โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คืบหน้า 4 โครงการลงทุน PPP ใน EEC มูลค่าทะลุ 6.5 แสนล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 พ.ย. 2564 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2564 เวลา 03.51 น.

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน หรือ PPP (Public Private Partnership) ได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F 

โดยมีมูลค่าลงทุนรวมสูงถึง 654,921 ล้านบาท เป็นการลงทุนภาคเอกชน 416,080 ล้านบาท (ร้อยละ 64) และเป็นการลงทุนของภาครัฐ 238,841 ล้านบาท (ร้อยละ 36) โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนสุทธิ 210,352 ล้านบาท

ทั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จครั้งสำคัญของอีอีซี ที่ได้ขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อการลงทุนของประเทศ ภายใต้หลักคิด 4 ประการ ได้แก่

          1.ประเทศไทยก้าวไปสู่การพึ่งพาตนเอง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซีครั้งนี้ ไม่พึ่งพิงเงินกู้จากต่างประเทศต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่การลงทุนต้องกู้เงินต่างประเทศมาทำโครงการ อันจะทำให้เกิดภาระทางการคลังในระยะยาวที่ต้องทยอยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้

         2.เอกชนไทย ธุรกิจไทย แข็งแรง ร่วมกระบวนการพัฒนาประเทศได้ ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนแบบลงตัว สะท้อนถึงภาคเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งเป็นแกนหลักนำพันธมิตรบริษัทต่างชาติ มาร่วมทำงานให้คนไทยด้วยกัน แนวทางใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ คือ การใช้บริษัทไทย ใช้คนไทย และใช้เงินไทยในการลงทุนที่จะสร้างงานและเงินหมุนเวียนในประเทศ เกิดการทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจ (Multiplier effect) เพิ่มขึ้นหลายเท่า กว่ามูลค่าการลงทุน 6 แสนล้าน เกิดการสร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับบริษัทไทย รายใหญ่และรายเล็ก รวมทั้งระดับชุมชน นอกจากนั้นยังสร้างรายได้จากภาษี โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมจำนวนมาก

         3. รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ และได้ผลตอบแทนสุทธิสูงถึง 2 แสนล้านบาท สินทรัพย์ที่นำมาดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยบริหารร่วมกับเอกชนถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดมูลค่าลงทุนมากกว่า 650,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณของประเทศ และยังสร้างรายได้สุทธิให้กับภาครัฐ เป็นมูลค่าปัจจุบันมากกว่า 200,000 ล้านบาท

        4. เอกชนร่วมเสี่ยงกับภาครัฐ คือการสร้างมั่นใจในอนาคตของประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในอีอีซีทั้ง 4 โครงการ ที่เป็นการร่วมทุน รูปแบบ PPP แสดงให้เห็นว่า รัฐ-เอกชน สามารถร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ และการที่เอกชนมั่นใจนำเงินมาลงทุน ร่วมเสี่ยงกับรัฐบาล คือการการันตีความร่วมมือกันอย่างมั่นใจในอนาคต ทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การสร้างอนาคตใหม่ร่วมกันทั้งประเทศ รัฐ - เอกชน และประชาชน ให้แก่คนไทยทุกอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...