โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘วรภัค’ ย้อนรอยฟองสบู่ทองคำ พุ่งแรงรอบนี้สะท้อนระบบการเงินโลกเปลี่ยน

The Bangkok Insight

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 04.06 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 04.06 น. • The Bangkok Insight

"วรภัค" วิเคราะห์ราคาทองคำ จากประวัติศาสตร์สู่ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ฟองสบู่ทองคำ แต่สะท้อนระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้ทองคำ กลายเป็นหลักยึดที่ดีที่สุด

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เพจเฟซบุ๊ก ถึงราคาทองคำที่ยังคงร้อยแรงในขณะนี้ โดยระบุว่า

ฟองสบู่ทองคำ

ประวัติศาสตร์ ฟองสบู่ ทองคำกับความศักดิ์สิทธิ์ของเงินตรา จาก Volcker Moment สู่โลกการเงินยุค Fiscal Dominance

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในช่วงปี 2568-2569 ไม่ได้เป็นเพียงรอบขาขึ้น ตามวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ และไม่ใช่ฟองสบู่จากแรงเก็งกำไรแบบที่เคยเกิดกับหุ้นหรือคริปโต หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อน ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ

หัวใจของทองคำไม่เคยอยู่ที่กำไร กระแสเงินสด หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ผูกพันโดยตรงกับเพียงสองตัวแปรเท่านั้น คือ

1. Real Yield และ 2. ความเชื่อมั่น (Trust) ต่อเงินตราและรัฐ

เพื่อทำความเข้าใจว่ารอบปัจจุบัน ต่าง จากอดีตอย่างไร จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูช่วงเวลาสำคัญที่ทองคำเคยพองตัวและยุบตัวลงจริงในประวัติศาสตร์

1. ปี 1980: The Volcker Moment - เมื่อรัฐยอมเจ็บเพื่อรักษาเงิน

ฟองสบู่ทองคำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อเนื่องถึงต้นปี 1980 ราคาทองพุ่งจากระดับราว 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังการล่มสลายของ Bretton Woods ไปแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 850 ดอลลาร์

แรงขับเคลื่อนในครั้งนั้น ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อหรือสงครามน้ำมัน แต่เป็นความเชื่อของประชาชนจำนวนมากว่า
ระบบเงินกระดาษ (Fiat Currency) กำลังจะล่มสลายโดยสิ้นเชิง

ทองคำจึงถูกมองไม่ใช่แค่สินทรัพย์สำรอง แต่เป็น เงินแท้ เพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ในโลก

ฟองสบู่นี้แตกลงได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่

Paul Volcker ในฐานะประธาน Fed เลือกขึ้นดอกเบี้ยไปเกือบ 20% แม้จะรู้ดีว่านั่นจะนำเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยและทำให้การว่างงานพุ่งสูง

นี่คือสัญญาณทางการเมืองและสถาบันที่ทรงพลังมาก ว่า รัฐเลือกปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของเงิน มากกว่าการรักษาการเติบโตระยะสั้น

Key takeaway: ทองคำจะ แตก ได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือเชิงศีลธรรม (credibility) ของเงินตราได้จริง และยอมเจ็บอย่างแท้จริงเพื่อรักษามันไว้

2. ปี 2011: The Missing Inflation - ฟองสบู่ที่ค่อย ๆ แฟบเพราะสมมติฐานผิด

รอบปี 2008–2011 ราคาทองคำปรับขึ้นแรงอีกครั้ง จากประมาณ 700 ดอลลาร์ไปสู่จุดสูงสุดใกล้ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังวิกฤตการเงินโลกและมาตรการ QE ขนาดมหาศาล

ในครั้งนี้ ทองคำถูกเก็งกำไรบนสมมติฐานเดียวคือ QE = Hyperinflation

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม เงินจำนวนมหาศาลที่ Fed อัดฉีดเข้าไป ติดค้างอยู่ในระบบธนาคาร ในรูปของ excess reserves ไม่ได้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริง เงินเฟ้อไม่มา Real yield ไม่ติดลบอย่างที่คาด

ราคาทองจึงไม่ได้แตก แบบปี 1980 แต่ค่อย ๆ อ่อนแรงลงเป็นเวลาหลายปี จากจุดสูงสุดในปี 2011 ไปสู่ระดับราว 1,050 ดอลลาร์ในปี 2015

บทเรียนของรอบนี้คือ: ถ้าความกลัวไม่ materialize ทองคำสามารถ deflate ได้ยาวนาน แม้จะไม่มีนโยบายรุนแรงมาทุบโดยตรง

3. รอบปัจจุบัน 2025–2026: Institutional Shift ไม่ใช่ Speculative Bubble

เมื่อเปรียบเทียบกับสองรอบในอดีต จะเห็นชัดว่ารอบปัจจุบันมีลักษณะต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

วรภัค ธันยาวงษ์

สิ่งที่เปลี่ยนไปเชิงโครงสร้าง

1. De-dollarization โดยสถาบัน ไม่ใช่โดยรายย่อย

ในอดีต ทองขึ้นเพราะคนกลัว แต่รอบนี้ผู้ซื้อหลักคือ ธนาคารกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และ BRICS+ ที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ

นี่ไม่ใช่ sentiment ชั่วคราว แต่เป็น การปรับพอร์ตเชิงนโยบาย

2. Fiscal Dominance ทำให้ Volcker Moment แทบเป็นไปไม่ได้

ในยุคปัจจุบัน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และประเทศหลักอยู่ในระดับสูงมาก หาก Fed พยายามขึ้นดอกเบี้ยจน real yield บวกแรงพอจะ ฆ่าทอง แบบปี 1980 ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลจะทำให้งบประมาณและเสถียรภาพทางการคลังพังลงทันที

กล่าวอีกแบบคือ นโยบายการเงินถูกผูกมัดด้วยนโยบายการคลัง

3. ความไม่สมบูรณ์ของระเบียบโลกใหม่

โลกยังไม่สามารถหาข้อตกลงใหม่แบบ Bretton Woods ได้ ดอลลาร์ยังไม่มีตัวแทนที่น่าเชื่อถือพอ สินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ผ่านบททดสอบด้านเสถียรภาพและอธิปไตย

ในภาวะสุญญากาศนี้ ทองคำจึงกลับมาทำหน้าที่เป็น Anchor ของระบบการเงินโลกโดยปริยาย

บทสรุป

ราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนความโลภหรือความตื่นกลัวแบบฉับพลัน แต่สะท้อน การเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างต่อระบบเงินตราปัจจุบัน

ตราบใดที่โลกยังไม่สามารถสร้าง

  • ระเบียบการเงินใหม่ที่น่าเชื่อถือ
  • กลไกทุนสำรองที่เป็นกลาง
  • หรือรัฐยังไม่สามารถยอมเจ็บเพื่อรักษาค่าเงินได้จริง

ทองคำจะยังไม่ใช่ ฟองสบู่ที่พร้อมแตก แต่จะเป็น หลักยึด (anchor) ของโลกการเงินที่ยังหาทางออกไม่ได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...