โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอยง พูดแล้วไม่ระบาดใหญ่ เตือนเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันไวรัสนิปาห์

มุมข่าว

เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 02.38 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
หมอยง พูดแล้วไม่ระบาดใหญ่ เตือนเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันไวรัสนิปาห์

วันที่ 26 มกราคม 2569 นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้ความรู้เรื่อง โรคนิปาห์ ความเสี่ยงและการป้องกันในประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับโรค การแพร่ระบาด และแนวทางรับมืออย่างรอบด้าน

นพ.ยง ระบุว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่รู้จักกันมานานเกือบ 30 ปี มีองค์ความรู้และการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง การวินิจฉัยโรคไม่ซับซ้อน ลักษณะอาการผู้ป่วยจะมีไข้สูง โดยหากเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เคยระบาดในประเทศมาเลเซีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการสมองอักเสบ แต่ในระยะหลังที่พบการระบาดในบางประเทศแถบเอเชียใต้ รวมถึงอินเดีย อาการที่พบส่วนใหญ่จะเป็นทางปอดหรือปอดอักเสบมากกว่า

สำหรับรูปแบบการติดต่อ นพ.ยง อธิบายว่า สายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้จะติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยตรง ไม่มีสัตว์ตัวกลาง ต่างจากการระบาดในมาเลเซียที่มีหมูเป็นตัวกลางรับเชื้อจากค้างคาวก่อนแพร่สู่คน

ในด้านการแพร่กระจายของโรค ระบุว่า โรคนิปาห์มีอำนาจการกระจายโรคค่อนข้างต่ำ อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้เพียง 0.2 ถึง 0.8 คน ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ที่มีค่าอยู่ประมาณ 1.5 ถึง 2 ดังนั้น หากอำนาจการกระจายโรคต่ำกว่า 1 จะไม่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ แต่จะพบการระบาดเป็นวงจำกัด เช่น ภายในครอบครัว หรือในกลุ่มแพทย์พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย

นพ.ยง ระบุเพิ่มเติมว่า การระบาดของโรคนิปาห์มักพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่องไปจนถึงเอเชียใต้ เนื่องจากมีค้างคาวกินผลไม้ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยสายพันธุ์ที่เคยระบาดในมาเลเซียกับสายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้มีความแตกต่างกัน ทำให้ลักษณะอาการและรูปแบบการติดต่อแตกต่างกันด้วย

สำหรับการระบาดในอินเดียที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นสายพันธุ์ของเอเชียใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยตรง ผ่านการสัมผัสหรือการบริโภคน้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ได้ผ่านการต้ม โดยลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับการบริโภคน้ำตาลสดจากต้นตาลหรือต้นมะพร้าวในประเทศไทย จึงถือเป็นข้อเตือนใจให้ประชาชนควรต้มน้ำตาลสดก่อนบริโภคทุกครั้ง

มาตรการป้องกันที่สำคัญในประเทศไทย คือการป้องกันการติดเชื้อจากค้างคาว โดยควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ดิบหรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ดิบที่อาจปนเปื้อนจากค้างคาว รวมถึงการควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชนมากเกินไป โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ

ในด้านการเฝ้าระวังในคน (Surveillance) ให้ความสำคัญกับการติดตามผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า หรือเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในเอเชียใต้ รวมถึงการมีระบบรายงานโรคที่รวดเร็วแบบ Event-based surveillance

การป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่คน จำเป็นต้องแยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล (Infection Prevention and Control: IPC) โดยใช้ Standard precautions ร่วมกับ Contact และ Droplet precautions และให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข ทั้งห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจยืนยันโรคได้ตามระดับความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม แนวทางการสอบสวนโรคและควบคุมการระบาดที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกซ้อมแผนรับมือโรคอุบัติใหม่ด้านสาธารณสุข

ท้ายที่สุด นพ.ยง เน้นย้ำถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน โดยให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกต้อง ลดความตื่นตระหนก แต่ส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันที่เหมาะสม และทำงานร่วมกับชุมชนหรือ community engagement เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...