โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองเรื่องตุ๊เจ้าในยุคปฏิรูป : กรณีครูบาฝายหินเชียงใหม่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ธ.ค. 2565 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2565 เวลา 11.28 น.
วัดฝายหิน เมืองเชียงใหม่ที่ท่านครูบาโสภา หรือครูบาฝายหินพำนักอยู่

การเมืองของสงฆ์เริ่มมีบทบาทอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะช่วงปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ฝ่ายอาณาจักรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพระองค์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฝ่ายพุทธจักรนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อันมีแนวทางการปฏิรูปศาสนาไปในแนวทางการปฏิรูประบบเทศาภิบาล

หากผลของการปฏิรูปในวงการสงฆ์นั้น ทำให้เกิดผลกระทบกับคณะสงฆ์ในภูมิภาคหลายพื้นที่ ดังเช่น กรณีของ ครูบาโสภา แห่งวัดฝายหิน เมืองเชียงใหม่ ที่ ประทีป ฉายสี เขียนไว้ใน “การเมืองเรื่องตุ๊เจ้าในเวียงพิงค์เจียงใหม่ในยุคปฏิรูป : กรณี ครูบาโสภา แห่งวัดฝายหิน” (ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2551) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของทางด้านการเมืองและการศาสนา กล่าวคือ ด้านการศาสนาได้ถูกผนวกเข้าสู่ส่วนกลางโดยยึดแม่แบบคณะสงฆ์กรุงเทพฯ เป็นหลักการมีโครงสร้างลดหลั่นแบบราชการ การนำระบบโรงเรียนมาใช้ในการจัดการศึกษาที่อาศัยการถ่ายทอดแบบเดียวกัน และมีเวลาเรียนที่แน่นอน ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการรู้หนังสือมีคุณค่ากว่าการเรียนรู้จากการฟัง หรือมุขปาฐะ [1]

การปฏิรูปในครั้งนี้ไม่ได้นำเฉพาะแบบแผนการปกครองเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังนำอิทธิพลจากส่วนกลางไปถึงท้องถิ่นต่างๆ ให้ทั่วถึงที่สุด โดยที่พุทธศาสนามีสถานะเป็นพุทธแบบทางการ ให้เข้าไปพร้อมกันด้วยมิได้ต่างอะไรจากบทบาทของคณะมิชชันนารี ที่เห็นได้เด่นชัดคือ กระบวนการผลิตซ้ำทางด้านอุดมการณ์ โดยการจัดตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรออกไปเผยแพร่ คือควบคู่กับการระดมคนเข้าสู่สถาบันดังกล่าว

นอกจากนี้พระในเขตหัวเมืองหรือปริมณฑลที่ได้รับการศึกษาตามแบบที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อเรียนจบและได้กลับไปยังภูมิลำเนาของตนแล้วมีทัศนคติเชิงลบกับระบบการศึกษาของสงฆ์แบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีทัศนคติในทางลบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเดิมของตนว่าไร้ค่า ยังรวมไปถึงการไม่เคารพครูบาอาจารย์ที่เคยสอนว่าต่ำต้อยกว่า หรือด้อยพัฒนา ซึ่งผลของการปฏิรูปดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างสองวัฒนธรรมอันเป็นที่มาของความขัดแย้งในการบริหารจัดการ

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มณฑลพายัพหรือจังหวัดเชียงใหม่ในกรณีของครูบาวัดฝายหิน

ภูมิหลัง

นครพิงค์เชียงใหม่ หรือมณฑลพายัพในขณะนั้นยังเป็นหัวเมืองอิสระ หรือประเทศราชที่มีเจ้าหลวงเสมือนเป็นเจ้ามหาชีวิตเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เมื่อมีการปฏิรูปคณะสงฆ์จากส่วนกลางได้ส่งผลกระทบต่อบรรดาหัวเมืองต่างๆ โดยถ้วนหน้ากัน โดยที่วัดธรรมยุตในหัวเมืองมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการจัดการศึกษาและปฏิรูปคณะสงฆ์ ไม่เว้นเฉกเช่นมณฑลพายัพ โดยทางส่วนกลางได้มอบหมายให้พระนพิสีพิศาลคุณ หรือชาวบ้านทั่วไปรู้จักท่านในนามว่า “มหาปิง” เป็นตัวแทนในการวางระเบียบคณะสงฆ์ให้กับมณฑลพายัพอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน [2]

โดยท่านมีภูมิลำเนาเป็นชาวบ้านลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด แห่งเวียงพิงค์เชียงใหม่ ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยตั้งแต่บวชเป็นสามเณรที่สำนักวัดหัวข่วง เมืองเชียงใหม่ และได้รับการศึกษาสูงสุดถึงชั้นเปรียญธรรม 5 ประโยค และเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ที่ใช้ยุทธศาสตร์ที่เห็นว่าจะไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนพื้นถิ่นเดียวกัน เพื่อที่จะก่อให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุเป้าหมาย

คณะสงฆ์ในเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นพระในสังกัดมหานิกายเป็นส่วนมาก โดยมีท่านครูบาโสภา หรือครูบาฝายหินเป็นประธานสังฆราชาแห่งมณฑล หรือสมัยนั้นเรียกว่าพระสังฆราชาทั้ง 7 อันเป็นตำแหน่งพระเถระของเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในขณะที่ให้ความเคารพสูงสุด อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแห่งคุ้มเจ้าหลวง ตลอดจนพระญาติวงศ์เสมอมา ในขณะที่พระนพิสีพิศาลคุณนั้นเป็นพระธรรมยุติกนิกาย ดังนั้นความขัดแย้งจึงได้เริ่มขึ้น

การปฏิรูปนำไปสู่ความขัดแย้ง

ถึงแม้ว่าพระนพิสีพิศาลคุณจะมีสมณศักดิ์หรือคุณวุฒิที่สูงกว่าภายใต้สัญญาบัตร แต่ตัวท่านเองนั้นก็มีชาติภูมิเป็นชาวเชียงใหม่ ก็ย่อมไม่เป็นที่พอใจแก่บรรดาพระภิกษุที่มีอาวุโสกว่าเป็นธรรมดา การเข้ามาจัดระเบียบคณะสงฆ์ในเวียงพิงค์นี้ท่านได้เริ่มเอาการศึกษาสมัยใหม่เป็นตัวนำ เป็นต้นว่าการเทศนาเป็นภาษาไทยกลางแผนใหม่ ด้วยน้ำเสียงที่คมชัดและลึกซึ้งทำให้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วเวียงพิงค์และเป็นที่ประทับใจของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ นับตั้งแต่พ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าแม่ทิพเนตร พญาราชเสนา รวมทั้งสาวกสาธุชนทั่วไป โดยเฉพาะการแสดงพระธรรมเทศนาที่วัดหอธรรมที่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ ในขณะที่พระสังฆราชาของเวียงพิงค์ของเจ้าหลวงนั้นก็เริ่มขาดความสนใจเพราะคนส่วนใหญ่ต้องการของใหม่ที่แปลกหูแปลกตา ซึ่งเป็นของธรรมดา [3]

แต่เหตุการณ์มิได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ เหตุแห่งความขัดแย้งอยู่ที่วันหนึ่งพระนพิสีพิศาลคุณได้ชักชวนให้ครูบาจากวัดต่างๆ เข้ามาสังกัดธรรมยุติกนิกายแบบเดียวกับท่าน ปรากฏว่ามีผู้ที่เห็นด้วยกับท่านและเข้าร่วมประชุม เช่น ครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น กับวัดหัวข่วงและวัดอื่นๆ รวมถึงเจ้าคณะอำเภอต่างๆ ในเชียงใหม่ แต่ผลปรากฏว่ามีเพียงไม่กี่วัดเท่านั้นที่จะเข้าร่วม เนื่องจากเจ้าอาวาสส่วนใหญ่ให้ความเคารพและศรัทธาต่อพระสังฆราชาของตนมาก ซึ่งมีถึง 7 พระองค์ ตามขัตติยราชประเพณี

และอีกประเด็นหนึ่งที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ไม่ชอบ คือเจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณเองก็เคยเป็นสามเณรพื้นเมืองเชียงใหม่แห่งสำนักวัดหัวข่วงมาก่อน ท่านครูบาฝายหินนั้นท่านทรงดำรงตำแหน่งสังฆราชาประมุขแห่งมหานิกายพื้นเมืองอยู่ก่อนแล้ว การที่เจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณได้รับการศึกษาอย่างดีจากเมืองหลวงและเจริญก้าวหน้ามานั้น ก็ถูกมองว่า หาได้กตัญญูต่อครูบาอาจารย์ของตน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นศิษย์ครูบาท่านโดยตรงก็ตาม

แม้ในสายตาของท่านเจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณจะเห็นว่านิกายพื้นเมืองเดิมที่มีอยู่เป็นของที่ไร้คุณค่าก็ตาม แต่บรรดาลูกศิษย์ของท่านครูบาฝายหินแห่งมหานิกายเดิมนั้นต่างก็แกร่งในวิชาการแบบพื้นเมืองทั้งสิ้น ได้แก่ พระครูสุกัณศีล (ศรีโหม้) ภายหลังท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง พระโพธิรังษี เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ องค์ที่ 5 พระครูญาณรังษี (อุดทา) แห่งวัดทุงยู ภายหลังท่านได้เป็นพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ องค์ที่ 4 และท่านพระคัมภีรธรรม (อินทจักรก้อนแก้ว) ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ องค์ที่ 3 ซึ่งท่านเหล่านี้ต่างก็หนุ่มแน่นและทรงภูมิเช่นเดียวกับมหาปิง จึงไม่เข้าร่วมประชุมกับมหาปิง [4] และไม่ได้ปรากฏตัวที่วัดหอธรรมตามที่ได้นัดไว้เลย

เมื่อส่วนกลาง ปะทะ มณฑล

การที่เจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณได้เชิญพระเถระผู้ใหญ่ไปประชุมร่วมกันที่วัดหอธรรม แต่ปรากฏว่าไม่มีพระภิกษุอาวุโสองค์ใดเข้าร่วมหรือปรากฏตัวที่วัดหอธรรมเลย เหมือนว่าท่านเจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณถูกตบหน้าอย่างแรงนั่นเอง ท่านเจ้าคุณฯ ตอบโต้โดยการทำหนังสือร้องเรียนไปยังสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่กรุงเทพฯ ว่า ครูบาอุ่นเรือน โสภโณ เจ้าอาวาสวัดฝายหิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นผู้ยุยงส่งเสริมความกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมร่วมมือในการวางระเบียบการปกครองคณะสงฆ์แผนใหม่ตามที่พระองค์มีพระบัญชาไป

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้กรมสังฆการีในสมัยนั้นได้กราบอาราธนาครูบาฝายหิน (อุ่นเรือน โสภโณ) ไปชี้แจงข้อกล่าวหาที่กรุงเทพฯ

ขอไปปะกับเจ้าหน้อยเหียกำเต๊อะ (ขอได้ไปพบเจ้าน้อยเสียทีเถิด)

ข่าวการที่ครูบาฝายหินถูกตั้งข้อหาได้แพร่สะพัดในวงการคณะสงฆ์เชียงใหม่เป็นอย่างมาก ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา แต่สำหรับครูบาฝายหินแล้วท่านหาได้หวั่นไหวไม่ แม้แต่แม่เจ้าทิพเนตรชายาของเจ้าอินทวโรรสได้แนะนำให้ท่านเขียนหนังสือตอบโต้ไปแทนการเดินทางไปกรุงเทพฯ ด้วยตัวท่านเอง เนื่องจากขณะนั้นท่านอายุมากแล้วคือ 73 ปี เกรงว่าท่านจะเจ็บป่วยระหว่างการเดินทาง แต่ท่านได้กล่าวกับแม่เจ้าทิพเนตรชายาของเจ้าหลวงว่า [5]

“อาตมาอยู่ตี้ไหน ถ้าตึ๊กตี้ต๋ายหัวก่อยู่ตั๊ดฟ้าอย่างเดวกั๋น ขอหื้อได้ไปปะกับเจ้าหน้อยเหียกำเต๊อะ”

(อาตมาอยู่ที่ไหน ถ้าถึงเวลาที่จะตายแล้วหัวก็อยู่ตรงฟ้าเหมือนกัน ขอให้ได้ลงไปเฝ้าเจ้าน้อยเสียทีเถิด)

เจ้าน้อย หรือเจ้าหน้อยของท่าน (ตามภาษาพื้นเมืองล้านนา) คือพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ 5 การเดินทางในครั้งนี้ท่านได้เดินทางโดยเรือ ล่องแก่งแม่ปิง โดยมีพระผู้ใกล้ชิดคอยอุปัฏฐาก 5 รูป คือ 1. ท่านครูบาคันธา เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของท่าน 2. ครูบาอินทจักรก้อนแก้ว เจ้าอาวาสวัดเชตวัน 3. พระครูศรีโหม้ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนไชย 4. ครูบาพระปลัดคำซาว เจ้าอาวาสวัดฝายหินองค์ต่อมา และ 5. ครูบาพระปลัดปัญญา เจ้าอาวาสวัดสันป่าขุย ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด และคณะผู้ติดตามอีกหลายท่าน

เมื่อท่านได้เดินทางถึงเมืองหลวงแล้วจุดหมายของท่านคือการได้พบเจ้าน้อยที่ท่านอยากพบก็บรรลุสมดังประสงค์โดยที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงทราบการเดินทางของท่าน และพระองค์ก็ได้ไปเฝ้าครูบายังที่พำนัก คือตำหนักวัดเบญจมบพิตร

ท่านครูบาได้กราบทูลเรื่องราวความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการวางระเบียบคณะสงฆ์ ที่ดำเนินการโดยเจ้าคุณนพิสีพิศาลคุณ อีกทั้งได้ดูหมิ่นสงฆ์มหานิกายว่าหย่อนยานพระธรรมวินัยและขาดระเบียบวินัยนานัปการ อีกทั้งไม่เคารพนับถือตัวท่านในฐานะที่เป็นประมุขฝ่ายสงฆ์ฝ่ายเหนือที่ได้รับแต่งตั้งจากเจ้ามาก่อนที่มหาปิงจะมาศึกษาเล่าเรียนจะได้มหาเปรียญเสียอีก

นอกจากท่านครูบาแล้วพระเถระที่ได้ติดตามอุปัฏฐากครูบาระหว่างการเดินทางต่างกราบทูลให้พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทราบถึงความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนั้นได้ขอร้องให้พระองค์ทรงนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาให้องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงทราบด้วยเถิด

พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำเรื่องการปฏิรูปคณะสงฆ์เวียงพิงค์ที่วุ่นวายนี้ขึ้นกราบบังคมทูลองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตามที่ท่านครูบาได้ร้องขอ อีกทั้งต้องพระประสงค์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเองด้วยที่ไม่อยากเห็นบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์ต้องเดือดร้อนวุ่นวายโดยเฉพาะเรื่องของคณะสงฆ์เวียงพิงค์ อันเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงมาตั้งแต่โบราณกาล

ซึ่งเมื่อหลังจากที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ครูบาฝายหินและคณะผู้ติดตามเข้าเฝ้า ณ พระบรมมหาราชวัง ซึ่งท่านครูบาได้เล่าให้ศิษยานุศิษย์ของท่านฟังหลังจากที่ท่านกลับสู่เวียงพิงค์เชียงใหม่แล้วว่า

“กอนในหลวงเปิ้นหันอาตมาก๋ำลังจะขึ้นขั้นไดไปเฝ้าเปิ้นตี้วังเต้าอั้น เปิ้นก่อฝั้งลงมาจู๋งมืออาตมาขึ้นไปตางบน ปอไปแผวตางบนแล้วก่อเข้ามาโอบกอดอาตมาเหมือนเปิ้นเปิงอกเปิงใจ๋เจ้นล้ำตี้ได้ปะ”

(เมื่อพระองค์ทรงเห็นอาตมากำลังจะขึ้นไปเข้าเฝ้าพระองค์ที่วังของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรีบลงมาหาอาตมาและจูงมือขึ้นบนพระราชฐาน และเมื่อถึงข้างบนแล้วพระองค์ยังได้ทรงโอบกอดอาตมาเพื่อแสดงความปลาบปลื้มยินดียิ่งนักที่ได้เห็นหน้าอาตมา) [6]

นอกจากนี้พระองค์ยังได้มีพระราชดำรัสอีกว่า

“ได้เห็นหน้าครูบาเชียงใหม่ หัวไม่ถึงฟ้าเหลืออีกสองนิ้วเท่านั้น ดีใจเหลือเกินที่ได้พบในครั้งนี้ จะขึ้นเชียงใหม่สักครั้งก็ไม่ถึง จะได้กราบไหว้บ้าง เป็นบุญมากที่ได้มาให้กราบไหว้ถึงเมืองหลวง”

เมื่อพระองค์ทรงไต่ถามเรื่องราวต่างๆ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้วจึงได้ไต่ถามเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้กราบบังคมทูลก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเป็นมาของการแต่งตั้งพระสังฆราชาทั้ง 7 ของเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ ที่ชาวเวียงพิงค์เชียงใหม่ยังให้ความเคารพอย่างมากอีกทั้งยังไม่มีการยุบหรือแต่งตั้งใหม่ โดยมีท่านครูบาฝายหินเป็นประมุขสังฆราชาอยู่ด้วย

พระองค์ทรงเห็นว่าการที่ส่วนกลางเข้าไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบโดยทันทีโดยไม่มีสาเหตุดังที่ว่านี้ย่อมไม่เป็นการสมควรกระทำอย่างยิ่ง ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงร่วมพระปฏิสันถารในครั้งนี้ด้วยและได้ทรงชี้แจงเรื่องนโยบายคณะสงฆ์ส่วนกลางให้ทราบ และได้ทรงขอให้ท่านครูบาและคณะได้ช่วยเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านการศึกษา โดยให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนวิชาการแผนใหม่แบบส่วนกลาง (ปริยัติธรรม) เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รู้หนังสือมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีความเป็นอารยะดังเช่นประเทศตะวันตก

ซึ่งท่านครูบาและคณะก็กราบบังคมทูลว่าจะดำเนินการให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เมื่อมีความเข้าใจตรงกันแล้วองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสย้ำว่า [7]

“หวังใจว่าครูบาเชียงใหม่คงจะช่วยด้วยความเต็มใจและขอแสดงความเคารพต่อการแต่งตั้งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่ และขอให้ท่านเป็นเจ้าคณะสงฆ์เชียงใหม่ต่อไปเถิด”

เมื่อวันที่ฟ้าสดใส : ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์แรก

วันรุ่งขึ้นหลังจากได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อหารือข้อราชการแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้มีพระบัญชาให้อธิบดีกรมสังฆการีเสนอชื่อพระราชาคณะจากส่วนกลางที่ครูบาฝายหินเห็นชอบเพื่อจะเดินทางไปร่วมวางระเบียบคณะสงฆ์เวียงพิงค์ ซึ่งท่านครูบาเองท่านได้เจาะจง “พระธรรมวโรดม (จ่าย)” เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ พร้อมกันนี้ท่านครูบาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรและพัดยศเป็น [8] “เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์” เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เสมือนหนึ่งว่าท่านได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการนั่นเอง

ข่าวท่านครูบาฝายหินได้รับพระราชทานสัญญาบัตรและพัดยศในครั้งนี้นับเป็นเรื่องปีติยินดีแก่ชาวเชียงใหม่ในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากศิษยานุศิษย์ของท่านต่างมีความกังวลในตัวท่านต่างๆ นานาเกี่ยวกับการลงไปเมืองบางกอกเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา เมื่อมีข่าวที่น่ายินดีเช่นนี้ปรากฏขึ้นเสมือนหนึ่งว่าฝันร้ายนั้นได้หายไปสิ้น และมหาชนชาวเชียงใหม่ต่างรอคอยการกลับสู่มาตุภูมิของท่านอย่างใจจดใจจ่อเพื่อรอต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ

และวันที่ท่านเดินทางมาถึงโดยทางเรือและเข้าเทียบท่าที่วัดชัยมงคล ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ มหาชนชาวเชียงใหม่และพระภิกษุสามเณรจากทุกสารทิศได้มาต้อนรับการกลับมาของท่าน และได้นำครูบานั่งคันหามกางสัปทนแห่รอบเมืองเชียงใหม่ การกลับมาของท่านในครั้งนี้ท่านได้จำพรรษาที่วัดเชียงยืน ตำบลช้างเผือก และเป็นเจ้าอาวาสวัด 2 แห่ง คือ วัดฝายหิน เชิงดอยสุเทพบ้านเกิดของท่าน กับวัดเชียงยืนที่พำนักแห่งนี้

ภูมิหลังท่านครูบา

ครูบาฝายหิน หรือเจ้าคุณอภัยสารทะ นามเดิมของท่านมีชื่อว่า “ควาย” ตามที่บิดามารดาท่านตั้งให้ เป็นชาวบ้านเชิงดอยสุเทพ โดยบรรพบุรุษของท่านเป็นชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยพระยากาวิละ ในยุคที่เรียกว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (เก็บผักใส่ตะกร้า เก็บข้าใส่เมือง) ท่านถือกำเนิดเมื่อวันอังคาร ปีมะโรง พ.ศ. 2375 ในยุคของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ หรือเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 4

เมื่อเจริญวัยบิดามารดาได้นำท่านไปเป็นลูกศิษย์ของพระสุธรรมกิติเถระ เจ้าอาวาสวัดป่าแดงหลวง หรือสำนักรัตนมหาวิหารแห่งสิงหลนิกายบนม่อนดอยเล็กๆ ใต้บ้านของท่าน โดยที่พระสุธรรมกิติเถระรูปนี้ท่านมีความปราดเปรื่องในทางวิปัสสนาธุระ (นั่งกรรมฐานเพื่อชำระจิตให้สะอาด) และคันถธุระ (พระธรรมคำสอนภาษาบาลี) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ท่านครูบาฝายหินท่านจะปราดเปรื่องเรื่องภาษาบาลีและภาษามคธ แม้กระทั่งวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดที่ทำให้ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสมควรแก่การสักการะแก่สาธุชนทุกชนชั้น

เมื่อท่านครูบาได้มาเป็นศิษย์พระสุธรรมกิติเถระแล้ว ท่านได้รับชื่อใหม่ที่อาจารย์ของท่านเปลี่ยนให้เป็น “อุ่นเฮือน” (ภาษาพื้นเมืองล้านนา) หรืออุ่นเรือน อันเป็นนามมงคลที่หมายถึงผู้นำความสุขมาสู่บ้านเรือนหรือครอบครัว ครั้นเมื่อถึงเวลาอุปสมบท หรือที่ภาษาล้านนาเรียกว่า “เป๊กเป๋นตุ๊เจ้า” ท่านได้รับฉายาว่า [9] “โสภโณ” ซึ่งนามเรียกของท่านที่ปรากฏโดยทั่วไปจะรู้จักกันในนามครูบาฝายหินบ้าง เจ้าคุณอภัยฯ บ้าง หรือไม่ก็ครูบาโสภา แต่ชื่ออุ่นเรือนของท่านกลับไม่ค่อยปรากฏว่ามีใครเรียกหรือคุ้นเคยมากนัก

…………

ท่านครูบาฝายหินมีศิษย์ที่ใกล้ชิดชื่อพระครูปลัดคำซาว เจ้าอาวาสวัดฝายหินองค์ต่อมา ซึ่งได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านมานับตั้งแต่การลงไปเข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 5 และท่านครูบาฝายหินได้มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2458 ด้วยโรคชรา สิริอายุได้ 83 ปี [10]

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] พระไพศาล วิสาโล. (2546). พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกวิกฤต. น. 50

[2] ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. (2538). เพ็ชรลานนา (2). น. 180.

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 184.

[4] เรื่องเดียวกัน, น. 185.

[5] เรื่องเดียวกัน อ้างแล้ว.

[6] อ้างแล้ว, น. 186.

[7] อ้างแล้ว, น. 187.

[8] เรื่องเดียวกัน.

[9] เรื่องเดียวกัน, น. 181.

[10] เรื่องเดียวกัน อ้างแล้ว.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...