ยินดีที่มีเรา “มนุษย์แต่ละคนไม่ได้เหมือนกัน...ทุกๆ ชีวิตล้วนมีที่มา”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
”เราต่างเกิดมาเป็น…ด้วยรากฐานแห่งการก่อเกิดที่ไม่ได้เหมือนกันเลย หากเราจะค่อยๆ สังเกตและคิดทบทวน ชีวิตมีโครงอันจำเพาะของตัวตนเสมอ…นับเนื่องจากความยากดีมีจน กระทั่งโอกาสอันสลับซับซ้อนที่เกิดจากโชคชะตาของชีวิต มันอาจเป็นทั้งทุกข์ทั้งสุขที่อยู่เหนือวิสัยจะควบคุม แม้จะเป็นด้วยเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันที่ประจักษ์อยู่ตำตาก็ตาม…!
เหตุนี้…นัยแห่งชีวิตจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่จะต้องตีความกันในทุกเมื่อ มันมีกลไกภายในอันปริศนาวกวนให้ต้องสืบค้นสู่พื้นภูมิแห่งความเข้าใจ… ด้วยเครื่องเตือนสติในมิติสำคัญ เราย่อมจักหยั่งเห็นว่า “มนุษย์แต่ละคนนั้นหาได้เหมือนกันแต่อย่างใดไม่…ทุกๆ ชีวิตล้วนมีที่มาที่ไป…เป็นของตนเอง!”
นี่คือฉากสะท้อนของความเป็นชีวิต ท่ามกลางการเฝ้ามองของดวงตาแห่งจิตใจ…ที่คงมั่นอยู่เสมอ…ในทุกๆ กาลเวลา…!
“บางทรงจำอาจเลือนหายไปตามเวลา เราต่างเป็นเพียงฝุ่นธุลีในจักรวาล ธรรมชาติดำรงอยู่ทั้งในสถานะของความแน่นอนและไม่แน่นอน ทั้งสถานะและพลังงานพัวพันผกผัน เคลื่อนไหวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…!”
สาระอันเป็นดั่งสายสัมพันธ์ของรูปรอยชีวิตข้างต้น…มาจากหนังสือแห่งข้อประจักษ์ของเบ้าหลอมชีวิตอันตรึงใจและงดงาม… “ยินดีที่มีเรา” ผลงานในการรังสรรค์ของ “นักคิด นักอ่าน ครูผู้สอน และนักเขียนสตรี”… พิมพ์ ธรรมเอื้อเฟื้อ ผู้มองความทรงจำเป็นพื้นที่ชีวิตแห่งความล้ำค่าที่ต้องคิดคำนึง มันคืออดีตแห่งจักรวาลของตัวตน คืออาการแห่งอาการของความเลื่อนไหลของลมหายใจในชีวิต…ที่เต็มไปด้วยสีสัน…!
“ในแต่ละช่วงของชีวิต เป็นความทรงจำหลากสี หลายเฉด ความทรงจำที่ทั้งอ่อนหวานละมุนและเศร้าลึก ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนมาแต่งเติมสีสัน และมีผลต่อชีวิตแตกต่างกัน…”
เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงที่ “พิมพ์ธรรม” นำมากล่าวอ้างถึงในความคิดแห่งการเขียนของเธอ ล้วนตั้งอยู่ทั้งในสถานะและมุมมองที่ลึกซึ้ง เป็นต้นร่างของความเจ็บปวดสาหัสที่ไม่ยอมสยบยอม สิ่งนี้คือความหมายที่โอบประคองชีวิตเอาไว้ อย่างหนักแน่นและถาวร เป็นความจริงแห่งความจริงที่โลกต้องยอมรับ ดั่งเช่น…เรื่องราวของ “อลิซ” ผู้หญิงที่เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ซึ่งแม้ความทรงจำของเธอจะค่อยๆ เลือนหายไป ไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้ ถูกบังคับให้ต้อง “ระวางสัมภาระที่ต้องแบกหามทั้งหมดของชีวิต”
แต่เธออลิซก็ยังคงเป็นเธอ “อลิซก็ยังคงเป็นอลิซ” คือยังเป็นคนที่มีคุณค่า และไม่ใช่สิ่งของชำรุดที่รอวันทิ้งขว้าง เมื่อเดินทางมาถึงปลายทางชีวิต มันเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดมาก เมื่อคู่ชีวิตของเธอไม่ได้เลือกหยุดงาน “หนึ่งปี” เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ…รวมทั้งยังแสดงออกถึงการไม่อาจร่วมรับสภาพที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ไร้สิ้นซึ่งความทรงจำและ…ไร้ความสามารถ…!
มันเจ็บปวดมากเกินไป สำหรับผู้ชายที่อ่อนแอและเปราะบางคนหนึ่ง
ความทรงจำของ “อลิซ” กำลัง “จะเลือนหายไป” โดยเฉพาะความทรงจำด้านภาษาที่เธอพยายามทำความเข้าใจและค้นคว้ามาตลอดชีวิต… แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อลิซยังสามารถรับรู้ได้…คือภาษาทางกาย ที่สื่อสารออกมาผ่านใบหน้า ร่างกาย การเคลื่อนไหว…
วันหนึ่ง ลูกสาวของเธอขอร้องให้เธอช่วยดูการซ้อมละคร โดยอลิซไม่ต้องจดจำคำพูด แต่ให้บอกว่าเรื่องนี้ให้อารมณ์ความรู้สึกเช่นไร?
*อลิซ…พยักหน้า…นักแสดงเริ่มพูด อลิซดูและฟัง รวมทั้งเพ่งสมาธิไปไกลกว่าถ้อยคำของนักแสดงที่เอ่ยออกมา เธอมองเห็นสายตาของอีกฝ่ายฉายแววหมดอาลัย เสาะหา เว้าวอนขอความจริง…เธอเห็นสายตาคู่นั้นทอดต่ำอย่างนุ่มนวลและยินดี สุ้มเสียงที่ฟังตอนแรกดูละล้าละลังและขลาดกลัว…ก็เริ่มฉายแววเชื่อมั่นและเบิกบานทีละน้อย โดยที่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่ดังขึ้นแต่อย่างใด!
ฟังราวกับจังหวะของดนตรี คิ้วทั้งสองรวมทั้งไหล่และมือทั้งคู่ผ่อนคลายและนุ่มนวล ราวกับการวอนขอ การยอมรับและเสนอการให้อภัย เสียงพูดและร่างกาย สร้างพลังที่ทำให้อลิซเต็มตื้นจนเริ่มมีน้ำตาคลอ…!
..นักแสดงหยุดลงแล้วกลับมาเป็นตัวเองตามเดิม
“มันเป็นเรื่องของความรัก” สาวนักแสดงร้องอุทานเสียงแหลม ปรี่เข้ามาหาอลิซ จูบแก้มเธอแล้วยิ้ม ทุกร่องรอยบนใบหน้าเบิกบาน “ถูกต้องค่ะแม่…แม่เข้าใจตรงเป๊ะเลย…!”
“STILL ALICE” เขียนโดย “LISA GENOVA” ผู้โด่งดังจากหนังสือแนววิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “การลืมและจำ” เมื่อปี ค.ศ. 2007 และถูกสร้างเป็นหนังในปีเดียวกัน โดยนำแสดงโดย “จูลีแอนน์ มัวร์” ซึ่งเธอก็ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะนักแสดงนำหญิงจากบทของอลิซที่แสนจะลึกซึ้งและกินใจนี้…!
ต้องถือได้ว่า “พิมพ์ธรรม” ได้พูดถึงหนัง ด้วยรสชาติของสำนึกแห่งชีวิต ผ่านผัสสะในหลืบลึกอันทบซ้อนและวกวนออกมาได้อย่างเห็นภาพลักษณ์ เช่นเดียวกับเรื่องราวอื่นๆ ของผู้หญิง “ในความเป็นผู้หญิง” อีก…คณานับ!
เมื่อมาถึงวัน “สตรีสากล…8 มีนาคม” งานเขียนจากประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับผู้หญิงบทหนึ่งของ “พิมพ์ธรรม” ย่อมคือเงาสะท้อนของภาพสะท้อนแห่งชะตากรรมและโชคชะตาที่ยากจะมองข้ามผ่านไปได้…บาปเคราะห์ที่ปรากฏขึ้นทั้งหมด คือด้านมืดของจิตวิญญาณที่ถูกกระทำ…!
ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่ ”มูลนิธิผู้หญิง“ ซึ่งเป็นช่วงที่เธอบอกว่า…เธอภูมิใจที่สุด ประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือ “เพื่อนหญิง” ทั้งคนไทยและต่างชาติให้พ้นผ่านจากความทุกข์ยาก โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่ตกอยู่ในเงื้อมเงาของการค้ามนุษย์…!
“พวกเราเคยสืบค้นที่ตั้งของโรงงาน และประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทลายโรงงานนรกซึ่งบังคับเด็กผู้หญิง 30 คนให้ทำถุงมือทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้รับค่าจ้าง และมีสภาพชีวิตที่แย่มากภายในโรงงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอันเหม็นคลุ้ง เด็กต้องกินอาหารที่เกือบบูดเน่า…ถูกกักขัง ถูกทุบตีทำร้ายร่างกาย…เมื่อพวกเธอได้รับอิสรภาพ พวกเราได้ส่งพวกเธอกลับคืนสู่ประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย“
ตัวอย่างเรื่องเล่าอันขมขื่นเหล่านี้ คือพันธกิจอันมืดดำที่ ”พิมพ์ธรรม“ ได้เคยร่วมเป็นหนึ่งในประสบการณ์นั้นๆ ที่ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ซ้ำ โดยปราศจากการเยียวยาแก้ไขให้จบสิ้นไปจากภาครัฐอย่างเด็ดขาดแท้จริง… อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ว่า…ณ วันนี้ สถานการณ์ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านของเรายังล่อแหลม และมีแนวโน้มของความรุนแรง…ที่เมียนมา ผู้หญิงสูงวัยและผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมาก ต้องลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการทหาร ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องบาดเจ็บ บ้างล้มตาย…
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะมีผู้อพยพหนีภัยจำนวนไม่น้อยที่เข้ามายังประเทศของเรา ผู้หญิงและเด็กกลุ่มนี้ล้วนเป็นกลุ่มเปราะบาง และเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์
“สุดท้าย…แม้ว่าวันสตรีสากล…8 มีนาคม จะถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และแทบจะทุกประเทศ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม ตลอดจนระบบคิดผู้ชายเป็นใหญ่ที่ยังคงครอบงำในทุกระดับ…ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงก็ยังคงจะดำรงอยู่ และนับวันก็จะทวีความรุนแรง…ยิ่งขึ้น!“
มีความประทับใจที่ได้รับจากบทตอน “หัวใจ ใบชา ความรัก: จากรูปแบบสู่หัวใจ ความรัก และความหมายที่แท้จริงของชีวิต”…เรื่องราวของการชงชาที่สตรีสูงวัยเป็นผู้ส่งมอบมรดกทางวัฒนธรรมให้กับสตรีรุ่นเยาว์ ว่าด้วย…พื้นที่ การจัดวาง ภาชนะ ข้าวของทุกชิ้นในห้องเตรียมชา ล้วนเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหมาย…ครั้นเมื่อวันแรกที่ได้พบลูกศิษย์…อาจารย์ได้กล่าวถึงบทกวีที่เขียนไว้บนป้ายผ้าว่า…
“ลมหวนเปิดฤดู พัดพามาสู่จากแดนใต้”
เป็นการเปิดฤดูกาลแห่งใบไม้ผลิ ด้วยสองสาวน้อยผู้มาเป็นลูกศิษย์ อันเปรียบดั่ง “สายลมพลิ้วที่ปลิวเข้ามา”…!
ว่ากันว่า…ต้นชาที่กำลังเติบโต หากมองด้วยตาเรามิอาจมองเห็นความเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ในความจริงแต่ละเซลล์ของพืชล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มิได้หยุดนิ่งไปตามกาลเวลา… คนสมัยก่อนจึงสร้างประเพณีและวัฒนธรรมขึ้นมาจากการสังเกตธรรมชาติ ผลิตก่อร่างสร้างศิลปวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนมที่สวยงาม การจัดดอกไม้ บทกวีที่เขียนด้วยพู่กันจีนบนป้ายผ้า พิธีกรรมการชงชา ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล!
คนรุ่นก่อนออกแบบวิธีการชงชา โดยมีแบบแผนที่ต้องยึดมั่น เป็นรูปแบบที่ตายตัว ให้ทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เมื่อฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ จากการยึดรูปแบบสู่การค้นพบอิสรภาพภายในใจ และทำในสิ่งต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทุ่มเทหัวใจลงไปในทุกขณะของการกระทำ…ทุกความเคลื่อนไหว!
“การชงชาจึงมิใช่เพียงแค่ชงชา แต่เป็นการฝึกฝน บังคับร่างกาย ฝึกฝนสติสมาธิ ปฏิบัติตนให้อ่อนโยน ละมุนละไม ไม่หยาบกระด้าง การเฝ้าคิดถึงบางสิ่งหรือคนสำคัญบางคน การทำแบบเดิมซ้ำๆ ทำต่อเนื่องเป็นเวลาแรมปี สิบปี ยี่สิบปี โดยธรรมชาติ… สิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งที่เราต่างเรียกกันว่า…ความรัก และความสุขอย่างแท้จริงของชีวิต…!”
“พิมพ์ธรรม” มองโลกแห่งชีวิตด้วยสายตาที่หยั่งเห็น มองส่วนลึกของบทบาทในตัวตนในแต่ละตัวตน…ได้อย่างพินิจพิเคราะห์ กระทั่งสามารถสัมผัสถึงเงาสะท้อนแห่ง ”จิตปัญญา“ ของงานเขียนในแต่ละหลืบชั้นได้…ชีวทัศน์ในหลายๆ ขณะ คือลีลาแห่งการเติบกล้าของโลกทัศน์ที่ผุดพรายออกมาจากด้านในของจิตใจ ง่ายงาม แต่กลับลึกซึ้ง และตรงไปตรงมา…
การเป็นนักสังเกตการณ์ และนักค้นหา ทำให้ข้อเขียนของเธอยึดพะยุงอยู่กับวิถีแห่งสัจจะ ท่ามกลางการ ”กลืนกลายของความหมาย“ ในระหว่างและท่ามกลางสำนึกคิดอันโลดแล่นและตื่นตระการ
ผมเขียนข้อเขียนนี้…ในคืนวันแห่ง “ราหูอมจันทร์”…ความพ้องเหมือนแห่งวันเวลา นำมาสู่การปิด ”บทบาทแสดง“ ของข้อเขียนบทนี้ ด้วยสัญญะแห่งเรื่องราวของ “ความรักในคืนราหูอมจันทร์” ซึ่ง “พิมพ์ธรรม” ได้สื่อถึงความรักในห้วงขณะของ “ความโชคร้ายและโชคดี” นี้ด้วยภาวะของการรับรู้ในความรู้สึกที่น่าผูกพัน…!
“ความรักอาจเริ่มต้นจากความรู้สึกของคนสองคนที่มีเคมีตรงกัน” อันหมายถึงว่า…แรกรักทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสดใส สวยงาม พร้อมจะก้าวเดิน ร่วมหัวจมท้าย ไปด้วยกัน แต่เมื่อคืนวันผันผ่าน ความเป็นตัวตนของแต่ละคนเริ่มฉายชัดขึ้นทุกที และหากต่างฝ่ายไม่อาจยอมรับตัวตนของอีกคนได้…สุดท้ายคือการแยกทาง และความรู้สึกที่ผ่านมาก็อาจเป็นได้แค่เพียง “ความหลง”…เหตุนี้ จุดเริ่มต้นของความรักจึงอาจเริ่มต้นจาก ”ความรู้สึก“…แต่ช่วงที่พัฒนาต่อไป กลับกลายเป็นเรื่องของ ”เหตุผล“!
ดั่งนี้…ความรักที่แท้จริงจึงต้องเป็นอย่างไร? “พิมพ์ธรรม” ได้ให้บทสรุปว่า “ความรักที่แท้จริง คือการรู้จักตัวตนของคนรัก” ไม่ใช่แค่ลักษณะภายนอก รูปร่างหน้าตา สถานะ ชาติตระกูล หรือความมั่งมี… แต่ต้องเป็นการรู้จัก “ตัวตน” หรือ “นิสัยลึกๆ” ของคนรัก…!
ในสถานะที่แท้จริงกับความเป็นโลกสมัยใหม่ มนุษย์ต่างมีความรักที่ปราศจากเงื่อนไขกันน้อยมาก เพราะเอาแต่หลงประเมินคุณค่าภายนอกมากกว่าภายใน ซึ่งก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชีวิตต้องพานพบกับความผิดหวัง ซึ่งหากไม่ผิดหวังในเรื่องความรัก ก็อาจมีเรื่องอื่นให้โศกเศร้าเสียใจตลอดเวลา…
“ในค่ำคืนที่มืดมิด ณ ซอกมุมหนึ่งมุมใดของโลก อาจมีใครคนหนึ่งซึ่งบาดเจ็บ ร่ำไห้ ในความมืดมิดตลอดทั้งคืนตามลำพัง บ้างหวาดผวา ไร้เรี่ยวแรง สูญสิ้นความหวังและกำลังใจที่จะไปต่อ…บ้างกอดกุมความทุกข์เศร้า จนหลงคิดว่าความทุกข์เศร้าเหล่านั้นคือ ‘สาระ’…!”
เพราะมีเราจึงมีเรื่องเล่าไม่รู้จบ…ทั้งหมดในประเด็นแห่งเรื่องเล่าข้างต้น จึงคือสาระแห่งความเป็นประพันธกรรมสู่ชีวิตอันมีค่า ผ่านโลกแห่งความหมายที่ ”พิมพ์ธรรม“ ได้ตีความแล้ว และแจกแจงออกมาด้วยดวงตาของการหยั่งเห็นและสะดุดใจ…
มีเรื่องราวมากมายที่เธอได้กล่าวถึง ผ่านกระบวนการนำเสนอของศาสตร์แห่งการ ”รับรู้ในภาษาแห่งรสรู้สึก” นานา…หนัง…หนังสือ ปรากฏการณ์สังคม จวบจนกระทั่ง ”ด้านที่รับแสงหรือไร้แสงของชีวิต“
การเป็นนักอ่านชีวิต…การเป็นผู้ตีความปริศนาแห่งมโนสำนึก อย่างรื่นรมย์และเข้าใจ ในแง่มุม และวังวนแห่งสถานการณ์ต่างๆ ทำให้ ”ผลลัพธ์แห่งจิตสำนึก“ ของเธอสามารถแผ่อาณาเขตออกไปไกลแสนไกล เหนือโลกแห่งการรับรู้ และเหนือชีวิตแห่งการสอดผสาน…อันยืนยาวแสนนาน!
“..มีบางห้วงยามของชีวิต ฉันรู้สึกว่าลูกโป่งแสนงามได้หลุดลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว และไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ซึ่งสิ่งนั้นคือความจริงที่ต้องยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้ได้…ปัจจุบัน แม้ว่าผู้คน สถานที่ และสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่ในความทรงจำ…ทุกคน ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสถานที่ ยังคงมีบทบาท ยังคงมีชีวิตที่โลดแล่น มีตัวตนที่แสนงาม ‘อยู่ในใจฉันเสมอ’…และตลอดไป…!”
#ปากกาขนนก #สกุลบุณยทัต #ยินดีที่มีเรา #พิมพ์ธรรมเอื้อเฟื้อ #บทความชีวิต #ความรัก #ความทรงจำ #วันสตรีสากล