กกร. หนักใจภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นไทยตกต่ำ อาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน
“กกร. และ เพื่อนไม่ทน” ห่วงคะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นไทยตกต่ำ กระทบความเชื่อมั่นลงทุนและเป้าหมาย OECD เสนอรัฐบาลและภาครัฐเร่งดำเนินการแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ
จากผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ห่วงว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม
โดยเฉพาะประเด็นที่คะแนนลดลงในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ กกร. และเพื่อน ๆ ภาคเอกชน ต้องออกมาขับเคลื่อนคณะทำงาน zero corruption อย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
กกร. และเครือข่าย เห็นว่าแม้ปัจจุบันรัฐบาลจะอยู่ในสถานะรักษาการ แต่ยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและสั่งการเชิงบริหารเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงควรเร่งดำเนินการยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และเสริมความเป็นอิสระ โปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และที่สำคัญคือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น
นอกจากนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทน เสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ (Connect-the-Dots) เพื่อให้มี Data Bureau สามารถเกิดการบังคับใช้ได้อย่างเป็นระบบ โดยประสานหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล-หน่วยงานบังคับใช้-ภาคเอกชน
แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วและการที่ภาคเอกชนมาขับเคลื่อนกระตุ้นเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่ชัดเจนและการลงมือทำจริงไม่ใช่ดีแต่พูดหาเสียง ”กกร. และเพื่อนไม่ทน“ ยังจะดำเนินการต่อ กรอบดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้แก่
- ปลูกฝังจิตสำนึก – สร้างวัฒนธรรมองค์กรและสังคมที่ยึดประโยชน์ส่วนรวม
- นโยบายต่อต้านการทุจริต – กำหนดมาตรฐานชัดเจน ครอบคลุมการคัดเลือกบุคลากร ประเมินผล และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
- ระบบบริหารความเสี่ยง – วิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงการทุจริตเชิงโครงสร้าง
- เทคโนโลยีและข้อมูล – ใช้ Big Data และระบบดิจิทัลตรวจจับความผิดปกติ
- การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) – เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล
- ช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย – สะดวก รวดเร็ว และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม
ระยะต่อไป ประเด็นที่ กกร. และเพื่อนไม่ทน จะดำเนินการต่อจากการสำรวจการเลือกตั้ง คือ 10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย “สินบน กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาตอนุมัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ”
สุดท้าย กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็น “ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ไม่สามารถเกิดการยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต
ทั้งนี้ ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศไทย และผลักดันให้ “ความโปร่งใส” เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการค้า การลงทุนในประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย และการเพิ่มรายได้ของคนไทย และการเติบโตที่มีคุณภาพ และยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กกร. หนักใจภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นไทยตกต่ำ อาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net