NEWS UPDATE: งานวิจัยชี้ คุณพ่อมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพลูกในระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ แต่ส่งผลถึงร่างกาย
ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่าบทบาทของพ่ออาจมีอิทธิพลต่อสุขภาพร่างกายของลูกในระยะยาวมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในช่วงปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่ร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กกำลังพัฒนารายงานจาก The New York Times อ้างอิงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่พบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เพียงช่วยเรื่องความผูกพันหรือพัฒนาการทางอารมณ์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดสุขภาพของเด็กเมื่อโตขึ้นด้วยนักวิจัยติดตามครอบครัวจำนวนหลายร้อยครอบครัว โดยบันทึกพฤติกรรมการเล่นและการดูแลลูกของพ่อแม่ตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 10 เดือน ไปจนถึงวัย 2 ขวบ และติดตามผลสุขภาพของเด็กต่อเนื่องจนถึงวัย 7 ขวบผลการศึกษาพบว่า เด็กที่มีพ่อซึ่งแสดงออกถึงความอบอุ่น ใส่ใจ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม มักมีแนวโน้มที่จะมีตัวชี้วัดสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่อโตขึ้น เช่น ระบบการเผาผลาญที่ดีกว่า และระดับการอักเสบในร่างกายที่ต่ำกว่าในทางกลับกัน งานวิจัยยังพบว่า หากพ่อมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในครอบครัว เช่น การไม่ให้ความร่วมมือกับแม่ หรือมีท่าทีแข่งขันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูก อาจส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มเกิดสัญญาณสุขภาพที่น่ากังวลมากขึ้นเมื่อโต เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น หรือมีตัวบ่งชี้การอักเสบในร่างกายมากกว่ากลุ่มอื่นนักวิจัยมองว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดที่เด็กได้รับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการพัฒนาระบบต่างๆ ของร่างกายในระยะยาวผู้เชี่ยวชาญระบุว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าแม่มีบทบาทน้อยลง แต่ต้องการสะท้อนว่าพ่อมีความสำคัญไม่แพ้กันและการสนับสนุนให้พ่อมีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตลูก อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีให้เด็กในอนาคตทั้งนี้ นักวิจัยเสนอว่า สังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบสนับสนุนพ่อมือใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลางานดูแลลูก การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงดู หรือการสร้างวัฒนธรรมที่มองว่าการดูแลลูกไม่ใช่หน้าที่ของแม่เพียงฝ่ายเดียวรายงานดังกล่าวกำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะสะท้อนภาพใหม่ของบทบาทพ่อในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เพียงผู้หาเลี้ยงครอบครัว แต่เป็นผู้มีผลต่อสุขภาพชีวิตของลูกตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มอย่างแท้จริงอ้างอิงnytimes