โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศุกร์ (สุข) ละวัด : วัดภุมรินทร์ราชปักษี เรื่องราวที่น่าสนใจ

The Bangkok Insight

อัพเดต 01 ธ.ค. 2565 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2565 เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight

ศุกร์ (สุข) ละวัด วันนี้ พาไปรู้จัก"วัดร้าง" พอพูดถึงวัดร้าง หลายคนมักนึกถึงวัดที่เป็นซากอิฐพัง ๆ พระพุทธรูปหัก ๆ วิหารไม่มีหลังคาแบบที่เราเห็นตามอุทยานประวัติศาสตร์ ความคิดของท่าน ถูกแต่ไม่ทั้งหมด เพราะยังมีวัดร้างอีกจำนวน หนึ่งที่ยังรักษาโครงสร้างอาคารหรือความเป็นวัดเอาไว้ได้ เพียงแค่ไม่มีพระจำพรรษาแค่นั้นและวัดร้างไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่า หรือในอุทยานประวัติศาสตร์ มีวัดร้างหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ก็มีอยู่ วันนี้จะพาไปชมวัดร้างในกรุงเทพมหานคร วัดภุมรินทร์ราชปักษี เป็นวัดร้างที่อยู่ในสภาพดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ

ความงดงามของสถาปัตยกรรมและจิตกรรมของฝีมือช่างโบราณภายใน วัดภุมรินทร์ราชปักษี หรือ วัดภุมรินทร์ วัดร้างเขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ซึ่งสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะมีมาก่อนการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์
วัดภุมรินทร์ราชปักษี หรือ วัดภุมรินทร์ ตั้งอยู่เชิงสะพานปากซอยวัดดุสิดารามวรวิหาร ถนน สมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

สันนิษฐานกันว่า วัดภุมรินทร์ราชปักษี น่าจะมีมาก่อนการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่นเดียวกับ วัดดุสิดารามวรวิหาร ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะรูปแบบสถาปัตยกรรมฐานของโบสถ์และวิหารที่เป็นแบบตกท้องช้าง และมีความแอ่นคล้ายเรือสำเภา เป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมในช่วงกรุงศรีอยุธยา ประวัติของวัดดุสิดารามวรวิหารเล่าว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโณรส ทรงตรวจตรากิจการสงฆ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ พบว่า วัดภุมรินทร์ราชปักษีมีพระสงฆ์จำพรรษาเพียงรูปเดียว จึงโปรดฯ ให้ยุบรวมเข้ากับวัดดุสิดาราม เป็นอันจบสถานะความเป็นวัดของวัดแห่งนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นในราว พ.ศ. 2458 - 2460 ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้รับพระราชกรณียกิจให้จัดระเบียบวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งยกวัดขึ้นและยุบรวมวัดใหม่

เอกลักษณ์ของ วัดภุมรินทร์ราชปักษี ฐานของวิหารที่เป็นแบบตกท้องช้าง ที่มีความแอ่นคล้ายเรือสำเภา วัดนี้มีหน้าบันของอุโบสถเป็น งานปูนปั้นประดับกระจกด้านบนเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่พบได้ทั่วไปตามพระอารามหลวง แต่ด้านล่างรูปพระนารายณ์ทรงครุฑนี้เป็นรูปนกยูงรำแพนหางขนาดใหญ่

ในอุโบสถของวัดมีพระพุทธรูปยืน 3 องค์อยู่ภายในซุ้ม จิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งผนังส่วนบนยังพอเห็นภาพเทพชุมนุมอยู่บ้าง ผนังสกัดหน้าฝั่งตรงข้ามพระประธาน พอจะเห็นภาพว่าเป็นเรื่องมารผจญอยู่แต่ก็ลบเลือน พระเจ้ายืนศักดิ์สิทธิ์หลังวิหาร วิหารเหมือนกับอุโบสถมากเลย วิหารหลังนี้ต่างจากอุโบสถ คือการมีมุขยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพียงแต่ว่าในตอนนี้ มุขด้านหน้าพังทลายไปเลย เลยเหลือเพียงแต่มุขด้านหลัง นอกจากนี้หน้าบันของวิหารหลังนี้

แม้ว่าจะมีรูปของพระนารายณ์ทรงครุฑเหมือนอุโบสถ แต่ที่นี่ไม่มีรูปนกยูง ส่วนมุขหลังวิหารนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่นาม หลวงพ่อดำ
ในวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังที่แตกต่างกับอุโบสถก ภายในวิหารมีอสภาพดีกว่ามาก พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหินทรายแดงขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้นหรือกลาง ขนาบสองข้างด้วยรูปพระสาวกปูนปั้น

แต่ความงดงามของอาคารหลังนี้อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนัง แม้จะมีส่วนลบเลือนอยู่แต่ก็เหลือครบทั้ง 4 ด้าน โดยผนังสกัดหลังพระประธานเขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยพระพุทธเจ้าในภาพนี้ครองจีวรลายดอกพิกุล หรือจิตรกรรมเทพชุมนุมที่ไม่แบ่งชั้นว่าเป็นเทวดา ยักษ์ หรือพรหม

This slideshow requires JavaScript.

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...