โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเจ้าตาก “ล้างแค้น” : ไทย “ล้อม” พม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 เม.ย. 2567 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2567 เวลา 05.29 น.

ในแผ่นดินกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำสงครามกับ พม่า สิบครั้งด้วยกัน โดย พ.ศ. 2317 เป็นการรบกับพม่าครั้งที่ 8 ที่ “บางแก้ว” (หมู่บ้านนี้ชาวบ้านเรียกบ้านบางแก้ว อยู่ในเขต อ. โพธาราม จ. ราชบุรี)

การรบครั้งนี้พระเจ้าตากทรงดำเนินกลยุทธ์และยุทธวิธีขั้นตอนต่างๆ ผิดกับการรบทั้ง 9 ครั้งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ กล่าวคือ จะกำหนดวันเวลาที่เอาชนะฝ่ายพม่าก็ได้ แต่พระองค์ไม่ทรงกระทำ พระองค์ต้องการให้ “งุยอคงหวุ่น” แม่ทัพใหญ่พม่ายอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ที่สำคัญคือพระองค์ทรงต้องการให้แม่ทัพใหญ่พม่าออกจากค่ายในฐานะผู้แพ้มาถวายบังคม (พูดอย่างไทยๆ ว่าให้มากราบตีน-ผู้เขียน) ต่อหน้าพระพักตร์

เพราะเหตุใดพระเจ้าตากจึงพระทัยเย็น ผิดวิสัยของยอดนักรบเช่นพระองค์ท่าน

ในกลาง พ.ศ. 2317 พระเจ้าตากได้ทรงจัดกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ โดยดำรัสสั่งให้ “เจ้าพระยาจักรี” เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมกองทัพเมืองเหนือยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับเจ้าพระยาสุรสีห์

เมื่อได้เมืองเชียงใหม่แล้วพระองค์ประทับอยู่เจ็ดวัน ได้ทรงรับใบบอกเมืองตากขึ้นไปกราบทูลว่า มีกองทัพพม่าตามครัวมอญล่วงแดนเข้ามา จึงเสด็จยกกองทัพหลวงรีบลงมาเมืองตาก และเสด็จต่อไปยังพระนคร

พอถึงพระนครทรงได้ข่าวว่าข้าศึกยกมาทางด้านพระเจดีย์สามองค์กาญจนบุรี ตีทัพพระยายมราชแขกที่ท่าดินแดงแตก จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์กองทัพในกรุงให้พระองค์เจ้าจุ้ยลูกยาเธอกับพระยาธิเบศร์บดีจางวาง มหาดเล็กถือพล 3,000 ทัพหนึ่ง ให้เจ้ารามลักษณ์หลานเธอถือพล 1,000 ทัพหนึ่ง ยกออกไปตั้งรักษาเมืองราชบุรี และให้มีตราไปยังหัวเมืองสั่งให้ยกทัพลงมาด้วย

ในขณะนั้นทรงทราบว่ากองทัพหลวงล่วงมาถึงพระนครแล้ว จึงให้ตำรวจลงเรือเร็วไปคอยบอกกองทัพให้เลยออกไปเมืองราชบุรีทีเดียว อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดแวะบ้านโดยเด็ดขาด

ปรากฏว่าพระเทพโยธาแวะเข้าบ้าน จึงตรัสให้เอาตัวพระเทพโยธามาแล้วมัดเข้ากับเสาพระตำหนักแพ ทรงพระแสงดาบตัดศีรษะพระเทพโยธาด้วยพระหัตถ์ แล้วเอาศีรษะไปเสียบประจานไว้ที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์

ทัพพม่าเย้ยทัพไทย ที่บางแก้ว ราชบุรี

จากหนังสือไทยรบพม่า พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และจากหนังสือเรื่อง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวบรวมโดย ประยูร พิศนาคะ ผู้เขียนได้รวบรวมเรื่องราวการรบครั้งนี้เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ทราบพอเป็นสังเขปดังนี้

ทางฝ่ายพม่าอะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพพม่าตามครัวมอญมาถึงเมืองเมาะตะมะ เมื่อทราบว่าพระยาเจ่งกับหัวหน้าครัวมอญพาอครอบครัวหนีมาเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จึงให้งุยอคงหวุ่น (เคยเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย) ถือพล 5,000 ยกตามครัวมอญลงมาถึงท่าดินแดง (อยู่ระหว่าง อ. ทองผาภูมิ กับ อ. สังขละบุรี ขณะนี้จมอยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม) ได้รบกับกองทัพพระยายมราชแขก

พระยายมราชแขกสู้ไม่ได้ จึงถอยไปอยู่ที่ปากแพรก (คือเป็นที่พบกันระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแควใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตกของประตูเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำแม่กลอง) งุยอคงหวุ่นจึงตามกองทัพพระยายมราชแขกไปถึงปากแพรก

พระยามราชแขกรวบรวมกำลังไม่พอ จึงทิ้งค่ายหนีมารวมกำลังใหม่ที่บ้านดงรัง (อยู่ในเขต ต. หนองขาว อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี)

งุยอคงหวุ่นเมื่อเห็นกองทัพไทยหนีก็ได้ใจ คิดว่าคงไม่มีทหารไทยต่อสู้อีกเสมือนเมื่อชนะไทยในคราวที่แล้ว จึงเริ่มดำเนินการปล้นทรัพย์จับผู้คนในเมืองกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครชัยศรี โดยกำหนดให้มองจายิดคุมพล 2,000 เป็นผู้ปฏิบัติและให้ตั้งค่ายอยู่ที่ปากแพรก ส่วนงุยอคงหวุ่นนำพล 3,000 ลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ หมายปล้นทรัพย์จับเชลยในแขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม และเมืองเพชรบุรี

ครั้นเมื่อยกมาถึง “บางแก้ว” ทราบว่ามีกองทหารไทยตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี งุยอหวุ่นจึงตั้งค่ายมั่นลงที่บ้านบางแก้วสามค่าย

ฝ่ายพระองค์จุ้ยตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี ได้กระแสรับสั่งของพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแนะนำไปว่า ถ้ากองทัพข้าศึกที่ยกมาไม่ใหญ่หลวงเหลือกำลัง ให้ชิงทำก่อน อย่าให้โอกาสแก่ข้าศึก (ข้อนี้เป็นยุทธวิธีของพระเจ้ากรุงธนบุรีมาทุกคราว)

เมื่อพระองค์เจ้าจุ้ยทรงทราบว่า พม่าตั้งค่ายอยู่ที่ บางแก้ว ประมาณสัก 3,000 คน เห็นว่าพอจะต่อสู้ได้และกองทัพกรุงก็กำลังตามเพิ่มเติมออกไป จึงยกกองทัพขึ้นไปตั้งที่ตำบลโคกกระต่ายในทุ่งธรรมเสน ห่างค่ายพม่าลงมาประมาณ 80 เส้น แล้วให้หลวงมหาเทพคุมกองหน้าไปตั้งค่ายโอบพม่าข้างด้านตะวันตก และให้กองทัพเจ้ารามลักษณ์ยกไปตั้งค่ายโอบด้านตะวันออก แล้วบอกความเข้ามายังกรุงธนบุรี

พระเจ้าตากทรงเร่งรัดกองทัพให้ยกไปเมืองราชบุรี ครั้นเสด็จถึง พระองค์เจ้าจุ้ยมาเฝ้ากราบทูลว่า

“ครั้งนี้พม่าดูหมิ่นไทยยิ่งนัก เมื่อหลวงมหาเทพไปตั้งค่ายโอบพม่าพากันดูเล่นแล้วร้องถามออกมาจากค่ายว่า ตั้งค่ายแล้วหรือยังให้ตั้งค่ายเสียให้เสร็จพม่าจะรอให้ไทยไปพร้อมกันจึงยกออกมาตีจะได้จับเชลยได้มากๆ ในคราวเดียวกัน”

พระเจ้าตากได้ทรงฟังมีความขัดเคืองยิ่งนัก

หลังจากนั้น พระองค์ได้เสด็จยกทัพหลวงจากเมืองราชบุรีไปฟากตะวันตก และตั้งค่ายอยู่ที่ ตำบลเขาพระ เหนือค่ายโคกกระต่ายขึ้นไปประมาณ 40 เส้น พระเจ้าตากเสด็จทอดพระเนตรพิจารณาภูมิประเทศแล้ว จึงมีรับสั่งให้ตั้งค่ายล้อมพม่าอีกจนรอบ

พระองค์ยังทรงให้พระยาอินทรอภัยไปตั้งรักษาหนองน้ำที่ เขาชั่วพราน (ชาวบ้านเรียกเขาช่องพราน) อันเป็นที่ข้าศึกอาศัยเลี้ยงช้างม้าพาหนะ แล ะเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารของพม่า กับให้พระยารามัญวงศ์คุมกองทหารมอญไปรักษาหนองน้ำที่ เขาชงุ้ม ซึ่งอยู่ในเส้นทางลำเลียงของข้าศึกไปทางเหนือ

ฝ่ายงุยอคงหวุ่นแม่ทัพพม่าเห็นกองทัพไทยตั้งล้อมแข็งแรงขึ้น จะนิ่งเฉยตามคำเยาะเย้ยไม่ได้เสียแล้ว ค่ำวันหนึ่งจึงจัดทหารเข้าปล้นค่ายทหารไทย ทหารไทยก็ตีพม่าแตกกลับไป ปล้นครั้งที่ 2 ก็แตกกลับอีก ครั้งที่ 3 ให้เนมิโยแมงละนรทานายรองนำกำลังเข้าปล้นค่ายอีกในคืนเดียวกัน และกำลังส่วนนี้ก็แตกหนีไปอีกเช่นเคย เสียรี้พลล้มตายเจ็บป่วยเป็นอันมาก ไทยจับเป็นเชลยได้ก็มี

งุยอคงหวุ่นเห็นทหารไทยรบกล้าหาญกว่าที่ตนเคยคิดไว้ และมีกำลังมากกว่าที่คาดคะเน จึงแต่งทหารเร็วเล็ดลอดไปบอกกองทหารพม่าที่ปากแพรก

ช่วงเวลานี้เอง อะแซหวุ่นกี้คอยกองทัพงุยอคงหวุ่นอยู่ที่เมาะตะมะ เห็นหายไปเกินกำหนด จึงให้ตะแคงมรหน่องเชื้อพระวงศ์พระเจ้าอังวะคุมพล 3,000 ยกตามลงมา เมื่อถึงปากแพรกจึงทราบจากมองจายิดว่า กองทหารของงุยอคงหวุ่นถูกทหารไทยล้อมไว้ที่บางแก้ว จึงให้มองจายิดรีบยกกำลังลงมาช่วยโดยด่วน ส่วนตัวตะแคงมรหน่องนำกำลังไปตีค่ายพระยายมราชแขกที่บ้านดงรังหนองขาว เข้าตีทหารไทยไม่แตกจึงถอยไปตั้งอยู่ที่ปากแพรก

เมื่อมองจายิดยกกำลังมาช่วยงุยอคงหวุ่น แม่ทัพทั้งสองได้ทำการโจมตีค่ายทหารไทย เพื่อจะหักออกไปจากที่ล้อมอีกหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

ในช่วงเวลานี้เอง เจ้าพระยาจักรียกกองทัพกลับมาจากเชียงใหม่ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าพระยาสุรสีห์คุมกองทัพหัวเมืองเข้าไปช่วย พระเจ้าตากทรงมอบให้เจ้าพระยาจักรีขึ้นไปบัญชาการล้อมค่ายเพิ่มเติมที่บางแก้ว ให้เจ้าพระยาสุรสีห์คุมกองทัพหัวเมืองทั้งปวงไปล้อมประชิดค่ายพม่าที่เขาชงุ้มกันไว้อย่าให้ติดต่อหรือลงมาช่วยค่ายพม่าที่บางแก้วได้

กักไว้ให้หิวโซ แล้วเอาข้าวล่อพม่า

พระเจ้าตากได้ทรงทราบจากทหารพม่าที่จับมาได้ว่า การที่ไทยส่งทหารไปรบกวนทำลายเส้นทางลำเลียงส่งเสบียงอาหาร ทำให้ทหารพม่าเริ่มอดอยาก

เมื่อทรงทราบเช่นนั้นทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง กับได้ข่าวจากทหารไทยที่พม่าจับไปแล้วหนีออกมาได้ว่า พม่าอดอยากถึงกับกินเนื้อช้างเนื้อม้าพาหนะถูกปืนใหญ่ล้มตายเสมอ พระองค์จึงทรงดำริว่า ล้อมไว้ให้อดอยาก ทนไม่ได้ก็ต้องออกมาให้จับเป็นเชลย จะทำให้สมน้ำหน้าที่มันเย่อหยิ่งให้จงได้ และดำรัสว่า “กักมันไว้ให้โซแล้วเอาข้าวล่อเอาเถิด”

พระองค์ทรงปรารถนาจะเสด็จคุมกองทหารออกไปทำการรบ ตัดทางลำเลียงและกองกำลังของพม่าด้วยพระองค์เอง แต่พระยาเทพอรชุน พระดำเกิงรณภพทูลขอรับอาสา จึงมีรับสั่งให้พระยาทั้งสองคุมหน่วยกำลังซึ่งมีกองอาจารย์และทนายเลือก (ทนายเลือกหมายถึงพวกนักมวยกองป้องกันพระองค์) 745 คน เป็นกองโจรไปช่วยพระยาอินทรอภัย

ทั้งๆ ที่แม่ทัพนายกองคัดค้าน และขอปฏิบัติการรบแทน แต่พระองค์ก็ต้องทรงออกศึกหน้าทหารออกรบด้วยพระองค์เองจนได้

เหตุเกิดขึ้นเมื่อพม่าที่เขาชงุ้มเข้าปล้นค่ายพระยาสุรสีห์ พม่าทำกลยุทธ์แบบค่ายวิหลั่น (ค่ายวิหลั่นคือการอำพรางกาย ค่อยๆ ขยับรุกเข้ามาหาค่ายไทยทีละน้อย เมื่อถึงจุดที่จะโจมตีก็ปฏิบัติการเข้าโจมตีกันทุกทิศทุกทาง เป็นการจู่โจมระยะใกล้) แต่ทหารของเจ้าพระยาสุรสีห์ต่อสู้ป้องกันไว้ได้ ทหารพม่าจึงเข้าปล้นค่ายของพระยานครสวรรค์ในคราวต่อมา โดยเข้าปล้นในยามดึกประมาณตีสาม การรบพันตูระหว่างทหารพม่าและทหารไทยจนถึงค่อนสว่าง

ในเวลานั้นพระเจ้าตากตื่นบรรทมขึ้น ทรงทราบว่าพม่าเข้าตีค่ายพระยานครสวรรค์ ทันใดนั้นจึงรับสั่งให้จัดกองทัพโดยเร็ว ส่วนพระองค์พร้อมด้วยทหารองครักษ์กองหนึ่งกับกำลังรบอีกกองหนึ่ง ทรงขับม้าโลดแล่นออกหน้าตรงมาที่ค่ายพระยานครสวรรค์

พอดีทอดพระเนตรเห็นกองหนุนของพม่า พระองค์ทรงโผนม้าควงพระแสงดาบนำทหารเข้าตีตัด การรบพุ่งอย่างชุลมุนวุ่นวายก็เกิดเป็นสองฝักสองฝ่ายอลหม่านไม่เป็นกระบวน พักเดียวพม่าที่หนุนเข้ามาก็ถูกพระเจ้าตากต่อตีแตกกระจัดกระจายไปสิน

ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงนำทหารหวนมาตีกระหนาบทหารพม่าที่กำลังรบอยู่กับทหารของพระยานครสวรรค์ จนถึงแปดโมงเช้า ผลที่สุดกองทหารพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวน หนีกลับเข้าค่ายที่เขาชงุ้ม

ทางงุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่ ที่ค่ายบางแก้ว ค่ายนี้หลังจากถูกล้อมก็พยายามตีออกมาไม่ได้ รอกองทหารพม่ามาช่วยก็ไม่สำเร็จ เกิดความอดอยากถึงกับฆ่าช้างฆ่าม้ากินกันแล้ว วันหนึ่งงุยอคงหวุ่นให้นายทัพกับทหารอีก 5 คนออกมาเข้าพบเจ้ารามลักษณ์กับเจ้าพระยาจักรี ฝ่ายพม่าพูดวิงวอนขอให้ปล่อยทหารพม่าทั้งหมดกลับบ้าน ฝ่ายเราไม่ยอมแล้วบอกว่าถ้ารักตัวกลัวชีวิต ขอให้ยอมอ่อนน้อมโดยดี นายทัพพม่าขอกลับนำข่าวนี้เข้าไปรายงานแม่ทัพใหญ่ดูก่อน

งุยอคงหวุ่นให้นายทหารพม่า 7 คนออกมาเจรจาอีก โดยยอมอ่อนน้อมถวายบังคม พร้อมกับถวายช้างม้าและพาหนะเครื่องศัสตราวุธ แต่ขอให้ปล่อยตัวกลับไป

เจ้ารามลักษณ์กับเจ้าพระยาจักรีไม่ยอม และยึดตัวทหารพม่าไว้สองคน ปล่อยกลับไป 5 คนเพื่อไปแจ้งแก่แม่ทัพใหญ่พม่า

ความกดดันในกองทัพพม่าจวนถึงจุดระเบิด เพราะในวันนั้นอุตมสิงหจอจัวปลัดทัพของงุยอคงหวุ่น พานายหมวดนายกองพม่า 14 คน พร้อมศัสตราวุธของตนมัดแบกออกมาส่งให้ไทย

ฝ่ายไทยได้นำเข้าถวายบังคมพระเจ้าตาก พระองค์โปรดให้พระยารามคุมอุตมสิงหจอจัวกลับไปร้องบอกพวกพม่าในค่ายว่า “ให้พากันออกมาสวามิภักดิ์ ต่อพระเจ้าปราสาททองๆ ทรงพระกรุณาให้รอดชีวิต” ทางในค่ายตอบออกมาว่า “ขอปรึกษากันดูก่อน”

การต่อรองด้วยวาจามีหลายครั้งหลายคราว ข้อใหญ่ใจความก็เพียงแค่ขอชีวิตไว้เท่านั้น

พม่ากับไทย ทีใครทีมัน

งุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่นั้นได้พิจารณาเห็นว่า ถึงแม้จะถูกล้อมด้วยกำลังที่มากกว่า แต่มีความกล้าหาญอดทนได้แก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา พยายามแหกค่ายปล้นค่ายไทยหลายครั้งหลายหนในท่ามกลางความอดอยากและสถานการณ์ทั่วๆ ไปเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

พอกาลเวลาผ่านไป งุยองคงหวุ่นเห็นอนาคตว่าสู้ไม่ไหวแล้ว แพ้นั้นต้องแพ้แน่ แต่กลับกลัวความตายในชีวิตตน โดยจะเห็นว่าการต่อรองในการยอมแพ้และวางอาวุธหลายครั้งหลายคราว จุดมุ่งหมายก็เพียงต้องการยืนยันจากไทยว่า เมื่อยอมแพ้แล้ว ตัวงุยอคงหวุ่นเว้นการถูกฆ่า

ความกลัวตายของแม่ทัพใหญ่พม่าคงจะสำนึกในตัวเองที่กระทำไว้กับคนไทย จึงเกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกแก้แค้นจากทหารไทย คนไทยที่ฝังอยู่ใจจิตใจด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก งุยอคงหวุ่นเป็นแม่ทัพมารบกับไทยเมื่อคราวไทยเสียเมือง พ.ศ. 2310 สร้างความเจ็บช้ำไว้กับคนไทยไม่รู้ลืม…

ประการที่สอง พูดจาเย้ยหยันทหารไทยในระหว่างที่ไทยสร้างค่ายล้อมพม่าที่บ้านบางแก้ว

ข้อความในใบลานที่งุยอคงหวุ่นส่งมาให้ตละเกล็บครั้งแรกเพื่อนำมาให้ฝ่ายไทย เป็นหนังสือทำนองขอร้องในการยอมแพ้ ซึ่งเขียนเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว มีข้อความซึ่งน่าจะทราบไว้ดังต่อไปนี้

พระเจ้าปราสาททองกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าช้างเผือก (พม่า) มีบุญญาภินิหารเป็นใหญ่ในชมพูทวีปด้วยกัน และพระมหากษัตริย์ทั้งสองฝ่ายเป็นเวรกัน พระเจ้าช้างเผือกกรุงอังวะให้ข้าพเจ้ากับนายทัพนายกองทั้งปวงมาทําสงครามกับท่านผู้เป็นเสนาบดีในกรุงศรีอยุธยา

ครั้งนี้ข้าพเจ้าเสียทีแก่ท่าน ท่านล้อมไว้จะพากันหนีไปก็ไม่ได้แล้ว ถ้าท่านล้อมไว้อย่างนี้ก็มีแต่จะตายอย่างเดียว ไม่ใช่จะตายแต่พวกข้าพเจ้าที่เป็นนายทัพนายกองเท่านั้น จึงไพร่พลทั้งปวงก็จะพลอยตายด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อชีวิตข้าพเจ้าทั้งหลายตายไปเสียแล้ว ใช่ว่าสงครามของพระมหากษัตราธิราชทั้งสองฝ่ายจะเป็นอันเสร็จสิ้นกันเพียงนั้นก็หามิได้

ท่านผู้เป็นเสนาบดีไทยได้ถือน้ำทำราชการสนองพระเดชพระคุณตามพระราชกำหนดกฎหมายของพระเจ้าปราสาททองกรุงศรีอยุธยาฉันใด ข้าพเจ้ามาทำสงครามก็ด้วยได้ถือน้ำทำราชการ ตามพระราชกำหนดกฎหมายของพระเจ้าช้างเผือกกรุงอังวะอย่างเดียวกัน อุปมาเหมือนเป็นแต่เครื่องศัสตราวุธซึ่งพระมหากษัตราธิราชทรงใช้สอยทั้งสองฝ่าย

พระพุทธองค์ก็ได้โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาไว้ว่าอันจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ละคนนี้ยากนักฉันใด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้รอดชีวิตขอบรรดาท่านผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีช่วยพิเคราะห์ดูด้วยเทอญ

พระเจ้าตากคงไม่พอพระทัยที่แม่ทัพใหญ่ต่อรองผลัดวันประกันพรุ่งหลายครั้งหลายหน ครั้นวันหนึ่งได้ปรึกษาบรรดาแม่ทัพนายกอง แม่ทัพนายกองก็ขอให้ทำการหนักขึ้นโดยใช้กระสุนปืนไม้ระดมยิงเข้าไปในค่าย พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยได้ดำรัสว่า “ฆ่าให้ตายนั้นง่าย แต่ข้าศึกสิ้นความคิดเช่นนี้แล้วฆ่าเสียก็บาปกรรมเปล่าๆ จับเป็นเอาเถิด”

เพื่อเร่งวันยอมแพ้ พระเจ้าตากจึงได้ทรงให้อุตมสิงหจอจัวมีหนังสือเข้าไปในค่ายพม่าทั้งสามค่ายโดยยืนยันไม่มีการฆ่า และยังขู่ไปอีกว่า ถ้าไม่ยอมแพ้เสียโดยเร็วกองทัพไทยจะเข้าตีฆ่าฟันให้ตายมิให้เหลือไว้เลยแม้แต่คนเดียว

ครั้นวันรุ่งขึ้นนายทัพทั้งหลายคงทนความอดอยากความหวาดกลัวไม่ไหว เมี้ยนหวุ่นกับปกันเลซูนายทัพพม่ากับนายรองๆ อีก 12 คน ได้รวบรวมเครื่องศัสตราวุธพากันออกมาสวามิภักดิ์ อุตมสิงหจอจัวพาเข้าถวายบังคมพระเจ้าตาก นายทัพทั้งสองได้อาสาเข้าไปจะนำตัวงุยอคงหวุ่นกับพวกออกมา

ในวันนั้นงุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่พร้อมกับนายทัพรองๆ เนมโบเมงละนรทา ยุยยองโบ่อคงหวั่นมุงโยะและนายทัพรองๆ ทั้งหมดออกมาจากค่าย หลังจากนั้นนายทัพไทยก็นำงุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่พม่ากับพวกเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าตาก

การรบครั้งนี้พระเจ้าตากทรงใช้เวลา 47 วัน (ตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์ 2317-31 มีนาคม 2317) เผด็จศึกได้โดยเด็ดขาด ได้เชลยทั้งตัวแม่ทัพใหญ่และนายรองตามที่กล่าวมาแล้ว กับไพร่พลที่เหลือตายทั้งสามค่ายรวม 1,328 คน กับผู้หญิงอีก 2 คน พม่าตายเสียเมื่อทำการรบระหว่างถูกล้อมมีจำนวน 1,600 คน

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งพระเจ้าตาก มีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรียกทัพขึ้นไปตีค่ายพม่าที่เขาชงุ้ม และให้พระยาอนุชิตราชากับหลวงมหาเทพยกทัพไปตีค่ายพม่าที่ปากแพรกพร้อมกับพระยายมราชแขก

ผลที่สุดพม่าที่เขาชงุ้มและปากแพรกก็แตกหนีกระเจิงถูกฆ่าฟันและจับได้อีกมาก มองจายิดกับตะแคงมรหน่องนายกองค่ายนำทหารเหลือตายหนีเข้าแดนพม่าไปหาอะแซหวุ่นกี้ที่เมาะตะมะ กองทัพไทยไล่ติดตามไปจนสุดพระราชอาณาเขต

ครั้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงให้เลิกทัพกลับคืนพระนคร พร้อมกับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่แม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ผู้น้อยตามสมควรแก่ความชอบที่มีชัยชนะต่อพม่าข้าศึกในครั้งนี้โดยทั่วกัน…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ธันวาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระเจ้าตาก “ล้างแค้น” : ไทย “ล้อม” พม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...