เครดิตบูโรเตือน NPL กลุ่ม SME จ่อขาขึ้น หวั่นแบงก์เข้มปล่อยกู้ดันลูกหนี้ซบนอกระบบ
เครดิตบูโรเผยหนี้เสีย NPL ปี 68 พุ่ง 9.6% ห่วงกลุ่ม SME รายย่อยผิดนัดชำระหนี้ต่อเนื่อง จับตาแบงก์เข้มปล่อยกู้ทำลูกหนี้หันสู่หนี้นอกระบบ ชี้หนทางแก้หนี้เศรษฐกิจต้องดีเพิ่มรายได้ และช่วยเติมเงินทุน
17 ก.พ. 2569 - ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยว่า ในภาพรวมของปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ามูลค่าหนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะที่สถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของสินเชื่อไม่ค่อยขยายตัว
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าหนี้จะทรงตัว แต่สถานการณ์ของหนี้เสียหรือ NPL กลับมีทิศทางที่เป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วน NPL ของหนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9% ต้น ๆ
“NPL ยังคงมีลักษณะไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแบบชันมาก แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่กราฟของหนี้ครัวเรือนในภาพรวมของประเทศมีลักษณะเป็นเหมือน 'ที่ราบสูง' คือไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในขณะนี้ทางเครดิตบูโรกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อมูลเชิงลึกแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น”
ดร.ลัษมณ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือกลุ่มหนี้ที่เรียกว่า Special Mention (SM) หรือกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเห็นอาการค้างชำระ (Stage 2) ซึ่งในภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะระบุว่ากลุ่ม SM เหล่านี้จะไหลกลายเป็น NPL มากน้อยเพียงใดนั้นยังทำได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องเขื่อนกั้นซึ่งก็คือมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทันทีที่เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี เพื่อไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย
ด้วยเหตุนี้ เส้นกราฟข้อมูลจึงมีความผันผวนขึ้นลงตามจังหวะการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ถึงแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เส้น NPL ก็ยังคงไต่ระดับขึ้นอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ที่ลูกหนี้บางรายแม้จะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังกลับมามีปัญหาซ้ำจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่เป็นรอบที่สองหรือสาม ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเห็นภาพลูกหนี้กลุ่มนี้ชัดเจนกว่าข้อมูลในภาพรวมขนาดใหญ่ของเครดิตบูโร
สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ในยุคที่มีรัฐบาลใหม่ มองว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นความตั้งใจที่ดีในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารและบริษัทในเครือ และมีความตั้งใจที่จะขยายผลไปยังกลุ่ม Non-bank ในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้มีการลงนามร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อจัดทำระบบและเริ่มนำลูกหนี้เข้าสู่โครงการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นข้อมูลรายงานผลในช่วงสิ้นเดือนนี้
“การแก้หนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการเติมเงิน หรือเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งรายได้ของประชาชนจะกลับมาได้นั้นต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งผลักดัน”
ดร.ลัษมณ กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 ทางเครดิตบูโรคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะใกล้เคียงเดิม คือ หนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่งสูงขึ้นมากเพราะสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ แต่คุณภาพหนี้ (NPL) ยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วงและอาจจะเห็นการไต่ระดับขึ้นต่อ หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจจะดูดีขึ้นหรือลดลงในเชิงตัวเลข แต่ในชีวิตจริง ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคลในระดับที่สูงมาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ขณะเดียวกันจุดที่น่ากังวลที่สุด คือ กลุ่ม “สินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ” ซึ่งสะท้อนถึงเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากกลุ่มนี้มีปัญหา NPL สูง จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้
“เมื่อระบบธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น ก็มีความกังวลว่าลูกหนี้ที่เคยอยู่ในระบบอาจจะไหลออกสู่หนี้นอกระบบได้ ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นข้อมูล และมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากจนซ้ำเติมชีวิตผู้คน”
นอกจากนี้ ในกลุ่มภาคธุรกิจ พบว่า NPL ในกลุ่ม Micro-SME และกลุ่ม Small SME ยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ต่างจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่สถานการณ์ NPL ยังคงทรงตัว แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องติดตามเพิ่มคือสภาวะในตลาดหนี้ (Bond Market)