โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เครดิตบูโรเตือน NPL กลุ่ม SME จ่อขาขึ้น หวั่นแบงก์เข้มปล่อยกู้ดันลูกหนี้ซบนอกระบบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 14.36 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 07.36 น.

เครดิตบูโรเผยหนี้เสีย NPL ปี 68 พุ่ง 9.6% ห่วงกลุ่ม SME รายย่อยผิดนัดชำระหนี้ต่อเนื่อง จับตาแบงก์เข้มปล่อยกู้ทำลูกหนี้หันสู่หนี้นอกระบบ ชี้หนทางแก้หนี้เศรษฐกิจต้องดีเพิ่มรายได้ และช่วยเติมเงินทุน

17 ก.พ. 2569 - ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยว่า ในภาพรวมของปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ามูลค่าหนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะที่สถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของสินเชื่อไม่ค่อยขยายตัว

อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าหนี้จะทรงตัว แต่สถานการณ์ของหนี้เสียหรือ NPL กลับมีทิศทางที่เป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วน NPL ของหนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9% ต้น ๆ

“NPL ยังคงมีลักษณะไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแบบชันมาก แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่กราฟของหนี้ครัวเรือนในภาพรวมของประเทศมีลักษณะเป็นเหมือน 'ที่ราบสูง' คือไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในขณะนี้ทางเครดิตบูโรกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อมูลเชิงลึกแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น”

ดร.ลัษมณ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือกลุ่มหนี้ที่เรียกว่า Special Mention (SM) หรือกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเห็นอาการค้างชำระ (Stage 2) ซึ่งในภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะระบุว่ากลุ่ม SM เหล่านี้จะไหลกลายเป็น NPL มากน้อยเพียงใดนั้นยังทำได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องเขื่อนกั้นซึ่งก็คือมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทันทีที่เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี เพื่อไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย

ด้วยเหตุนี้ เส้นกราฟข้อมูลจึงมีความผันผวนขึ้นลงตามจังหวะการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ถึงแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เส้น NPL ก็ยังคงไต่ระดับขึ้นอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ที่ลูกหนี้บางรายแม้จะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังกลับมามีปัญหาซ้ำจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่เป็นรอบที่สองหรือสาม ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเห็นภาพลูกหนี้กลุ่มนี้ชัดเจนกว่าข้อมูลในภาพรวมขนาดใหญ่ของเครดิตบูโร

สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ในยุคที่มีรัฐบาลใหม่ มองว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นความตั้งใจที่ดีในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารและบริษัทในเครือ และมีความตั้งใจที่จะขยายผลไปยังกลุ่ม Non-bank ในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้มีการลงนามร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อจัดทำระบบและเริ่มนำลูกหนี้เข้าสู่โครงการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นข้อมูลรายงานผลในช่วงสิ้นเดือนนี้

“การแก้หนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการเติมเงิน หรือเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งรายได้ของประชาชนจะกลับมาได้นั้นต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งผลักดัน”

ดร.ลัษมณ กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 ทางเครดิตบูโรคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะใกล้เคียงเดิม คือ หนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่งสูงขึ้นมากเพราะสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ แต่คุณภาพหนี้ (NPL) ยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วงและอาจจะเห็นการไต่ระดับขึ้นต่อ หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจจะดูดีขึ้นหรือลดลงในเชิงตัวเลข แต่ในชีวิตจริง ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคลในระดับที่สูงมาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ขณะเดียวกันจุดที่น่ากังวลที่สุด คือ กลุ่ม “สินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ” ซึ่งสะท้อนถึงเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากกลุ่มนี้มีปัญหา NPL สูง จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้

“เมื่อระบบธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น ก็มีความกังวลว่าลูกหนี้ที่เคยอยู่ในระบบอาจจะไหลออกสู่หนี้นอกระบบได้ ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นข้อมูล และมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากจนซ้ำเติมชีวิตผู้คน”

นอกจากนี้ ในกลุ่มภาคธุรกิจ พบว่า NPL ในกลุ่ม Micro-SME และกลุ่ม Small SME ยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ต่างจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่สถานการณ์ NPL ยังคงทรงตัว แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องติดตามเพิ่มคือสภาวะในตลาดหนี้ (Bond Market)

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...