ถ้ายังฝืนใช้ แม็คโทฯ ก็วนเวียนแค่วินิจคัพ
การเสียซิงนัดแรกแถมเป็นในบ้านตัวเองของ แมนฯยูฯ เป็นอะไรที่รวดเร็วเกินคาดหลังแพ้ ไบรท์ตัน “พลิกล็อก” 2-1 ท่ามกลางปัญหาเดิมๆที่แฟนบอลเคยบ่นด่ามาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว
เฟร็ด และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ยังคงเป็น 2 นักเตะที่ “ดาว์นเกรด” ทีมตัวเองเพราะถูกฝั่งทีมเยือนบดขยี้จนหายไปจากเกม
คนที่เด่นที่สุดในแดนกลางกลายเป็น มอยเซส ไซเซโด้ นักเตะ เอกวาดอร์ ที่อายุเพียง 20 ปี ที่สื่ออังกฤษเล่นข่าวว่าเคยมีค่าตัวแค่ 4.5 ล้านปอนด์แต่ตอนนี้พุ่งไปแล้ว 10 เท่า
ถ้าใครจำกันได้ ไซเซโด้ เป็นหนึ่งในผู้ทำประตูถล่ม “ปีศาจแดง” 4-0 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง (ยิงไกล 25 หลา)
ปัญหาอย่างแรกที่ ยูไนเต็ดต้องเจอผมขอแยก 2 ประเด็น
อย่างแรกทรงบอลของ “นกนางนวล” เป็นอะไรที่เราเห็นกันมาหลายฤดูกาลแล้ว บอลระบบจ๋าที่นักเตะเอาตัวรอดเก่งและมีทีมเวิร์ครับส่งผ่านบอลผิดวิสัยทีมกลางตาราง
แถมมีความยืดหยุ่นในเกมของตัวเองตามสถานการณ์หน้างานอีกต่างหาก
กล่าวคือปั้นเกมจากแดนหลังขึ้นมาก็ได้และเมื่อสบโอกาสก็จะใช้ลูกวางยาวให้ แดนนี่ เวลเบ็ค ตามเก็บตามพักคล้ายๆ อเล็กซานดาร์ มิโตวิช ของ ฟูแล่ม ในวันที่พบ ลิเวอร์พูล
จุด 2 ในส่วนของเกม ไบรท์ตัน จะไม่ใช่ทีมที่เพรสเป็นหลักแต่จะไปรับในแดนตัวเองเพื่อตั้งใจจะให้มีพื้นที่ในแดนคู่ต่อสู้และใช้ความคล่องของนักเตะตัวรุกโจมตี (เมื่อกลับมาเป็นฝ่ายได้บอล)
แต่เมื่อใดก็ตามที่ ปีศาจแดง“ ต้องไปตั้งเกมจากแนวรับไม่ว่าจะตั้งเตะ,ทุ่ม หรือ คืนหลัง ฝูง “นกนางนวล” จะไปตามเพรสทันทีเพื่อบังคับให้บอลจังหวะ 2 ถูกปล่อยออกมาในแบบไร้เรดาร์ซึ่งพวกกลางกับหลัง “ดุพอ” ที่จะตามเก็บสบายๆ
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เฟร็ด กับ แม็คโทฯ ถึงหายไปเลย ถูกตัดออกจากเกมและได้แค่หันหลังเล่นบอล
เมื่อกลาง “ง่อยแดก” ก็เลิกคิดเรื่องอื่นไปได้เลยครับ พวกตัวรุกจะต้องถอยร่นลงมาล้วงบอลเองแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะหันหลังเล่นและโดนตามติดตลอดเวลา ข้อพิสูจน์ของปัญหานี้คือ เจดอน ซานโช่ กลายเป็นนักเตะที่สัมผัสบอลน้อยที่สุดในครึ่งแรก
แมนฯยูฯ พยายามจะเพรสคืนเพื่อให้ ไบรท์ตัน “ล่ก” แต่จุดแข็งของทีมเยือนคือเล่นที่แคบๆได้ดี ออกบอลจังหวะเดียวเคาะหนีไปมาสุดท้ายเลิก “เพรส”
การเอาตัวรอดเก่งนี้เองทำให้เกิดลูก 2-0 ทั้งๆที่ ไบรท์ตัน โดนเพรสอยู่เกือบถึงมุมธงแดนตัวเองแต่จังหวะตอกสั้นของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด กลายเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้แบ็คหาย กลาง (เฟรด) มาเบรกไม่ทัน
การให้ คริสเตียน เอริคเซ่น ไปเล่นเป็น false9 เป็นอะไรที่เสียของเพราะเหมือนเอาคนที่ทำอะไรกับบอลได้ดีที่สุดไปยืนเหงาและให้คน “ล่กๆ” คอยแก้ปัญหาในแดนกลาง
สุดท้าย เทน ฮาก ต้องเปลี่ยนแท็คติกส์ในครึ่งหลังให้ เอริคเซ่น ถอยมาล้วงบอลต่ำเป็นเพลย์เมคเกอร์และให้หน้าเป้าเป็น คริสติอาโน่ โรนัลโด้
รูปเกมคนละเรื่องจากในครึ่งแรกแต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ไบรท์ตัน ให้ความสำคัญกับการรักษาสกอร์มากกว่าจะรอสวนเหมือน 45 นาทีแรก เป็นแผนที่วาง แกรห์ม พ็อตเตอร์ แกวางมา
ผมคิดว่าการที่ แมนฯยูฯ มัวแต่ตามตื้อ เฟรงกี้ เดอ ยอง เป็นเป้าหมายหลักจนยังไม่ได้นักเตะใหม่ซักทีไม่ใช่ปัญหาที่จุดนี้ซะทีเดียว
แต่มันอยู่ที่ว่าคุณไม่มีปัญญาหานักเตะใหม่ซักคนที่เก่งกว่า แม็คโทฯ ในตลาดเลยเหรอครับ
ไม่ต้องระดับที่ต้องการไป UCL และเก่งกว่า แม็คโทฯ เอาจริงๆยังไงมันก็หาได้ครับ
ผมไม่รู้เหมือนกันว่านอกสนามหรือตอนซ้อม แม็คโทฯ แกมนุษย์สัมพันธ์ดีหรือซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาบ่อยๆหรือเปล่า ทำไมโค้ชทุกคนถึงหลงใหลขนาดนั้น
ถ้า ยูไนเต็ด ต้องการหลุดพ้นจากวังวนเดิมๆมันต้องไม่ใช่ แม็คโทมิเนย์ เป็นตัวหลัก ผมเห็นปัญหาตรงนี้แล้วให้ความรู้สึกเหมือนยุคที่ ลิเวอร์พูล มี เจย์ สเปียริ่ง เป็นศูนย์กลาง ทีมไปไม่ถึงไหนแน่นอน
ไม่ใช่แค่การเล่นที่ไร้ประโยชน์แต่มักทำฟาว์ลโง่ๆ แม้กระทั่งเกมนี้กูรูหลายคนบอกแข้งทีมชาติ สก็อตแลนด์ โชคดีมากที่ไม่ถูกใบแดงหลังยันสูงใส่ ไซเซโด้
เล่นตัวกลางมีหน้าที่ตัดเกมแต่ไปทำฟาว์ลเสียใบเหลืองแบบไม่ควรทุกๆนัดมันก็ทำให้ตัวเองไม่กล้าเข้าบอลในจังหวะที่ควรต้องตัดเกม กลายเป็นทีมเสียผลประโยชน์ไปเปล่าๆ
พอล สโคลส์ ตำนาน “ผี” ยังทนไม่ไหวออกมาใส่หลังจบเกมแบบไม่ไว้หน้า เขาไม่เข้าใจว่า แม็คโทมิเนย์ จะเลี้ยงอะไรนักหนา เฟร็ด เสียบอลพร่ำเพรื่อ คุณภาพแดนกลางแย่มาก
หน้าที่ง่ายๆที่ควรทำอย่างรีบส่งบอลให้นักเตะเก่งๆคนอื่นกลับทำไม่ได้ นี่คือสรุปย่อๆจากปากของ “หมามุ่ย” ที่เบื่อหน่ายกับการเห็นอะไรซ้ำๆซากๆเหมือนพวกเราแฟนบอล
ครับ มันไม่ต่างอะไรกับการที่คุณหวังผลอีกอย่างแต่ยังใช้บุคคลากรเดิมๆ (ที่ QC ไม่ผ่าน) และดันมาเจอของแข็งอย่าง ไบรท์ตัน ที่ระบบการเล่นที่ลงตัวมาร่วม 3 ปีสุดท้ายก็คาบ้านสิครับ
เหลือเวลาอีกเกือบเดือนก่อนตลาดปิด ถ้าตระกูลเกลเซอร์ที่เข้ามานั่งดูเกมไม่อยากเห็นความบรรลัยไปมากกว่านี้รีบเซ็นเช็กรอไว้เลยดีกว่าครับ…
สถิติ สถิติ สถิติ
เอริค เทน ฮาก เป็นผู้จัดการทีมคนแรกของ แมนฯยูฯ ที่แพ้ในเกมเปิดสนามนับตั้งแต่ หลุยส ฟาน ฮาล เคยทำไว้ในวันที่พ่าย สวอนซี เมื่อปี 2014
ปาสกาล กรอส ยิง 6 ประตูในพรีเมียร์ลีกใส่ แมนฯยูฯ โดยมากกว่ายิงทีมอื่นๆถึง 2 เท่าและยังเป็นนักเตะของ ไบรท์ตัน ที่ยิงประตูใส่ทีมๆเดียวมากที่สุดในลีกอีกด้วย
เจมส์ แมดดิสัน มีส่วนร่วมโดยตรงกับ 13 ประตูในพรีเมียร์ลีกกับ เลสเตอร์ ในปี 2022 (ยิง 7 แอสซิสต์ 6) มีนักเตะอังกฤษเพียงคนเดียวที่ทำได้มากกว่าในปีปฏิทินนี้ (แฮร์รี่ เคน 21)
เวสต์แฮม ผ่านบอลในครึ่งแรกในเกมพบ แมนฯ ซิตี้ แค่ 106 ครั้ง เป็นสถิติการผ่านบอลในครึ่งแรกที่น้อยที่สุด 2 หนในบ้านโดยทั้ง 2 เกมพบ “เรือใบ” (106 ครั้งเกมนี้และ 92 เมื่อเดือนพฤษภาคม)
เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เป็นนักตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ debut แล้วเรียกจุดโทษและรับหน้าที่สังหารเองโดยคนแรกที่ทำไว้คือ อเล็กซานเดร ปาโต้ ของ เชลซี ในปี 2016 (พบ แอสตัน วิลล่า)
ฮาลันด์ ยังเป็นนักเตะรายที่ 2 ของ แมนฯซิตี้ ที่ยิงประตูในนัด debut ต่อจาก แซร์จิโอ อเกวโร่ เมื่อปี 2011