‘พิชัย’ เห็นด้วยคงราคาน้ำมันดีเซล-หากยืดเยื้อลดภาษีสรรพสามิตได้ลิตรละ 6.92 บาท
เมื่อวันที่ 7 มี.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ และอดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่าจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน และ สถานการณ์ยังคงรุนแรงและหนักหน่วง มีผลกระทบต่อทั้งโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชของอิหร่านเพื่อตอบโต้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงไปถึงประมาณบาเรลละ 100 เหรียญสหรัฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศควบคุมราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 29.94 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปได้ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งของสินค้าแทบทุกชนิด หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจะขึ้นราคาตาม ประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลง แต่ราคาสินค้าที่ราคาขึ้นแล้วมักจะไม่ยอมลดราคาลงตาม
ดังนั้นหลังจากที่ประกาศควบคุมราคาดีเซล รัฐบาลต้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบอย่าให้สินค้าขาดและอย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือสินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 6.92 บาท ให้ลดลงมาได้ แม้รัฐจะขาดรายได้บ้างแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติ รัฐค่อยกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์โลกผันผวน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสมัยนั้นจะใช้วิธีการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ในการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากให้ข้อมูลไว้เพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติ ประเทศไทยสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกได้ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.โครงการ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ตนได้คิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติในแบบนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก และสามารถผลิตอาหารสำรองให้เพียงพอและสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ ซึ่งตนได้ขายแนวคิดนี้ตั้งแต่ อดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไปประชุมนานาชาติหลายแห่ง
โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติที่ประเทศการ์ตาร์ ปลายปี 2024 และแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และการที่ประเทศสิงคโปร์ซื้อข้าว 100,000 ตัน จากประเทศไทย ก็เพราะมาจากแนวทางความมั่นคงทางอาหารนี้ที่อดีตนายกฯแพทองธาร ได้พบกับนายลอเรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ที่ประเทศลาว
อีกทั้งประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศ เช่น ยูเออี ซาอุดิอาราเบีย การ์ตาร์ โอมาน บาร์เรน แม้กระทั่งอิสราเอล ก็ได้ให้ความสนใจ ขนาดรัฐมนตรี Thani ของยูเออี ได้บินมาเพื่อแสดงความจำนงที่จะขอร่วมทุนทำเรื่องนี้กับไทย และอยากให้ทำไปพร้อมกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ยูเออี ซึ่งการเจรจา FTA ยังคงติดในเรื่องสินค้าบางชนิดจึงยังสรุปกันไม่ได้ แต่ในสภานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้โครงการ Food Security สำเร็จโดยเร็ว และไทยควรเร่งดำเนินการโครงการนี้โดยด่วน โดยอธิบดีหลายท่านของกระทรวงพาณิชย์มีความสามารถและได้เตรียมพร้อมทำเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะสามารถขายอาหารจำนวนมากและเก็บไว้ในประเทศไทยเพื่อพร้อมส่งมอบให้ประเทศเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้เข้าประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย
2.โครงการ Data Center รองรับการเก็บข้อมูลของประเทศในตะวันออกกลาง ในภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้มีการโจมตีอาคารราชการและศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) หลายแห่ง ดังนั้นแนวคิดในการสร้าง Data Center ในประเทศไทย ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศและมีทำเลที่เหมาะสม และมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม เพื่อเก็บข้อมูลให้กับประเทศในตะวันออกกลางและประเทศที่มีความเสี่ยงกับสงคราม น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพัฒนาธุรกิจในด้าน Ai ให้เกิดขึ้นได้ด้วย ทั้งนี้การลงทุนทางด้าน Data Center และ Ai นี้จะมีมูลค่าเป็นหมื่นๆล้านถึงหลายแสนล้านบาทได้
3.โครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ ในภาวะสงครามที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุช จะทำให้เห็นชัดว่าความต้องการที่จะต้องมีการขนส่งน้ำมันพร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้น แนวคิดเรื่องแลนบริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ น่าจะเป็นประโยชน์และจะสร้างรายได้มหาศาล และเพิ่มการพัฒนาในพื้นภาคใต้ได้อย่างมาก
ในภาวะผันผวนของโลก จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และนี่จะเป็นโอกาสของไทย 3 เรื่อง ที่ได้เคยมีการคิดกันล่วงหน้าเพื่อรองรับไว้แล้ว จะสามารถช่วยพัฒนาประเทศไทยในภาวะวิกฤติที่ผันผวนของโลก และอาจจะมีโอกาสในด้านอื่นอีกเพิ่มขึ้นอีก โดยผู้บริหารของประเทศจะต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำเพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันกับประเทศต่างๆในภูมิภาคได้