้เองก็ถูกจัดแสดง และยังจุดประกายเพื่อค้นหามากขึ้น

ส่วนผู้ชมอีกท่านได้กล่าวหลังรับชม AR ว่า รู้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มีการสังหารหมู่ที่ไม่ได้ถูกบรรจุลงในหนังสือเรียน มีคนเสียชีวิตเยอะมากแต่ทำไมรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาฯ ถึงไม่บันทึกเหตุการณ์นี้ พอยิ่งเห็นกองทัพบกรำลึกพระองค์เจ้าบวรเดช ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาแสดงออกชัดเจนว่ากองทัพไม่ได้อยู่ข้างประชาชน จึงมาทบทวนเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ส่วนที่ได้รับชม อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทุกปีมีการพูดถึง 6 ตุลา 19 แต่ไม่ได้มีความตื่นตัวที่อยากค้นหา ซึ่งงานนี้จะทำให้ทุกคนกลับมาสนใจ” ผู้ชมนิทรรศการกล่าว

กฤษฎางค์ นุตจรัส ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์และตัวแทนกลุ่มโดมรวมใจซึ่งร่วมผลักดันให้เกิดนิทรรศการนี้กล่าวว่า งานนี้มีคนรุ่นใหม่อายุน้อยมาชมมากขึ้น อายุผู้ชมเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปีลงมา เราพยายามเน้นไปที่คนรุ่นใหม่ ถ้าจะพิสูจน์ความจริงก็ต้องเอาข้อเท็จจริงมาให้พวกเขา แล้วให้พวกเขาคิดและตัดสินใจเอง

กฤษฎางค์ยังกล่าวถึงคนรุ่นใหม่ที่ตั้งประเด็นเหตุการณ์นี้บนโลกออนไลน์ว่า ผมมองด้วยใจระทึกนะว่า อะไรเป็นเหตุให้คนรุ่นนี้สนใจ นี่จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดนิทรรศการนี้ เพราะสังคมไทยปิดกั้นข้อมูล 6 ตุลา 19 มาตลอด ไม่มีใครอยากกล่าวถึงหรือทำทีเมินเฉย

งานปีนี้ เราจึงแปลกใจและดีใจมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...