สมรภูมิร้อนในมือ ‘อนุทิน’ ลุยตั้งรัฐบาล-ฝ่าดงสงคราม
“การจัดสรรตำแหน่งภายในพรรคสีน้ำเงินจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องบริหารสมดุลผลประโยชน์และลดแรงกระเพื่อมภายใน ไม่ให้เกิดการแย่งชามข้าว”
หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อรวม 499 คน ครบร้อยละ 95 ตามรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 15 วัน โดยสภาจะประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุมสภานัดแรก
วาระแรกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการประเมินว่าอาจเกิดขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม หรือไม่ก็วันที่ 19 มีนาคม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี และคาดว่าภายในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม 2569 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการด้วยอำนาจเต็มร้อย
แม้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะย้ำว่ายังไม่ได้เปิดดีลเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องรอการเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน รวมถึงการตัดสินใจว่าพรรคใดจะเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในทางการเมืองต่างรับรู้กันดีว่าการพูดคุยเบื้องต้นได้เกิดขึ้นแล้ว
สูตรรัฐบาลที่ถูกประเมินในเวลานี้ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทยและพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง รวมถึงพรรคขนาดเล็ก 1 เสียงอีกหลายพรรค รวมแล้วประมาณ 292 เสียง
การจัดสรรตำแหน่งภายในพรรคสีน้ำเงินจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องบริหารสมดุลผลประโยชน์และลดแรงกระเพื่อมภายใน ไม่ให้เกิดการ แย่งชามข้าว นำมาซึ่งปัญหาในวันข้างหน้าจนพรรคแตก
เนื่องจากขณะนี้มีบ้านใหญ่เข้าสังกัดมากกว่า 60-70 ตระกูล ผสมกับกลุ่มคนทำงานมานานและคนรุ่นใหม่ ขณะที่ก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยมีธรรมเนียมไม่ปรับเปลี่ยนบุคคลบ่อย เพื่อป้องกันแรงกระเพื่อมจากผู้ที่ผิดหวัง จะต้องเปลี่ยนเป็นสูตร คนละครึ่ง หรือไม่ โดยพรรคมีโควตา 14 กระทรวง รวม 19 ตำแหน่งทางการเมือง
เบื้องต้นกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของภูมิใจไทย ได้แก่ มหาดไทย การคลัง พาณิชย์ การต่างประเทศ คมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยวและกีฬา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม ยุติธรรม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี
ในส่วนของบุคคลภายนอกที่มีบทบาทและสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล เช่น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเป็น “บิ๊ก ด.” ตามกระแสข่าวหรือไม่
ความวุ่นวายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพรรคภูมิใจไทย เพราะในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทย ก็เกิดการแข่งขันภายใน และตัดขากันเองอย่างหนักจากการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยอ้างกระแสการปรับภาพลักษณ์รัฐบาลให้มีคนรุ่นใหม่มากขึ้น ไม่เอา “2 ส.”
ขณะเดียวกันยังมีประเด็นคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มข้นขึ้นตามคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระแสคดี “เบน สมิธ” ที่ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ และศาลแพ่งมีคำสั่งยึดทรัพย์เครือข่าย “ยิม เลียก, เบน สมิธ, เฉิน จื้อ, ก๊ก อาน” รวมกว่า 13,074 ล้านบาท ทำให้นักการเมืองหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงความเชื่อมโยง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการปรับรายชื่อกันอย่างต่อเนื่อง เช่นชื่อ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากนายทุนแป้งมันพันล้าน ถูกดันขึ้นเป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ไปเป็น รมว.แรงงาน, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่ง รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ส่วนตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ยังมีชื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยังคงอยู่ที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์, ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ถูกปรับไปคุม รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนชื่อ สมศักดิ์ เทพสุทิน หายไปจากโผ ครม.แล้ว
โดยภาพรวมโควตาของพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยอีก 3 ตำแหน่ง ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในโควตาเพื่อไทยยังเป็น มนพร เจริญศรี โยนออกมาเพื่อลดการแย่งชิงในฝ่ายบริหาร ขณะที่พรรคเล็กต่างๆ ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 3 เก้าอี้
ความปั่นป่วนภายในเพื่อไทยทำให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความไม่เป็นเอกภาพของพันธมิตรอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพรัฐบาลในระยะยาวหรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยังดัน บุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งเรื่องภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสีเทา หรือต่อรองกระทรวงมากเกินไป และหากพรรคเพื่อไทยไม่ยอม อะไรจะเกิดขึ้น จะเกิดปัญหาหรือไม่
แต่ “ภูมิใจไทย” ก็ยังมี แต้มต่อทางการเมือง เพราะมีทางเลือกทางการเมืองสำรอง หากการต่อรองกับเพื่อไทยไม่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งสัญญาณพร้อมร่วมรัฐบาลโดยแทบไม่มีเงื่อนไข
โดยเฉพาะกรณีของกล้าธรรมที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางคดี หลังดีเอสไอและ ปปง.เข้าตรวจค้นบ้าน ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เพื่อหาหลักฐานคดีเว็บพนันออนไลน์ และมีคำสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 158 ล้านบาท ทำให้สถานะต่อรองทางการเมืองของพรรคไม่เหลือ ส่อติดลบ
ขณะเดียวกันยังมีสัญญาณจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หากเข้าร่วมรัฐบาลจะไม่ขอร่วมคณะรัฐมนตรี ไม่ต่อรองเกรดกระทรวง และไม่ใช้สูตรจำนวน สส.ต่อรัฐมนตรีเหมือนในอดีต ก็เท่ากับข้อกังวลต่างๆ ถูกปลดลง
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นำ สส. 5 คน ไปรายงานตัวต่อสภา พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าต้องการร่วมรัฐบาล
สอดรับกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. แสดงท่าทีเป็นมิตรต่อพรรคภูมิใจไทย และสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเพื่อแก้ปัญหาประเทศ
ซึ่งตรงกับในสถานการณ์โลกที่ผันผวนอยากหนัก ทั้งความตึงเครียดสงครามในตะวันออกกลาง ปัญหาเศรษฐกิจ และความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาทุกเมื่อยามบ้านเมืองแตกแยก
ดังนั้น สมรภูมิการเมืองในมือของ “อนุทิน” จะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้เกิดขึ้นโดยเร็ว แล้วยังต้องจัดสมดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลให้เกิดเอกภาพ และทำการเมืองให้นิ่งที่สุด พร้อมเดินหน้ารับมือปัญหาทั้งในและนอกประเทศ ที่จะไม่สะดุดจากศึกแย่งชามข้าวของนักการเมือง.