โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘พิชัย’ เห็นด้วยคงราคาน้ำมันดีเซล-หากยืดเยื้อลดภาษีสรรพสามิตได้ลิตรละ 6.92 บาท

เดลินิวส์

อัพเดต 29 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“พิชัย” เห็นด้วยคงราคาน้ำมันดีเซล หากยืดเยื้อลดภาษีสรรพสามิตได้ลิตรละ 6.92 บาท จี้รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้า แนะในวิกฤตินี้ไทยได้ 3 โอกาส คือ ความมั่นคงทางอาหาร ขยายสร้าง Data Center รองรับตะวันออกกลาง และแลนด์บริดจ์-แหล่งเก็บน้ำมันขนาดใหญ่

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ และอดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่าจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน และ สถานการณ์ยังคงรุนแรงและหนักหน่วง มีผลกระทบต่อทั้งโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชของอิหร่านเพื่อตอบโต้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงไปถึงประมาณบาเรลละ 100 เหรียญสหรัฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศควบคุมราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 29.94 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปได้ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งของสินค้าแทบทุกชนิด หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจะขึ้นราคาตาม ประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลง แต่ราคาสินค้าที่ราคาขึ้นแล้วมักจะไม่ยอมลดราคาลงตาม

ดังนั้นหลังจากที่ประกาศควบคุมราคาดีเซล รัฐบาลต้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบอย่าให้สินค้าขาดและอย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือสินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 6.92 บาท ให้ลดลงมาได้ แม้รัฐจะขาดรายได้บ้างแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติ รัฐค่อยกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์โลกผันผวน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสมัยนั้นจะใช้วิธีการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ในการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากให้ข้อมูลไว้เพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติ ประเทศไทยสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกได้ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.โครงการ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ตนได้คิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติในแบบนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก และสามารถผลิตอาหารสำรองให้เพียงพอและสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ ซึ่งตนได้ขายแนวคิดนี้ตั้งแต่ อดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไปประชุมนานาชาติหลายแห่ง

โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติที่ประเทศการ์ตาร์ ปลายปี 2024 และแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และการที่ประเทศสิงคโปร์ซื้อข้าว 100,000 ตัน จากประเทศไทย ก็เพราะมาจากแนวทางความมั่นคงทางอาหารนี้ที่อดีตนายกฯแพทองธาร ได้พบกับนายลอเรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ที่ประเทศลาว

อีกทั้งประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศ เช่น ยูเออี ซาอุดิอาราเบีย การ์ตาร์ โอมาน บาร์เรน แม้กระทั่งอิสราเอล ก็ได้ให้ความสนใจ ขนาดรัฐมนตรี Thani ของยูเออี ได้บินมาเพื่อแสดงความจำนงที่จะขอร่วมทุนทำเรื่องนี้กับไทย และอยากให้ทำไปพร้อมกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ยูเออี ซึ่งการเจรจา FTA ยังคงติดในเรื่องสินค้าบางชนิดจึงยังสรุปกันไม่ได้ แต่ในสภานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้โครงการ Food Security สำเร็จโดยเร็ว และไทยควรเร่งดำเนินการโครงการนี้โดยด่วน โดยอธิบดีหลายท่านของกระทรวงพาณิชย์มีความสามารถและได้เตรียมพร้อมทำเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะสามารถขายอาหารจำนวนมากและเก็บไว้ในประเทศไทยเพื่อพร้อมส่งมอบให้ประเทศเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้เข้าประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

2.โครงการ Data Center รองรับการเก็บข้อมูลของประเทศในตะวันออกกลาง ในภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้มีการโจมตีอาคารราชการและศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) หลายแห่ง ดังนั้นแนวคิดในการสร้าง Data Center ในประเทศไทย ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศและมีทำเลที่เหมาะสม และมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม เพื่อเก็บข้อมูลให้กับประเทศในตะวันออกกลางและประเทศที่มีความเสี่ยงกับสงคราม น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพัฒนาธุรกิจในด้าน Ai ให้เกิดขึ้นได้ด้วย ทั้งนี้การลงทุนทางด้าน Data Center และ Ai นี้จะมีมูลค่าเป็นหมื่นๆล้านถึงหลายแสนล้านบาทได้

3.โครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ ในภาวะสงครามที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุช จะทำให้เห็นชัดว่าความต้องการที่จะต้องมีการขนส่งน้ำมันพร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้น แนวคิดเรื่องแลนบริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ น่าจะเป็นประโยชน์และจะสร้างรายได้มหาศาล และเพิ่มการพัฒนาในพื้นภาคใต้ได้อย่างมาก

ในภาวะผันผวนของโลก จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และนี่จะเป็นโอกาสของไทย 3 เรื่อง ที่ได้เคยมีการคิดกันล่วงหน้าเพื่อรองรับไว้แล้ว จะสามารถช่วยพัฒนาประเทศไทยในภาวะวิกฤติที่ผันผวนของโลก และอาจจะมีโอกาสในด้านอื่นอีกเพิ่มขึ้นอีก โดยผู้บริหารของประเทศจะต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำเพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันกับประเทศต่างๆในภูมิภาคได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...