โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไม่รอด! ศาลสั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา 2 แกนนำ คปท.

สยามนิวส์

เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 07.30 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ387/2568 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนัสเซอร์ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นจำเลยที่ 1 และนายพิชิต แกนนำ คปท. เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ387/2568 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนัสเซอร์ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นจำเลยที่ 1 และนายพิชิต แกนนำ คปท. เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

โจทก์ระบุว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าพนักงาน และจำเลยทั้งสองเป็นผู้เชิญชวนหรือนัดหมายให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบให้การชุมนุมเป็นไปโดยความเรียบร้อย

แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองปล่อยปละละเลยให้ผู้ชุมนุมตั้งเต็นท์และเพิงพักบนพื้นผิวการจราจร 2 ช่องทางบนถนนพิษณุโลก และนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถที่เหลืออีก 2 ช่องทาง พร้อมวางกรวยกีดขวางบนทางสาธารณะ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถโดยสารที่นำมาจอดขวาง

เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้มีหนังสือแจ้งประกาศให้แก้ไขการชุมนุมสาธารณะรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่ง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 (4) และมาตรา 31

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว รับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งจริง และระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมได้ตั้งเต็นท์พักแรมบนพื้นผิวจราจร 2 ช่องทางของถนนพิษณุโลก รวมทั้งในเวลากลางคืนยังนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถที่เหลือทั้งหมด พร้อมวางกรวยกีดขวางบนทางสาธารณะ จนเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถโดยสารดังกล่าว

ศาลยังรับฟังว่า เจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมได้ออกประกาศให้แก้ไขการชุมนุมรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไข ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้เลิกการชุมนุมภายใน 7 วัน ผู้ชุมนุมจึงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่

จากการไต่สวน พยานทั้งสองฝ่ายเบิกความสอดคล้องกันว่า ผู้ชุมนุมมีการตั้งเต็นท์ ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำป้ายรถเมล์ชั่วคราว เล่นดนตรี ตั้งเวทีปราศรัย และจอดรถในช่องเดินรถ รวมถึงบริเวณประตูเข้า-ออกมหาวิทยาลัยเพื่อขนส่งอาหาร ทำให้รถไม่สามารถสัญจรเข้าออกได้ตามปกติ

พยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่และอาจารย์มหาวิทยาลัยเบิกความว่า การชุมนุมก่อให้เกิดการจราจรติดขัดสะสม สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน นักศึกษา และบุคลากร โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน นักศึกษากว่า 700 คนได้รับผลกระทบ ต้องเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้เข้าเรียนสายหรือไม่สามารถเข้าเรียนได้ และมีการลงลายมือชื่อยืนยันความเดือดร้อนดังกล่าว

นอกจากนี้ การย้ายป้ายรถเมล์ชั่วคราวไปตั้งในจุดโค้งอันตราย และการนำรถมาจอดขวางถนน ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปรากฏว่ามีรถยนต์ขับชนรถที่ผู้ชุมนุมนำมาจอดขวางถนนจริง

ศาลพิเคราะห์ถึงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่มุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยสาธารณะ และสิทธิของประชาชนทั่วไป เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการคำนึงถึงสิทธิของตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ประชาชน

ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานให้แก้ไขการชุมนุมแล้ว แต่กลับไม่ปฏิบัติตาม อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งตามกฎหมาย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าไม่สามารถจัดการชุมนุมในพื้นที่อื่นได้ และการที่ศาลแพ่งเคยยกคำร้องหลายครั้ง ไม่เป็นเหตุอันสมควรให้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 (4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน และเมื่อพิจารณาจากประวัติการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง เห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำคุก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...