โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรุงศรี ส่องหุ้นกลุ่มการบิน ปัจจัยสงคราม-ราคาน้ำมันกดดัน

ทันหุ้น

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#ทันหุ้น-บล.กรุงศรี ออกกบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มการบิน ซึ่งมีมุมมองเชิงลบ จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่รุนแรง เมื่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐใช้กกองกำลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยมีประเด็นหลักคือข้อพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนไปยังอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่งทั่วภูมิภาค

นอกจากนี้อิหร่านยังประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ทั้งในแง่ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น

ฝ่ายวิจัยกรุงศรี มองว่าเหตุการณ์สงครามดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อกลุ่มสายการบิน ได้แก่รายได้ที่มีความเสี่ยงลดลง เนื่องจากข้อจำกัดการเดินทางในพื้นที่ที่เกิดเหตุ และความกังวลของผู้โดยสารวึ่งอาจกดดันความต้องการเดินทางในภูมิภาคใกล้เคียง และอีกประการคือต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 30-40% ของต้นทุนรวมของสายการบิน

โดยในด้านราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น มองว่า AAV มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากเป็นสายการบินราคาประหยัดที่มีอัตรากำไรต่ำ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นจากสมมติฐาน 85 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปถึงช่วง 89.2–114.2 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลประกอบการของ AAV มีโอกาสพลิกเป็นขาดทุนทันทีเมื่อราคาน้ำมันแตะระดับ 97.5 ดอลลาร์/บาร์เรล

ขณะที่ THAI แม้มีความเสี่ยงรองลงมา แต่ก็ยังเปราะบางเพราะต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของต้นทุนรวม

ส่วน BA มีความเสี่ยงต่อรายได้สูงที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนผู้โดยสารจากยุโรปและตะวันออกกลางราว 20% ของทั้งหมด และพึ่งพารายได้จากสายการบิน Codeshare ประมาณ 10-20% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายการบินจากภูมิภาคดังกล่าว ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดน่านฟ้า ขณะที่THAI แม้มีรายได้จากเส้นทางยุโรปราว 40% แต่เป็นเที่ยวบินระยะไกลที่ไม่ต้องแวะพักในตะวันออกกลาง จึงไม่ได้รับผลกระทบตรง แต่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนเพิ่มขึ้น
จากการบินอ้อม ส่วน AAV มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เพราะเส้นทางบินหลักอยู่ในประเทศและภูมิภาคอาเซียน

**กลยุทธ์ลงทุน

ในระยะสั้น มองว่ากลุ่มสายการบินเผชิญแรงกดดันเชิงลบจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมีความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและรายได้ต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นปัจจัยหลักอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่ 89.2–114.2 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลประกอบการของกลุ่มอาจถูกกดดันลงราว -5% ถึง -36% โดย AAV มีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูงที่สุด ขณะที่ BA มีความเสี่ยงด้านรายได้มากที่สุดจากโครงสร้างลูกค้าและเส้นทางบิน

ส่วนผู้ให้บริการสนามบินอย่าง AOT และผู้ให้บริการจราจรทางอากาศในกัมพูชาอย่าง SAV มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากรายได้ไม่ได้พึ่งพิงโดยตรงต่อเส้นทางตะวันออกกลาง อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้คิดเป็นเพียง 1-2% ของนักท่องเที่ยวรวมในไทย จึงช่วยจำกัดผลกระทบโดยรวมต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ขณะที่มุมมองในระยะยาว มองว่า ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน คาดปี 2569 มีนักท่องเที่ยรวม 35.5 ล้านคน เติบโต +8% y-y ขณะที่ธุรกิจสนามบิน (AOT) ได้แรงบวกจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร และ BA มีปัจจัยหนุนจากความชัดเจนของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา จึงยังคงมุมมองเชิงบวก (Bullish) ต่อหุ้นกลุ่มการบิน

โดยเลือก BA เป็น Top pick (Buy, TP 25 บาท) จากสองปัจจัยหลัก คือ(1) Catalyst โครงการอู่ตะเภา และ (2) Dividend Yield ที่คาดสูง5-6% ต่อปีโดยงวดครึ่งหลังปี 2568 มีการประกาศจ่ายเงินปันผล 0.70 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 4.3% (xd 11 มี.ค. จ่าย 22เม.ย.)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...