โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ย้อนเหตุการณ์ เงินหายจากบัญชีไม่รู้ตัว เกิดอะไรขึ้น ป้องกันอย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ม.ค. 2566 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2566 เวลา 12.33 น.

ย้อนเหตุการณ์ “เงินหายจากบัญชีไม่รู้ตัว” คนไทยเจอแบบไหนมาแล้วบ้าง และมีวิธีป้องกันอย่างไร

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หนึ่งในมิจฉาชีพที่สังคมไทยเจอมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคของการเริ่มต้นเทคโนโลยี มาจนถึงวันนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ยิ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา วิธีการหลอกลวงของเหล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่คอยอัพเดตตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ วิ่งตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย

แม้ว่าทุกภาคส่วนจะพยายามช่วยเหลือให้ความรู้ เพื่อรู้ทันกลโกงมากขึ้น แต่ในทุก ๆ วัน ยังมีผู้เสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ตลอด และเราทุกคนจะป้องกันได้อย่างไร

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนดูรูปแบบกลโกง เงินหายไม่รู้ตัว พร้อมวิธีการป้องกัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนต่อไป

ทำแอปปลอม เพื่อดูดเงินจริง

กลลวงมิจฉาชีพที่อาศัยการทำแอปพลิเคชั่นหนึ่งขึ้นมา ซึ่งอาศัยการส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดเท่านั้น ไม่มีการให้ดาวน์โหลดใน App Store บนมือถือ โดยไส้ในของแอปนี้ ไม่ได้มีแค่หน้าตาของแอปที่มีความคล้ายคลึงกับแอปตัวจริง หรืออาจเป็นหน้าตาใหม่ที่ดูไม่คุ้นเคย ประหนึ่งว่านี่คือแอปพลิเคชั่นใหม่ และยัดไส้แอปไว้ด้วยไวรัสต่าง ๆ ที่เจาะข้อมูลตัวเครื่องได้

เมื่อเจาะเข้าระบบเครื่องได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มิจฉาชีพก็จะอาศัยจังหวะเข้าแอปต่าง ๆ ภายในเครื่อง ระหว่างที่เราอาจจะละสายตาจากสมาร์ทโฟน หรือชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนทิ้งไว้

โดยเข้าสู่ระบบ Mobile Banking ของธนาคาร และเข้าไปแก้ข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะวงเงินการโอนเงินไปบัญชีธนาคารต่าง ๆ ให้มีจำนวนที่สูงขึ้น ก่อนจะโอนเงินออกจากบัญชีในที่สุด และเหลือไว้เพียงยอดเงินหลักหน่วยจนถึงไม่เหลือเลย

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีผู้เสียหายมีรายการโอนเงินไปสู่คนอื่นเป็นจำนวนสูง และไม่รู้จักกับบัญชีปลายทางแต่อย่างใด และไม่มีธุรกรรมอะไรที่ต้องทำ เช่น โอนเงินเพื่อซื้อของ โอนเงินจ่ายค่าอาหาร เป็นต้น

สวมเว็บปลอม หลอกเอาข้อมูล (ตบท้ายด้วยดูดเงิน)

การทำเว็บไซต์ปลอม หนึ่งในวิธีคลาสสิกที่เจอได้บ่อย ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยอาศัยการออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้ดูเหมือนว่าเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ หรือเว็บไซต์ของธนาคารต่าง ๆ จริง

เมื่อเหยื่อเชื่อว่าเป็นเว็บไซต์จริงของหน่วยงานนั้น ๆ ก็กลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพดักเอาข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น Username Password เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลข Laser ID หลังบัตรประชาชน เป็นต้น

เมื่อมิจฉาชีพได้ข้อมูลสำคัญเหล่านี้แล้ว ก็จะจบด้วยการที่เข้าไปเว็บไซต์จริง เพื่อโอนเงินออกจากบัญชีเหยื่อ หรือมิจฉาชีพเอง อาจสวมรอยนำข้อมูลต่าง ๆ ไปทำธุรกรรมต่าง ๆ เอง ซึ่งเจ้าของข้อมูลตัวจริงไม่ทราบเรื่อง และอาจทำให้โดนหางเลขความผิดต่าง ๆ ไปด้วย ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย

ทำตัวเนียน อ้างเป็นแอป/บริการต่าง ๆ

การปลอมเป็นแอปพลิเคชั่นหรือบริการต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่พบได้บ่อย โดยมิจฉาชีพจะอ้างเป็นบริการต่าง ๆ ส่งอีเมล์หรือข้อความเพื่อให้เข้าไปทำธุรกรรม โดยอาศัยอุบายว่ามีปัญหาเรื่องการชำระค่าบริการ และขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต/บัตรเดบิต เพื่อให้ทำรายการให้สำเร็จ

หากมีข้อความ OTP ส่งเข้ามา แต่ไม่ได้กรอก ก็ถือเป็นความโชคดีที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ แต่หากให้รหัส OTP ไปแล้ว ก็กลายเป็นเหยื่อที่ถูกดูดเงินไปโดยปริยาย

หนึ่งในจุดที่หลายคนอาจไม่ได้สังเกตคือ ข้อมูลผู้ส่ง (Sender) โดยเฉพาะผู้ที่ได้ข้อความทางอีเมล์อาจสังเกตแค่ชื่อผู้ส่ง ว่ามาจากแอปพลิเคชั่น หรือผู้ให้บริการต่าง ๆ แต่ไม่ทันสังเกตอีเมล์ผู้ส่งว่าไม่ใช่ E-Mail Address ตัวจริงของผู้ให้บริการรายที่ถูกกล่าวอ้าง

ใช้ Remote Access อาศัยช่องดูดเงินในบัญชี

กลลวงนี้ถือเป็นกลลวงที่ยุคใหม่เป็นอย่างมากสำหรับการโจรกรรม ต่อยอดจากการหลอกลวงปกติที่เคยทำ อย่างการส่งข้อความอ้างว่ามีการกระทำความผิด ให้ติดต่อที่บัญชีไลน์ (LINE Account) ของหน่วยงานที่อ้างขึ้นมา และมิจฉาชีพจะแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Remote Access หรือแอปพลิเคชั่นที่ช่วยในการควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล

เมื่อทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำแล้ว มิจฉาชีพก็จะทำขั้นตอนต่อไป คือ การพูดคุยกับเหยื่อ ชวนคุยไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายหลุดโฟกัสจากการดูโทรศัพท์มือถือของตัวเอง และมิจฉาชีพก็จะอาศัยช่วงเวลานี้เข้าถึงหน้าจอมือถือและทำรายการต่าง ๆ โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต

นับเป็นอีกหนึ่งกลโกงของมิจฉาชีพที่น่ากลัวไม่น้อย เพราะข้ามขั้นจากการดักเอาข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำธุรกรรม ขยับขึ้นมาเป็นการเข้าถึงมือถือและเข้าไปทำธุรกรมด้วยตัวเองแทน

อาศัยบอตสุ่มเลขบัตร ตัดเงินไม่ทันตั้งตัว

สำหรับกลโกงนี้ นับเป็นกลโกงที่ล้ำสมัยจนใครก็ไม่ทันตั้งตัว เพราะมิจฉาชีพจะอาศัยระบบบอตในการสุ่มเลขบัตรเดบิต/เครดิต และข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์

วิธีการนี้ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ถูกนำข้อมูลไปใช้กับเว็บไซต์ที่สามารถตัดเงินได้เลยโดยไม่ต้องเข้าระบบ 3D-Secure แต่อย่างใด และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บัตรเฉพาะในประเทศไทย มีมูลค่ามากถึงหลักร้อยล้านบาท และทำธนาคารต่าง ๆ ร้อน ๆ หนาว ๆ หาวิธีการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเสียหายครั้งนี้โดยด่วน

วิธีรับมือภัยไซเบอร์ใกล้ตัวคนไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยวิธีการรับมือ 3 กลุ่มกลลวงของมิจฉาชีพที่คนไทยพบบ่อยและใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด ดังนี้

1.มิจฉาชีพบน Social Media

  • อย่าหลงเชื่อข้อความผ่านแชตเพื่อขอให้โอนเงินหรือขอข้อมูลใด ๆ หากผู้ส่งข้อความเป็นเพื่อน ควรติดต่อเพื่อนโดยตรงผ่านช่องทางอื่น เพื่อยืนยันตัวตนและจุดประสงค์ก่อน
  • ควรตรวจสอบสลิปโอนเงินจากผู้โอนให้มั่นใจก่อนยืนยันการโอนเงินทุกครั้ง

2. อีเมล์หลอกลวง (Phishing)

ตรวจสอบผู้ส่ง เนื้อหา และลิงก์ภายในอีเมล์โดยละเอียดก่อนตอบกลับ หรือให้ข้อมูลใด ๆ ทุกครั้ง โดยใช้หลัก S.U.R.G.E

  • S (Sender)-สังเกตชื่อผู้ส่ง หากเขียนผิดหรือไม่สอดคล้อง ให้สงสัยไว้ก่อน
  • U (Unusual Activity)-หากมีคนหรือหน่วยงานที่เราติดต่อด้วย ส่งข้อความมาในรูปแบบ หรือมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ต้องระวัง
  • R (Relationship)-อย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้าที่ส่งข้อความมาขอความช่วยเหลือ
  • G (Grammar)-หากเนื้อความมีการพิมพ์ผิดหลายคำ หรือแปลไม่ตรงหลักภาษา ต้องระวัง
  • E (External Link)-ตรวจสอบลิงก์ที่แนบมากับอีเมล์ที่ได้รับ

3.การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Data Theft)

  • ไม่ให้ข้อมูลสำคัญกับเว็บไซต์ หรือบริการใด ๆ หากไม่จำเป็น
  • หมั่นติดตามข่าวสารด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีข่าวเว็บไซต์ หรือบริการที่ท่านใช้งานอยู่ถูกขโมยข้อมูลไป ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่าน หรือดำเนินการต่าง ๆ เพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น อายัดบัตรเครดิตทันที

นอกจากวิธีการเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ การใช้อุปกรณ์ที่มีการอัพเดตเวอร์ชั่นของอุปกรณ์อยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยจากภัยไซเบอร์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย และต้องไม่ทำพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ และไม่เกิดความเสียหายอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...