BabyLovett กับปรากฏการณ์ “โอนไว” สวนกระแสเด็กเกิดต่ำ เมื่อเสื้อผ้าเด็กกลายเป็นของสะสมที่ต้องแย่งชิง
เจาะขุมทรัพย์ “BabyLovett” ตลาดสินค้าเด็กยุค "เกิดน้อยแต่จ่ายหนัก" ที่ดันรายได้โต 4 เท่าใน 6 ปี ผ่านพลังของ Know-how 40 ปีที่ปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล จนสร้างปรากฏการณ์ Sold Out ที่ทำให้พ่อแม่ Gen Y ยอมโอนไวในหลักวินาที
10 มีนาคม 2569—ในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "สังคมสูงวัย" และอัตราการเกิดใหม่ที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนน่ากังวล หลายคนอาจมองว่าอุตสาหกรรมสินค้าแม่และเด็กกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง แต่ในความเป็นจริง ตลาดนี้กลับเกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ไม่ได้มองหาเพียง "เสื้อผ้า" แต่กำลังมองหา "Investment in Quality" สำหรับบุตรหลาน ส่งผลให้เทรนด์ Premiumization กลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนตลาดให้ขยายตัวสวนกระแสจำนวนประชากรเด็กที่ลดลง
BabyLovett (เบบี้โลเว็ต) คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนของแบรนด์ไทยที่อ่านเกมขาดในสมรภูมินี้ ด้วยการขยับตัวจาก SME รายเล็ก ขึ้นสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในหมวดเสื้อผ้าเด็กบนแพลตฟอร์มลาซาด้า (Lazada) โดยสามารถผลักดันรายได้ให้เติบโตขึ้นกว่า 4 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี พร้อมสร้างปรากฏการณ์สินค้าหมดสต็อก (Sold Out) หลายพันชิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเปิดตัวคอลเลกชันใหม่
Bridge the Gap: ช่องว่างที่มูลค่ามหาศาล
ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน โครงสร้างตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทยถูกแบ่งออกเป็น "Barbell Shape" หรือรูปทรงดัมเบลที่มีสองขั้วชัดเจน คือ แบรนด์หรูนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงลิ่ว กับสินค้าทั่วไปที่เน้นกลยุทธ์ราคาแต่ขาดมาตรฐานความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ เก๋–ลภัสนันท์ และ ใหม่–ธัญลักษณ์ ดิลกอัศวโรจน์ สองพี่น้องผู้ร่วมก่อตั้ง มองเห็น "ช่องว่างตรงกลาง" (The Sweet Spot) ที่ยังไม่มีใครเข้ามาเติมเต็ม
พวกเขาเลือกนำต้นทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) จากธุรกิจครอบครัวที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเด็กมานานกว่า 40 ปี มาต่อยอดผ่านการดีไซน์และมาตรฐานการผลิตระดับสากล ภายใต้ปรัชญาการทำธุรกิจที่เน้นความ "จริงใจ" ทั้งในด้านราคาและคุณภาพ
"เราไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้าเด็ก แต่เราขายความสบายใจให้คนเป็นพ่อแม่" — ลภัสนันท์ ดิลกอัศวโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง BabyLovett
เมื่อ Storytelling ทำงานควบคู่กับ Data-Driven
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BabyLovett แตกต่างคือการไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ผลิต แต่คือการเป็น "นักเล่าเรื่อง" (Storyteller) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าผ่านคอลเลกชันลิมิเต็ดต่างๆ เช่น การร่วมมือกับ Disney หรือการออกธีมเทศกาลที่สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้บริโภค การสร้าง "ความหมาย" ลงไปในทุกฝีเข็มทำให้สินค้าของแบรนด์กลายเป็นของสะสม (Collectible Items) ที่พ่อแม่เฝ้ารอคอย
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้ยั่งยืนได้ BabyLovett จึงเลือกใช้ Data Insight จากช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่าง LazMall มาเป็นเข็มทิศในการบริหารจัดการ Supply Chain ตั้งแต่การวิเคราะห์ช่วงอายุของเด็กที่มีความต้องการสูงสุด ไปจนถึงรอบการซื้อซ้ำ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการบริหารสต็อกสินค้าและออกแบบคอลเลกชันใหม่ให้แม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการค้างสต็อก (Dead Stock) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร
ในแคมเปญใหญ่อย่าง 11.11 แบรนด์สามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และนำไปสู่ยอดขายรวมระดับ 200 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากกลยุทธ์ที่ยึดเอาผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) อย่างแท้จริง
Scale Up: จาก Local Hero สู่ Regional Player
ก้าวต่อไปของ BabyLovett คือการขยายขอบเขตจากเสื้อผ้าเด็กอ่อนสู่สินค้าที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยของครอบครัว (Family Lifestyle) และที่น่าจับตามองที่สุดคือเป้าหมายในการขยายปีกสู่ตลาด Southeast Asia ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตของกลุ่มสินค้าพรีเมียมสำหรับเด็กสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
การปรับตัวจากการเป็น SME ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิต มาสู่การเป็น "Top of Mind Brand" ในใจพ่อแม่ยุคใหม่ คือบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญว่า ในโลกของการค้าสมัยใหม่ "คุณภาพที่พิสูจน์ได้" และ "การเลือกแพลตฟอร์มที่ใช่" คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถข้ามผ่านกำแพงด้านประชากรศาสตร์ไปได้
"หมุดหมายของเราคือการเป็น ‘เพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุด’ ของทุกครอบครัว… เพราะเราเชื่อว่า Journey of Happiness เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน"