ICE เดินหน้าซื้อโกดัง แปลงเป็นศูนย์กักกันผู้อพยพครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
ICE เริ่มเดินหน้าซื้อโกดังขนาดยักษ์ทั่วสหรัฐ แปลงเป็นศูนย์กักกันผู้อพยพครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ หวังรองรับเป้าหมายเนรเทศ 1 ล้านคนต่อปี
วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 05.39 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้จะเผชิญการประท้วงจากชุมชนในเมืองเล็กและเมืองระดับกลางทั่วสหรัฐ แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าซื้อโกดังขนาดใหญ่เพื่อดัดแปลงเป็นศูนย์ควบคุมตัวผู้อพยพ ซึ่งอาจกลายเป็นการขยายขีดความสามารถด้านการกักกันผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
เพียงสองโกดังแรก รัฐบาลใช้งบซื้อรวมกันถึง 172 ล้านดอลลาร์ ขณะที่โกดังแห่งที่สามในเมืองเอลพาโซ รัฐเทกซัส หากสร้างตามแผน อาจรองรับผู้ถูกควบคุมตัวได้ถึง 8,500 เตียง และจะเป็นหนึ่งในเรือนจำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ดีลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนของ U.S. Immigration and Customs Enforcement (ICE) ที่เตรียมใช้โกดังมากถึง 23 แห่ง เพื่อกักตัวผู้อพยพหลายหมื่นคนจากการจับกุมเชิงรุกของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในมินนีแอโพลิสและเมืองอื่น ๆ ซึ่งได้จุดชนวนการปะทะกับผู้ประท้วง และนำไปสู่เหตุเจ้าหน้าที่วิสามัญพลเมืองสหรัฐเสียชีวิตแล้วอย่างน้อยสองราย
เมื่อวันที่ 16 มกราคม รัฐบาลจ่ายเงิน 102 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อโกดังใกล้เมืองเฮเกอร์สทาวน์ รัฐแมริแลนด์ และอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา จ่ายเงินสด 70 ล้านดอลลาร์ สำหรับโกดังในเมืองเซอร์ไพรส์ รัฐแอริโซนา อย่างไรก็ดีราคาดังกล่าวครอบคลุมเพียงการซื้อทรัพย์สินเท่านั้น โดย ICE ยังต้องว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อปรับปรุงอาคารให้เป็นสถานกักกัน พร้อมระบบสุขาภิบาล เตียง ที่รับประทานอาหาร และการบริหารจัดการทั้งหมด
โกดังในเอลพาโซถูกซื้อโดย Department of Homeland Security (DHS) แต่ราคายังไม่ถูกเปิดเผย ขณะที่ดีลอื่น ๆ ใกล้เสร็จสิ้น เช่น บริษัทของมหาเศรษฐีชาวแคนาดา จิม แพตทิสัน ตกลงขายโกดังในรัฐเวอร์จิเนียให้ผู้รับเหมารัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมยอมรับว่า ภายหลังจึงทราบถึงเจ้าของปลายทางและวัตถุประสงค์การใช้งาน และย้ำถึงความอ่อนไหวของประเด็นนโยบายคนเข้าเมือง
แรงต้านในระดับท้องถิ่นเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรม เมื่อผู้ว่าการเมืองโอกลาโฮมาซิตี เปิดเผยว่าเจ้าของโกดังแห่งหนึ่งตัดสินใจไม่ขายหรือให้เช่าทรัพย์สินแก่ ICE อีกต่อไป หลังเผชิญแรงกดดันจากสังคม
โกดังเหล่านี้ ซึ่งเดิมถูกออกแบบเป็นศูนย์กระจายสินค้าอีคอมเมิร์ซ สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางจากแผนเดิมของรัฐบาลที่เคยใช้งบกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ สร้างค่ายกักกันแบบเต็นท์ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ฟลอริดาเอเวอร์เกลดส์ และฐานทัพในเทกซัส เมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามแผนการดัดแปลงโกดังในเมืองต่าง ๆ ยังถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงเล็กน้อย ทำให้ชุมชนจำนวนมากออกมาต่อต้าน โดยกังวลทั้งประเด็นการเมืองคนเข้าเมืองและผลกระทบด้านผังเมือง เช่น ความใกล้กับบ้านและโรงเรียน ความสามารถของระบบน้ำและท่อระบายน้ำ ซึ่งทำให้ไม่ใช่ทุกหนึ่งใน 23 แห่งจะถูกแปลงเป็นศูนย์กักกันได้จริง
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ผู้ประท้วงกว่า 200 คนรวมตัวกันในเฮเกอร์สทาวน์ท่ามกลางอากาศหนาวจัด โดย วุฒิสมาชิกเดโมแครต คริส แวน ฮอลเลน ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์กำลังทำผ่าน DHS และ ICE คือหนึ่งในปฏิบัติการที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมที่สุด
เอกสารระบุว่า ศูนย์กักกันทั้ง 23 แห่งจะมีขนาดตั้งแต่ 500–9,500 เตียง หากสร้างครบ จะเพิ่มความจุได้อีกราว 76,500 เตียง ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวในความดูแลของ ICE แล้วกว่า 73,000 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด
รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการเนรเทศ 1 ล้านคนต่อปี จำเป็นต้องมีเตียงกักกันมากกว่า 100,000 เตียง นักกฎหมายจาก American Immigration Council เตือนว่า นั่นหมายถึงการขยายการจับกุมลึกเข้าไปในชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในสหรัฐมานาน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มการจับกุมอย่างเข้มข้น และขยายกลุ่มเป้าหมายไปถึงผู้ที่ถูกยกเลิกสถานะชั่วคราวกว่า 1 ล้านคน ส่งผลให้บางรายซึ่งยังมีสถานะถูกต้องถูกควบคุมตัว ก่อนถูกส่งไปสอบสวนในเทกซัส และต้องออกค่าเดินทางกลับเอง
แม้หลายพื้นที่ที่ถูกเลือกจะเป็นรัฐฐานเสียงรีพับลิกัน แต่การต่อต้านก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่นิวแฮมป์เชียร์ ยูทาห์ เทกซัส จอร์เจีย ไปจนถึงนิวยอร์ก โดยบางบริษัท เช่น กลุ่ม Ritchie ในซอลต์เลกซิตี ประกาศชัดว่าจะไม่ขายหรือให้เช่าโกดังแก่รัฐบาลกลาง
ข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจจำกัดในการขัดขวางการเปิดศูนย์กักกันของรัฐบาลกลาง แต่ยังสามารถชะลอได้ผ่านการไม่ขยายถนน สาธารณูปโภค หรือการปฏิเสธความสามารถรองรับของระบบน้ำและท่อระบายน้ำ
แรงผลักจากนโยบายจับกุมวันละ 3,000 คน และการพิจารณาคดีจากภายในสถานกักกัน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มพื้นที่ควบคุมตัว หลังจากก่อนหน้านี้เคยพึ่งพาบริษัทเรือนจำเอกชนอย่าง CoreCivic และ GEO Group ซึ่งยังมีเตียงสำรองรวมกว่า 30,000 เตียง
อย่างไรก็ดีค่ายกักกันแบบเต็นท์ที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น “Alligator Alcatraz” ในฟลอริดา และค่ายในเอลพาโซ ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องสภาพความเป็นอยู่ การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้เสียชีวิตในความดูแลของ ICE มากกว่า 30 รายในปีที่ผ่านมา สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี
นักกฎหมายและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า แม้การขยายศูนย์กักกันในโกดังอาจแก้ปัญหาพื้นที่ได้ แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพ สิทธิขั้นพื้นฐาน และการดูแลผู้เปราะบางยังคงเป็นโจทย์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง : www.bloomberg.com