โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไม่เผาผี” คำประกาศตัดญาติขาดมิตร บั่นทอนพระเกียรติในราชสำนัก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ม.ค. 2567 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2566 เวลา 18.00 น.
พระบรมราชานุสาวรีย์ เจ้าพระยาสุรสีห์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้า พระยาเสือ

งานพระเมรุมาศและพระเมรุ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเจ้านายพระองค์ที่ล่วงลับเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่กระนั้นก็มีเหตุขัดข้องในการจัดงานซึ่งกระทบต่อพระเกียรติยศอยู่เสมอ แต่ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความขัดแย้งถึงกับประกาศ “ไม่เผาผี”

ใคร “ไม่เผาผี” ใคร? อะไรเป็นเหตุ?

เรื่องนี้ นนทพร อยู่มั่งมี อธิบายไว้ใน ‘พระโกษฐลั่นยินแสยงพอแจ้งเหตุ’ : การ ‘ไม่เผาผี’ ในงานพระเมรุวังหน้า สมัยรัชกาลที่ 1” นิตยสารศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2551 ดังที่คัดย่อบางส่วนมานี้ (เว้นวรรค จัดย่อหน้าใหม่ เพิ่มหัวข้อย่อย และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เพื่อความสะดวกในการอ่าน)

ไม่เผาผี เพราะเหตุใด?

ก่อนจะ“ไม่เผาผี” นั้นจะต้องมีการ“เผาผี” ก่อนเสมอ ทั้ง 2 คำนี้เป็นภาษาพูดหรือภาษาปากที่แสดงการรับรู้เกี่ยวกับพิธีศพในสังคมไทยซึ่งมีความหมายดังนี้

เผาผี, ปลงศพ คือ ทำให้ซากศพคนตายถูกไฟไหม้เป็นเถ้าไป, คนเอาศพวางลง แล้วเอาฟืนใส่เข้า เอาไฟใส่เข้าให้ไหม้นั้น [1]

ไม่เผาผี เป็นสำนวน หมายถึง คำประกาศตัดญาติขาดมิตรโดยหมายว่า แม้ผู้นั้นจะตายแล้วก็ไม่ให้อภัย [2]

ความหมายของคำ เผาผี เป็นการบอกวิธีการเผาศพอย่างสามัญ ที่ปฏิบัติกันตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย เป็นคำกลางๆ ที่เข้าใจโดยทั่วไป ส่วนคำ ไม่เผาผี มีความหมายในเชิงความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะงานศพเป็นโอกาสสุดท้ายที่ญาติมิตรจะแสดงความไว้อาลัย หรือขออโหสิกรรมต่อผู้ล่วงลับ ไม่ว่ายามเมื่อยังมีชีวิตจะขัดแย้งมากน้อยเพียงไรก็ตาม

การไม่เผาผี จึงเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม หรือจากเครือญาติขั้นรุนแรงที่สุด

การผลัดแผ่นดินของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งวิธีการสืบราชสมบัติและการแย่งชิงราชสมบัติ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า การปราบดาภิเษก พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยามี 34 พระองค์ ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน 33 ครั้ง ด้วยวิธีการสืบราชสมบัติ 21 ครั้ง และวิธีการชิงราชสมบัติ 12 ครั้ง

เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแต่ละครั้ง ลูกต่างแม่ น้องชาย พี่ชาย มักก่อเหตุแย่งชิงบัลลังก์จากพระมหากษัตริย์ผู้เป็นลูกชาย ซึ่งสืบต่อราชสมบัติ ด้วยวิธีการนำกองกำลังที่ตนมีอยู่เข้าแย่งชิงราชสมบัติ เกิดการต่อสู้รบพุ่งจนเสียชีวิตเลือดเนื้อไพร่พลทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อฝ่ายแย่งชิงได้ชัยชนะ เสนาบดีมุขอำมาตย์จึงตั้งพิธีการปราบดาภิเษก [3]

เจ้านายฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ มักจบลงที่การถูกสำเร็จโทษ อาจจะด้วยท่อนจันทน์หรือวิธีอื่นๆ ตามแต่ผู้มีชัยจะเห็นสมควร ซึ่งพิธีศพมักจะไม่ถูกกล่าวถึง แต่สันนิษฐานว่า พระศพของเจ้านายจะถูกฝังในบริเวณที่เรียกว่าโคกพระยา หรือหากมีการจัดงานถวายก็คงเป็นแบบเรียบง่ายที่สุด ในบางครั้งมีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ แต่ก็พบว่าไม่ถูกต้องตามแบบแผนพระราชพิธี อันถือเป็นการลดพระเกียรติยศ

เช่นคราวที่ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงจัดการกับพระบรมศพ พระเจ้าท้ายสระ ที่ยกราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าอภัยพระโอรสจนเกิดเป็นศึกกลางเมืองเมื่อเปลี่ยนรัชกาล [4]ความว่า

“ทรงพระกรุณาตรัสว่า จะเอาพระบรมศพทิ้งน้ำเสีย ไม่เผาแล้ว พระยาราชนายกว่าที่กระลาโหมนั้น กราบทูลเป็นหลายครั้ง พระเจ้าอยู่หัวจึงให้ทำพระเมรุขนาดน้อย ขื่อห้าวาสองศอก ถวายพระเพลิงตามประเพณี” [5]

ข้อความข้างต้นบ่งชี้ว่า หากเจ้านายเป็นศัตรูทางการเมือง จะไม่มีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ ซึ่งรวมถึงกรณีสำเร็จโทษเจ้านายด้วย แต่กรณีนี้การที่ทรงจัดพระเมรุขนาดน้อยถวาย นับว่าผิดแบบแผนงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าจัดอย่างสมบูรณ์แบบแล้วจะต้องเป็นพระเมรุขนาดใหญ่หรือพระเมรุเอกใช้ขื่อยาว 7 วา [6]

อาจถือได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เจ้านายประกาศไม่เผาผีด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งจะมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในสมัยต่อมา

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงเป็นพระประมุขฝ่ายวังหน้าและพระอนุชาธิราช เสด็จสวรรคต 3 พฤศจิกายน ปี 2346 ขณะมีพระชนมายุ 60 พรรษา ในเบื้องแรก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ โปรดให้เตรียมงานพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ โดยโปรดให้รื้อเอาทองที่หุ้มพระโกศกุดั่นใหญ่กุดั่นน้อยที่ทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอทั้ง 2 พระองค์ มาหุ้มพระโกศกรมพระราชวังบวรฯ และให้มีหมายประกาศโกนผมทั้งแผ่นดิน เว้นแต่คนผมมวย ผมเปีย ผมจุก [7] ซึ่งการประกาศไว้ทุกข์ครั้งนี้ นับว่าเทียบเท่าพระมหากษัตริย์

แต่หลังจากเกิดกรณีพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ในกรมพระราชวังบวรฯ เตรียมก่อกบฏ ทำให้ทรงเปลี่ยนพระราชหฤทัยที่จะจัดงานพระบรมศพคราวนี้

การสวรรคตของกรมพระราชวังบวรฯ เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งระหว่างวังหลวงและวังหน้า ที่ปรากฏเค้าลางจากพระราชพงศาวดารใน พ.ศ. 2339 ฝ่ายวังหลวงจับได้ว่า วังหน้าผลัดเปลี่ยนไพร่พลชุดใหม่ เพื่อหวังชนะการแข่งเรือ จนต้องเลิกแข่งนับแต่บัดนั้น ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ บาดหมางพระทัยไม่ลงมาเฝ้าเป็นเวลากว่า 2 เดือน รวมไปถึงการที่วังหลวงปฏิเสธเพิ่มเงินเบี้ยหวัดให้กับข้าราชการวังหน้า

ในครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรฯ ไม่ลงมาเฝ้าอีกเลย ทำให้พระยาเกษตร (บุญรอด) ขุนนางฝ่ายวังหน้า นำปืนขึ้นป้อมตระเตรียมไพร่พล ส่วนวังหลวงเมื่อทราบข่าวก็ปฏิบัติเช่นกัน จนเกือบจะรบกลางเมือง ท้ายสุดเหตุการณ์คลี่คลายลง เมื่อสมเด็จพระพี่นางทั้ง 2 พระองค์เข้ามาเกลี้ยกล่อม [8]

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงเป็นแม่ทัพยกไปตีทัพพม่าที่ล้อมเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2345 ขณะนั้นพระองค์ทรงพระประชวรหนัก ต้องประทับที่เมืองเถิน จึงทรงให้กรมพระราชวังหลังเป็นแม่ทัพขึ้นไปราชการศึกที่เชียงใหม่แทนและได้ชัยชนะ ส่วนทัพหลวงนำโดยกรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราช กับทัพของเจ้าอนุเมืองเวียงจันทน์มาถึงเชียงใหม่ หลังจากที่ทัพพม่าแตกไปแล้วถึง 7 วัน ทำให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตำหนิทัพหลวงเป็นอันมาก

พระองค์จึงทรงปรับโทษทัพหลวงและทัพเวียงจันทน์ ด้วยการให้เร่งทัพขึ้นไปโจมตีทัพพม่าที่เมืองเชียงแสน ส่วนทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับไม่ทรงตำหนิทัพหลวง แต่ทรงตำหนิกรมพระราชวังหลังว่า ไม่ติดตามโจมตีทัพพม่าให้ราบคาบ ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงแก้ต่างให้ว่า เป็นเพราะพระองค์ประชวร ทำให้กรมพระราชวังหลังทรงรีบกลับมาดูแลพระอาการ [9]

รัชกาลที่ 1 ทรงขัดแย้ง กรมพระราชวังบวรฯ

ความขัดแย้งปรากฏเค้าลางที่รุนแรงขึ้น ตามพระราชพงศาวดารกล่าวถึงพระราชดำรัสของกรมพระราชวังบวรฯ เป็นอุบายให้แก่พระโอรสทั้ง 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าลำดวน และ พระองค์เจ้าอินทปัต ในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพของพระองค์ถึง 2 ครั้ง

ในครั้งแรกขณะที่ทรงพระประชวรหนัก ทรงใคร่จะทอดพระเนตรพระที่นั่งต่างๆ ที่ทรงสร้างไว้ให้สบายพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จขึ้นพระเสลี่ยงทำตามพระประสงค์ ทรงกล่าวว่า “ของนี้อุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้ไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นครั้งนี้เป็นที่สุด ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น” [10]

ครั้นต่อมาหลังจากที่พระอาการประชวรมากขึ้น พระองค์เสด็จขึ้นพระเสลี่ยงมา วัดมหาธาตุ เพื่อนมัสการลาพระพุทธรูปพระประธานในพระอุโบสถ แล้วมีพระราชบัณฑูรดำรัสเรียกพระแสงเพื่อจะทรงอุทิศถวายเป็นราวเทียน (หลังจากหายสาบสูญไปหลายสิบปี มีการนำ “พระแสงราวเทียน” ออกมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ในพิธีสมโภช 338 ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2566 ถึง 2 มกราคม 2567 – กอง บก.)

ครั้นเจ้าพนักงานติดจุดเทียนถวายตามพระประสงค์แล้ว พระองค์ทรงปรารภจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายพระ แต่พระองค์เจ้าลำดวนเข้าแย่งพระแสงไว้ได้ ทำให้ทรงทอดพระองค์ลง ทรงพระกรรแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ และเจ้านายในที่นั้นพากันทูลเชิญพระองค์ขึ้นพระเสลี่ยงกลับ

ระหว่างทางมีพระดำรัสว่า “สมบัติทั้งนี้พระองค์ได้กระทำศึกสงครามกู้แผ่นดินขึ้นได้ ก็เพราะพระองค์ทั้งสิ้นไม่ควรจะให้สมบัติตกไปได้แก่ลูกหลานวังหลวงผู้ใดมีสติปัญญาก็ให้เร่งคิดเอาเถิด” [11]

ภายหลังพระดำรัสครั้งนี้ ทำให้พระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ร่วมกับพระยากลาโหม (ทองอิน) ที่กรมพระราชวังบวรฯ รักเหมือนบุตรบุญธรรม พากันรวบรวมผู้คนฝึกซ้อมเตรียมก่อการ และแผนการนี้อาจเป็นที่ระแคะระคายแก่ฝ่ายตรงข้าม เห็นได้จากฝ่ายวังหลวงต้องถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอย่างเข้มงวด ขณะเสด็จฯ วังหน้า เพื่อมาเยี่ยมพระอาการ

หลังจากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคต บรรยากาศของความหวาดระแวงยิ่งปรากฏ เพราะบรรดาเจ้านายวังหลวงทุกพระองค์ที่ตามเสด็จสรงน้ำและทรงเครื่องพระบรมศพ ล้วนขัดดาบเข้าไปทั้งสิ้น [12]

ระหว่างงานพระบรมศพ ทางวังหลวงได้จับกุมพระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัต ร่วมกับพระยากลาโหม (ทองอิน) มาไต่สวน ทราบว่าทั้งหมดจัดหาคนมีฝีมือมาชุบเลี้ยงซ่องสุมไพร่พล เพื่อเตรียมการประทุษร้ายในวันถวายพระเพลิง เจ้านายทั้ง 2 พระองค์ถูกถอดจากอิสริยยศเป็นเพียงหม่อมลำดวน หม่อมอินทปัต ก่อนนำไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ รวมทั้งผู้ร่วมก่อการทั้งหมดถูกประหารชีวิตในคราวเดียว…

กรณีเจ้านายวังหน้าคิดก่อกบฏ ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำริที่จะ “ไม่เผาผี” คือ ไม่จัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพกรมพระราชวังบวรฯ ตรัสว่า กรมพระราชวังบวรรักลูกยิ่งกว่าแผ่นดินให้สติปัญญาให้ลูกกำเริบจนถึงคิดประทุษร้ายต่อแผ่นดิน เพราะผู้ใหญ่ไม่ดีจะไม่เผาผีแล้ว” [13]

ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายทัดทานว่า การไม่ทำพระเมรุถวายพระเพลิงไม่สมควร เพราะราษฎรที่ไม่ทราบความจริงจะพากันติเตียนได้ จึงทรงเปลี่ยนพระทัยและรับสั่งด้วยว่า “ขุนนางให้เผาก็จะเผา แต่จะทำพระเมรุนั้นจะทำบูชาพระบรมธาตุ เมื่อสมโภชพระบรมธาตุแล้วจึงจะเผาต่อภายหลังกันความนินทา” [14]

เหตุการณ์นี้ยังคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชดำริไม่จัดงานพระบรมศพพระเจ้าท้ายสระ และแม้จะจัดก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนการถวายพระเกียรติ ครั้งนี้ก็เช่นกัน พระเมรุถูกใช้เป็นเครื่องสมโภชพระบรมธาตุตามพระราชประสงค์ เพื่อกันข้อครหาจากเหล่าราษฎรมากกว่าถวายพระเกียรติแก่พระอนุชาธิราช พระเมรุถูกสร้างใน พ.ศ. 2347 และดำเนินการไปตามพระราชดำรัสทุกประการ

การถอดพระยศเจ้านายในความผิดฐานกบฏ เป็นประหนึ่งธรรมที่ปฏิบัติกันมานับแต่ต้นราชวงศ์ ต่างกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเจ้านายหลายพระองค์ถูกสำเร็จโทษขณะที่ยังไว้พระยศ เช่น เจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศร พระโอรสของพระเจ้าท้ายสระ พ่ายศึกกลางเมืองต่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจนถูกกำจัด หรือกรณีเจ้านาย 3 พระองค์ หรือเจ้าสามกรม พระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศร่วมกันก่อกบฏในพระบรมมหาราชวัง ถูกพระเจ้าอุทุมพรสำเร็จโทษ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการถอดพระยศแต่อย่างใด [15] การใช้มาตรการนี้กำจัดศัตรูทางการเมืองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงไม่จำเพาะชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบั่นทอนพระเกียรติยศในอีกทางหนึ่ง

และที่ยิ่งกว่านั้นคือการประกาศ “ไม่เผาผี” ที่ถือเป็นการตัดญาติขาดมิตรแม้ว่าจะจัดงานพระบรมศพถวายก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] แดนบีช แบรดเลย์. อักขราภิธานศรับท์. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2514), น. 432.

[2] พจนานุกรมฉบับมติชน. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2547), น. 696.

[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บรรณาธิการ. อยุธยา : Discovering Ayutthaya. พิมพ์ครั้งที่ 5. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550), น. 242-243, 246.

[4] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 236-237. กล่าวว่า เมื่อครั้งก่อนสิ้นแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระทรงมอบราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าอภัย ซึ่งเป็นพระราชโอรส แต่ฝ่ายสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระไม่ทรงยินยอม ต่อมาเจ้าฟ้าอภัยได้ขึ้นราชาภิเษก สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงได้ปราบปรามจนสามารถปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมโกศในเวลาต่อมา

[5] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) และ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2543), น. 238.

[6] คำให้การขุนหลวงหาวัด, พิมพ์ครั้งที่ 1. (นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช, 2547), น. 227.

[7] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 91.

[8] เรื่องเดียวกัน, น. 77-78.

[9] เรื่องเดียวกัน, น. 88, 90.

[10] เรื่องเดียวกัน, น. 93.

[11] เรื่องเดียวกัน. น.๙๓.

[12] เรื่องเดียวกัน, น. 91.

[13] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 95.

[14] เรื่องเดียวกัน, น.95

[15] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) และ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 237, 247.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...