เที่ยวฮาโกเน่ 2 วัน 1 คืน ด้วย Digital Hakone Freepass พาสเดียวครบ!
Hakone Freepass
Hakone เมืองตากอากาศสุดคลาสสิกที่ผสมผสานความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณเข้ากับความงามของธรรมชาติได้อย่างลงตัว ล่องเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบสีคราม ไปจนถึงการนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามหุบเขาเดือดโอวาคุดานิเพื่อชิมไข่ดำในตำนาน ทุกเส้นทางในเมืองนี้ถูกเชื่อมโยงด้วยทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิที่ยิ่งใหญ่และสง่างาม ทำให้ฮาโกเน่ไม่ได้เป็นแค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางทั่วโลกใฝ่ฝันจะมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง
ซึ่งการเดินทางไปเที่ยวฮาโกเน่ ไม่ไกลจากโตเกียวเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง จะมีพาส Hakone Freepass ของบริษัทรถไฟ Odakyu ที่สามารถใช้ขึ้นขนส่งสาธารณะที่คลอบคลุมจุดเที่ยวทั่วทั้งฮาโกเน่
สามารถซื้อได้ใน EMot Online Tickets เว็บไซต์ขายตั๋วออนไลน์ของโอดะคิว https://www.emot-tickets.jp ซื้อผ่านมือถือได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่จำเป็นต้องเข้าคิวซื้อตั๋วหรือแลกตั๋วก่อนเดินทาง แถมยังสามารถโอนตั๋วให้เพื่อนก็ได้ และไม่ต้องกังวลว่าตั๋วจะหายเหมือนตั๋วกระดาษอีกด้วย
วิธีใช้งานก็ง่ายเพียงสแกน QR Code ที่เครื่องอ่านที่ทางเข้าสถานี หรือหากเป็นสถานที่ที่ไม่มีเครื่องอ่านก็โชว์หน้าจอให้นายสถานีดู แต่จะไม่สามารถโชว์หน้าจอแบบ Screenshot ได้
ราคา Digital Hakone Freepass
ออกจากสถานี Shinjuku
2 days ผู้ใหญ่ 7,100 เยน เด็ก 1,600 เยน
3 days ผู้ใหญ่ 7,500 เยน เด็ก 1,850 เยน
ออกจากสถานี Odawara
2 days ผู้ใหญ่ 6,000 เยน เด็ก 1,500 เยน
3 days ผู้ใหญ่ 6,400 เยน เด็ก 1,750 เยน
- ถ้านั่ง Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku – Hakone-Yumoto ต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่ม ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็ก 600 เยน (สามารถจองและซื้อตั๋วผ่าน EMot Online Tickets ได้)
ตั๋วฟรีพาสครอบคลุมการเดินทาง ดังนี้
- รถไฟสาย Odakyu ไป-กลับ 1 ครั้ง จากสถานีต้นทาง - สถานี Odawara
- ระบบขนส่งเกือบทั้งหมดของ ฮาโกเน่ ถึง 8 เส้นทาง ได้แก่
1. Hakone Tozan Train
2. Hakone Tozan Cable Car
3. Hakone Ropeway
4. Hakone Sightseeing Cruise
5. Hakone Tozan Bus (เฉพาะเส้นทางที่กำหนด)
6. KANKO SHISETSU-MUGURI Bus
7. Odakyu Highway Bus (เฉพาะเส้นทางที่กำหนด)
8. Tokai Bus (เฉพาะเส้นทางที่กำหนด)
นอกจากนั้น ยังใช้เป็นส่วนลดราคาค่าเข้าหรือสิทธิพิเศษอื่นตามสถานที่ต่างๆ ของฮาโกเน่มากกว่า 70 แห่ง ดูได้ที่ https://www.hakonenavi.jp/international/en/discount_passes/free_pass2
รายละเอียดเกี่ยวกับตั๋วพาส: https://odakyu-global.com/thai/passes/hakone-freepass/?utm_source=website&utm_medium=paid&utm_campaign=2025_gographjapan_website_hakone
รายละเอียดเกี่ยวกับรถด่วน Romancecar: https://odakyu-global.com/passes/romancecar/?utm_source=website&utm_medium=paid&utm_campaign=2025_gographjapan_website_roma
เราจะแนะนำการเดินทางด้วยDigital Hakone Freepass 2 Day เที่ยวเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ในเส้นทางที่แนะนำไปเที่ยวทั้งจุดแลนด์มาร์ค และจุดใหม่ๆ ของฮาโกเน่ ทำให้คุณรู้ว่าฮาโกเน่ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมาก ทริปนี้เราเดินทางในช่วงต้นธ.ค. ใบไม้จะเริ่มร่วงแต่อากาศยังไม่หนาวเกินไป
Day 1
Shinjuku station
เราเริ่มเดินทางจากสถานี Odakyu Shinjuku ซึ่งเราจะเดินทางด้วย Romancecar เป็นขบวนรถไฟด่วนพิเศษของสายรถไฟ Odakyu จะไม่ได้รวมอยู่ในพาส เราต้องซื้อตั๋วรถด่วนต่างหาก ก็สามารถซื้อออนไลน์ได้เช่นกัน
เวลาผ่านประตูถ้าเรามีพาส ก็เปิดหน้าจอโชว์พาสและมี QR สแกนผ่านประตูได้เลย ซึ่งถ้ามีจุดไหนไม่มีที่สแกน ก็สามารถโชว์พาสกับเจ้าหน้าที่ได้เลย
7.37 Romancecar : Shinjuku station → Hakone-Yumoto station
เราเริ่มออกเดินทางจากโตเกียวเริ่มต้นที่สถานี Shinjuku ด้วยรถไฟ Romancecar ไปลงสถานี Hakone-Yumoto
9.22 Hakone-Yumoto station
เราถึงสถานี Hakone-Yumoto station แล้ว เป็นสถานีจุดสิ้นสุดของรถไฟสาย Odakyu Romancecar และเชื่อมต่อไปเที่ยวตามจุดต่างๆของฮาโกเน่ด้วยขนส่งแบบอื่นๆ รถบัส หรือ Tozan Train ซึ่งแล้วแต่ว่าเราจะเลือกเดินทางไปทางไหน เส้นทางเราจะเลือกไปเที่ยวทางทะเลสาบฮาโกเน่ ก่อน
ก่อนเดินทางเพื่อความสะดวก เราใช้บริการ Hakone Luggage Transport Service แทนค่ะ ส่งกระเป๋าไปที่โรงแรมได้เลย ใบเล็ก 1,000 เยน ใบใหญ่ 2,500 เยน
สามารถจองการฝากกระเป๋าล่วงหน้าได้ทาง https://www.hakonenavi.jp/hakone-luggage-transport-service/en/ เพื่อความรวดเร็ว
Hakone-Yumoto จะเป็นออนเซนชื่อดังตั้งแต่สมัยก่อน คนโตเกียวจะนิยมมากัน วันนี้เราจะยังไม่เที่ยวไว้มาแวะขากลับ
9.58 - 10.30 Hakone Tozan Bus H Line Hakone-Yumoto station → Motohakone-ko
เราเริ่มต้นเดินทางด้วยรถบัส ใช้พาสโชว์กับคนขับรถได้เลย
Narukawa Art Museum
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความพิเศษที่เป็นการผสมผสานระหว่าง "ศิลปะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม" และ "วิวทิวทัศน์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น" เข้าด้วยกัน พิพิธภัณฑ์เน้นจัดแสดงภาพวาดสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยที่เรียกว่า Nihonga (ใช้สีจากแร่ธาตุธรรมชาติและเทคนิคดั้งเดิม) มีผลงานสะสมมากกว่า 4,000 ชิ้น นอกจากภาพวาดแล้ว ยังมีการจัดแสดงงานแกะสลักจากประเทศจีนด้วย
Googlemap :https://maps.app.goo.gl/tj3a9c493wv78PbJ6
จุดที่ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้โด่งดังที่สุดคือ เลานจ์ชมวิว (Panorama Lounge) ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ยาวกว่า 50 เมตร จะมองเห็นทั้งทะเลสาบอาชิ เสาโทริอิ และภูเขาไฟฟูจิ (ถ้าฟ้าเปิด ช่วงเราไปหมอกยังลงอยู่)
ภาพไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์คือ ภาพนี้เป็นการตีความใหม่ของเทพเจ้าแห่งลม Fujin และ เทพเจ้าแห่งสายฟ้า Raijin ที่เรามักเห็นในศิลปะคลาสสิกของญี่ปุ่น แต่ศิลปินใส่รายละเอียดของ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเครื่องจักรเข้าไปในตัวเทพเจ้า แทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อแบบดั้งเดิม
Old Tokaido Road Ancient Cedar Avenue
เดินมาจากพิพิธภัณฑ์ไม่ไกลเราไปที่ถนนสายต้นสน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนสายหลัก Tokaido ที่เชื่อมต่อระหว่างเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) และเกียวโตในสมัยเอโดะ ต้นสนเหล่านี้มีอายุกว่า 400 ปี ถูกสั่งให้ปลูกโดยโชกุนตระกูลโทคุกาวะในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เพื่อให้ร่มเงาแก่เหล่านักเดินทาง ป้องกันแสงแดดในฤดูร้อน และบังลมหนาวหรือหิมะในฤดูหนาว
ปัจจุบันมีต้นสนหลงเหลืออยู่กว่า 400 ต้น ตลอดเส้นทางยาวประมาณ 500 เมตร ต้นไม้เหล่านี้มีความสูงถึง 30-40 เมตร และมีอายุเกือบ 400 ปี ทำให้บรรยากาศดูขลังและทรงพลัง
googlemap : https://maps.app.goo.gl/rT121hqwjuUr4J8k8
SUN SAN D
ร้านขนมบัตเตอร์แซนด์ชื่อดังของฮาโกเน่ เป็นคุกกี้สอดไส้ครีมเนยสด ซึ่งทำสดใหม่ทุกวันในร้าน รสชาติยอดนิยม คือ Plain ผสมเปลือกเลมอน , Pistachio & Berry, Double Chocolate และ Matcha และยังมีเครื่องดื่มด้วยนะ
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/rveCPjDWYCgiCgBM8
เราลองรส Plain จะผสมเปลือกเลมอน อร่อย และลองมัทจะด้วย รสชาติเข้มข้น
Hakone Shrine
เราเดินไปต่อที่ศาลเจ้า Hakone หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีความสำคัญและสวยงามที่สุดในภูมิภาคคันโต ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าทึบริมฝั่งทะเลสาบอาชิ ศาลเจ้านี้มีประวัติยาวนานไปถึงปี ค.ศ. 757 ในอดีตเป็นสถานที่ที่เหล่าซามูไรและโชกุน นิยมมาสักการะเพื่อขอพรให้มีชัยชนะในการรบ ปัจจุบันผู้คนนิยมมาขอพรเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง, โชคลาภ และความรัก
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/4L9PGKmTthpxbFSJ9
จุดที่โด่งดังที่สุดคือ "Heiwa no Torii" หรือเสาโทริอิแห่งสันติภาพสีแดงสดที่ตั้งตระหง่านอยู่ในทะเลสาบอาชิ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเข้าคิวถ่ายรูปมากที่สุด
13.25 Hakone Sightseeing Cruise : Motohakone-ko → Togendai
แล้วเราก็มานั่งเรือโจรสลัดล่องทะเลสาบอาชิ กัน ซึ่งเราสามารถใช้พาสขึ้นได้เลย แต่จะมีแบ่งห้องพิเศษที่จ่ายเพิ่มอีก 800 เยน หากโชว์ฟรีพาสตอนซื้อตั๋วห้องพิเศษจะได้รับส่วนลดเหลือเพียง 700 เยน เราจะได้อยู่ในห้องและดาดฟ้าเรือแบบไม่มีใครแย่งเลย ก็สะดวกขึ้นไปอีก ใช้เวลาล่องเรือไม่นานประมาณ 30 นาที
พอเราล่องเรือไปเรื่อยๆ ฟูจิก็เริ่มเปิดให้เราเห็นลูกโตๆ ไม่ว่าจะมากี่ครั้ง ความตื่นเต้นที่ได้เห็นฟูจิไม่เคยหายไป เพราะใหญ่กว่าที่เราจินตนาการหลังหมอกเสมอ สวยจริงๆ
14.00 Hakone Ropeway : Togendai station → Owakudani station
เมื่อเราลงเรือโจรสลัด ก็เดินขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นด้านบน Owakudani กัน
Owakudani
Owakudani (โอวาคุดานิ) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "หุบเขานรก" (Hell Valley) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของฮาโกเน่ สถานที่แห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน และยังคงเป็นเขตภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน
หุบเขานี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นชื่อดังมาช้านาน ตอนนี้เขาได้ปรับปรุงใหม่เยอะมาก มีมุมถ่ายรูป ร้านค้าใหม่ๆเพียบ
สามารถมองเห็นฟูจิลูกโตๆได้แบบนี้
Earth Valley
Earth Valley คือโซนจุดชมวิวแห่งใหม่ล่าสุดของ โอวาคุดานิ โปรเจกต์นี้เป็นการปรับปรุงพื้นที่บริเวณสถานีกระเช้าลอยฟ้าโอวาคุดานิ ให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถ สัมผัสพลังของโลก ได้อย่างใกล้ชิดและปลอดภัยมากขึ้น
1. จุดชมวิวไฮไลท์ (The Decks)
ในโซน Earth Valley จะมีจุดชมวิวหลักๆ 3 จุดที่ออกแบบมาให้เห็นวิวคนละแบบ
Ibuki no Deck (ลมหายใจของโลก) เป็นระเบียงชมวิวที่มี "พื้นกระจกใส" ยื่นออกไปเหนือหุบเขา ทำให้คุณมองเห็นไอน้ำที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าได้แบบเต็มตา
Kaze no Wa Terrace (วงแหวนแห่งสายลม) ระเบียงรูปวงกลมขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร) ที่ออกแบบมาให้รับลมและเห็นวิวแบบพาโนรามา 360 องศา ทั้งภูเขาไฟฟูจิและหุบเขา
Ozora no Hotori (ริมขอบฟ้า) พื้นที่พักผ่อนกว้างขวางที่เน้นให้เห็นความยิ่งใหญ่ของท้องฟ้าและภูเขา
2. Tani no Marché (Valley Marche) คาเฟ่และร้านค้า
ในโซนนี้จะมีร้าน Valley Marché ที่ขายขนมและของฝากในธีม "Earth" หรือ "โลก" ครับ เช่น ขนมหวานที่มีหน้าตาเหมือนก้อนหินภูเขาไฟ หรือเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ และชั้นสองก็มีร้านอาหาร Owakudani-eki Shokudo ที่มีแกงกระหรี่อร่อยมาก มองเห็นวิวของโอวาคุดานิ
3. ประสบการณ์ "Living Earth"
คอนเซปต์ของ Earth Valley คือการเปลี่ยนจากการแค่ "มาดูไอน้ำ" ให้กลายเป็น "การสัมผัสประสบการณ์ธรรมชาติ" คุณจะได้ยินเสียง ลมสัมผัสผิว และมองเห็นการเปลี่ยนเปลงของธรณีวิทยาที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
ตำนาน "ไข่ดำ" (Kuro-Tamago)
คือไข่ไก่ที่นำไปต้มในบ่อน้ำพุร้อนที่มีแร่ธาตุกำมะถันและเหล็กสูง ปฏิกิริยาทางเคมีทำให้เปลือกไข่กลายเป็น สีดำสนิท แต่ข้างในยังเป็นไข่ต้มสีขาวรสชาติปกติ จะมีเกลือมาให้กินคู่กัน มีตำนานเล่าว่า กินไข่ดำ 1 ฟอง จะทำให้อายุยืนขึ้นอีก 7 ปี สามารถซื้อได้จากร้านขายของฝากด้านใน
15.30 Hakone Ropeway : Owakudani station → Sounzan station
เราเริ่มนั่งกระเช้าลงไปด้านล่าง ฟูจิยังคงเห็นชัดในทุกมุม
cu―mo Hakone
ต่อไปเราก็นั่งกระเช้าลงมาที่สถานี Sounzan เพื่อมา cu―mo ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของสถานี Sounzan สถานีจุดเปลี่ยนจากกระเช้าลอยฟ้าเป็นเคเบิ้ลคาร์ ที่นี่มีจุดพักผ่อนทั้งคาเฟ่และออนเซ็นเท้าที่มีระเบียงหันหน้าออกไปชมวิว จึงสามารถเพลินเพลินกับวิวทิวทัศน์ภูเขาของเมือง Gora ของฮาโกเน่ได้ ขณะแช่เท้าแนะนำให้ซื้อเครื่องดื่มสมู้ทตี้ที่มีสายไหมทรงก้อนเมฆจากคาเฟ่มาดื่มด้วย
16.47 Hakone Tozan Cable Car : Sounzan station → Gora station
ลงมาสถานี Gora เพื่อไปที่พักของเรา สถานี Gora ก็เป็นแหล่งรวมที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฮาโกเน่
Hakone Yutowa
มาถึงที่พักของเรา เป็นโรงแรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในย่าน Gora ที่นี่โดดเด่นมากในเรื่องของการออกแบบที่เน้นความผ่อนคลายและการใช้พื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
สามารถดูรายละเอียดและจองห้องพักได้ทาง https://www.facebook.com/profile/100070829475882/search/?q=hakone%20yutowa
Lobby
เราเข้ามาเช็คอิน เสร็จ ก็เลือกเสื้อยูกาตะ กับของใช้ในห้องได้ที่นี่
Library Lounge
เป็นเลานจ์ที่มีหนังสือให้อ่านมากมาย พร้อมบริการเครื่องดื่มฟรี (รวมถึงแอลกอฮอล์บางชนิดในบางช่วงเวลา) คุณสามารถมานั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำงานในบรรยากาศสบายๆ ได้ตลอดทั้งวัน
หนึ่งในจุดขายของที่นี่คือความคุ้มค่า เพราะราคาห้องพักจะมีแบบทั้งรวมค่าอาหาร มื้อเช้าและมื้อค่ำแบบบุฟเฟต์ รวมถึงเครื่องดื่มฟรีในเลานจ์ ทำให้คุณสามารถพักผ่อนในโรงแรมได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
จุดบริการภายในเลาจน์มีเครื่องดื่ม และของว่างตามเวลา
มุมอ่านมังงะ
Bedroom
Type Standard Twin Room ห้องที่เราพักเป็นสไตล์ Japanese modern เตียงคู่ ทำให้นอนได้สะดวกสบายสำหรับทุกคน ซึ่งทางโรงแรมยังมีห้อง Type แบบอื่นอีกๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัวก็จะเป็นห้องแบบคอนโดมิเนียม มีห้องครัว
สามารถดูรายละเอียดห้องได้ทาง https://www.hakoneyutowa-hotel.jp/en/rooms/
Kids Area
พื้นที่นั่งเล่นสำหรับเด็ก มีของเล่นให้เล่นเยอะมาก เป็นโรงแรมที่ค่อนข้างเหมาะสำหรับครอบครัวมากๆ
Nakaniwa
จุดเด่นของโรงแรมนี้ คือ ลานไม้กลางแจ้งที่มี บ่อออนเซนแช่เท้า และเตาผิงไฟกลางแจ้ง บรรยากาศตอนกลางคืนจะโรแมนติกและผ่อนคลายมาก
Dinner
ห้องอาหารมื้อเย็นของโรงแรมจะเป็นแบบ Half Buffet คือสั่งจานหลักก่อนซึ่งจานหลักของฤดูกาลนี้คือ อาหารประเภทหม้อไฟ (นาเบะ) โดยสามารถเลือกเมนูที่ชอบได้ จะมีปู, ปลาปักเป้า หรือ สุกี้ยากี้ แล้วเราก็ไปเลือกตักบุฟเฟ่ต์ได้เลย ที่นี้จะเป็นแนวนานาชาติ มีอาหารหลากหลายและคุณภาพดีมาก
ชาบูชาบูอร่อยมาก
อาหารหลากหลายและรวมถึงเครื่องดื่ม รวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว
Onsen
มีบ่อน้ำพุร้อนส่วนรวมขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม และยังมี บ่อน้ำพุร้อนส่วนตัว Private Onsen สามารถเข้าได้หลายคนพร้อมกัน ให้บริการฟรี ต่อตามคิว สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย
Day 2
เช้าวันที่สอง ที่ฮาโกเน่ วันนี้เราจะเที่ยวแถวรอบสถานี Gora และตามเส้นทางของรถไฟสาย Hakone Tozan ซึ่งน่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวคนไทยเท่าไรนัก เดี๋ยวเราจะพาไปเที่ยวกันว่ามีอะไรน่าสนใจอีก
ตื่นเช้ามาชมบรรยากาศโรงแรมกันก่อน
ตรงลานด้านนอก บ่อออนแช่เท้าบรรยากาศดีมากๆ
มาที่อาหารเช้ากัน ที่ห้องอาหารเดิม อาหารเช้าจะเป็นแบบตักบุฟเฟ่ต์อย่างเดียว เป็นอาหารนานาชาติที่มีหลายแบบทั้ง ญี่ปุ่น ตะวันตก แล้วแต่เราเลือกเลย
9.18 Hakone Tozan Cable Car : Gora station → Koen-kami station
เช้านี้เริ่มต้นเที่ยวแถวโซนใกล้ๆ กันก่อน ซึ่งเราแนะนำให้ใช้รถรางไป เช่นที่เราจะไป Hakone Museum of Art ถ้าดูกูเกิ้ลแมพเหมือนจะใกล้โรงแรม แต่ทางเดินจริงๆ คือภูเขา เราต้องเดินชันขึ้นเรื่อยๆ เพราะงั้นแนะนำว่าใช้รถรางเถอะ เรามีพาสแล้วใช้ให้คุ้ม! โชว์พาสกับเจ้าหน้าที่แล้วขึ้นได้เลย!
Hakone Museum of Art
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในฮาโกเน่ เปิดในปี 1952 หากชอบบรรยากาศสวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของฤดูกาล ที่นี่คือ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดอันดับต้นๆ ของฮาโกเน่ ซึ่งใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีประมาณปลาย พ.ย. เรามาต้น ธ.ค. เลยไม่ทัน
แต่จริงๆแล้วสวนแห่งนี้ดังเรื่องสวนมอส มีมอสมากกว่า 130 สายพันธุ์ปกคลุมพื้นดินราวกับพรมสีเขียวหนานุ่ม ปลูกดูแลอย่างดี
ภายในสวนยังมีอาคารรูปแบบต่างๆ ทั้งญี่ปุ่นและตะวันตก ซึ่งได้รับลงทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/nbf7CHV9t8vsPtpr8
มีมอสมากกว่า 130 สายพันธุ์ปกคลุมพื้นดินราวกับพรมสีเขียวตัดกับต้นเมเปิ้ล กว่า 200 ต้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าต้นเมเปิ้ลที่นี้ต้นเล็ก ทั้งๆที่สวนแห่งนี้เปิดมา 50 กว่าปีแล้ว เพราะทางสวนตั้งใจให้ต้นไม้ยังเล็ก คือถ้าต้นไหนใหญ่เกินไปเขาจะขุดออกและนำต้นใหม่ที่สูงใกล้เคียงกันมาแทน ทำให้สวนแห่งนี้มีต้นเมเปิ้ลที่มีความสูงไล่ระดับเท่ากันนั่นเอง การดูแลสวนไม่ธรรมดาจริงๆ
อาคารรูปแบบต่างๆ ทั้งญี่ปุ่นและตะวันตก ซึ่งได้รับลงทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ
ภายในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เน้นจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Jomon) จนถึงยุคเอโดะ
ร้านน้ำชา Shinwa-tei หลังเดินชมสวน สามารถแวะจิบ ชาเขียวมัทฉะ พร้อมทานขนมหวานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ร้านน้ำชาภายในสวนได้ ความพิเศษคือคุณจะได้นั่งจิบชาพร้อมกับมองวิวสวนมอสผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองภาพวาดที่มีชีวิต
10.32 KANKO SHISETSU MEGURI Bus S Line : Hakone Museum of Art → Nicolai Bergmann Hakone Gardens
ต่อมาเรานั่งบัสไปต่อที่สวน Nicolai Bergmann Hakone Gardens เป็นสวนพฤกษศาสตร์สไตล์นอร์ดิกที่ผสมผสานกับธรรมชาติของฮาโกเน่ได้อย่างลงตัวมาก สวนนี้สร้างสรรค์โดย Nicolai Bergmann ศิลปินนักจัดดอกไม้ชาวเดนมาร์กที่มีชื่อเสียงระดับโลก เจ้าของแบรนด์กล่องดอกไม้ Flower Box อันโด่งดัง
ค่าเข้า 1,800 เยน แต่ถ้าซื้อออนไลน์จะลดเหลือ 1,500 เยนดูได้ทาง https://hakonegardens.jp/
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/YRUvb6CdRpYriWRy8
ในป่าอันกว้างใหญ่ คุณสามารถเดินเล่นไปตามทางเดินที่ประดับประดาด้วยดอกไม้และของตกแต่งสไตล์นอร์ดิกอย่างประณีตงดงามราวกับงานศิลปะ
สวนนี้ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนความสวยงามไปตามฤดูกาล เช่น ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีสันสดใสอย่างดอกทิวลิปจะบานสะพรั่ง และในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม จะประดับด้วยดอกไฮเดรนเยียกว่า 3,000 กระถางหลากหลายสายพันธุ์ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะมีฟักทองขนาดใหญ่เรียงรายตกแต่งในธีมฮาโลวีน และในช่วงปลายปี สวนจะถูกตกแต่งด้วยของประดับคริสต์มาสสไตล์นอร์ดิก
สามารถซื้อของกินที่คาเฟ่ แล้วทางร้านก็ใส่ตระกร้าปิคนิคให้เราไปทานตามจุดต่างๆของสวนได้
NOMU Hakone
NOMU Hakone คาเฟ่เสิร์ฟอาหารสไตล์นอร์ดิกที่ปรุงจากวัตถุดิบในพื้นที่ฮาโกเน่ ที่นี่มีแซนด์วิชแบบเปิดหน้าสไตล์เดนมาร์กดั้งเดิมที่เรียกว่า "Smørrebrød" และของหวานต่างๆ ภายในร้านบรรยากาศสว่างไสวด้วยแสงแดด เหมาะกับการมานั่งเล่นชิลๆเพลินๆ
อาหารและขนมสไตล์เดนมาร์ก
12.17 KANKO SHISETSU MEGURI Bus S Line : Nicolai Bergmann Hakone Gardens → Gora station
เรานั่งรถบัสกลับมาที่สถานี Gora
12.38 Hakone Tozan Train :Gora station → Miyanoshita station
NARAYA CAFE
เป็นหนึ่งในคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ มองเห็นวิวภูเขาที่สวยงามของฮาโกเน่ อยู่ติดกับสถานี Miyanoshita ตัวคาเฟ่ดัดแปลงมาจากส่วนหนึ่งของ Naraya Ryokan ซึ่งเป็นที่พักเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปี ดีไซน์ร้านเป็นการผสมผสานระหว่างงานไม้ดั้งเดิมกับสไตล์โมเดิร์นที่ดูอบอุ่นมาก ให้กลายเป็นคาเฟ่ แกลเลอรี และร้านขายของทำมือ
จุดเด่นที่สุดคือ มีบ่อออนเซนแช่เท้า ให้แช่ระหว่างทานขนมไปด้วย
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/oQD873VcRKyTTAbD8
โซนร้านขายของที่ระลึกที่เน้นงาน Craft และของใช้กระจุกกระจิกที่คัดสรรมาอย่างดี
เมนูที่ทุกคนต้องสั่งคือ "Narayan" เป็นขนม Monaka แป้งกรอบสอดไส้ถั่วแดง รูปทรงน้ำเต้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลเจ้าของเดิม ความสนุกคือคุณสามารถเลือกไส้เองได้ เช่น ถั่วแดงกวน, งาดำ, ถั่วลันเตากวน หรือไส้ตามฤดูกาล และตักไส้ใส่ในตัวแป้งเอง สามารถสั่งเป็นเซตพร้อมเครื่องดื่มได้
มีพิซซ่าด้วยนะ อร่อย
นอกจากโซนคาเฟ่แล้ว ชั้นบนยังมีแกลเลอรีเล็กๆ จัดแสดงงานศิลปะ
14.18 Hakone Tozan Train : Miyanoshita station → Tonosawa station
Fukazawa Zeniarai Benzaiten Shrine
ศาลเจ้าล้างเงิน แห่งฮาโกเน่ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความลับและน่าสนใจมาก มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า หากนำเงิน มาล้างด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ไหลอยู่ภายในศาลเจ้าแห่งนี้ เงินนั้นจะเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าตัว และนำโชคลาภด้านการเงินมาให้เจ้าของ
ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ติดกับชานชาลาของ สถานี Tonosawa ของรถไฟสาย Hakone Tozan Railway ความเก๋คือ เมื่อคุณลงจากรถไฟปุ๊บ คุณสามารถเดินเข้าสู่บริเวณศาลเจ้าได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากสถานีด้วยซ้ำ เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เข้าถึงง่ายที่สุดแต่กลับให้บรรยากาศที่เงียบสงบและลึกลับเพราะตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและป่าไม้
ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นเพื่อบูชา เทพเจ้าเบนไซเทน ซึ่งเป็นเทพแห่งโชคลาภ ศิลปะ และสายน้ำ จึงไม่แปลกที่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นี่จะถือว่ามีพลังมากในการดึงดูดทรัพย์
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/p9TjCsM1sT4TyjeH9
Hakone Tozan Train : Tonosawa station → Hakone-Yumoto station
และเราก็นั่งรถไฟต่อกลับมาถึงสถานี Hakone-Yumoto เราก็ออกมาเดินเล่นที่เมืองกัน เป็นย่านออนเซนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ มากมาย
ย่านยูโมโตะเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในฮาโกเน่ มีเรียวกังและโรงแรมออนเซ็นตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำมากมาย หลายแห่งมีบริการ Day-use Onsen ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่อยากแช่น้ำผ่อนคลายก่อนเดินทางกลับโตเกียว
น้ำตก Tamadare
เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและเงียบสงบ ตั้งอยู่ในย่าน Hakone-Yumoto น้ำตกนี้ตั้งอยู่ในสวนของโรงแรม Tenseien
ชื่อ Tamadare แปลว่า "ม่านไข่มุก" ซึ่งสื่อถึงลักษณะของน้ำที่ไหลย้อยลงมาตามหน้าผาหินเป็นเส้นเล็กๆ ดูนุ่มนวลเหมือนม่าน บริเวณใกล้ๆ น้ำตกจะมีศาลเจ้าเล็กๆ ชื่อว่า Tamadare Shrine ซึ่งมีความเชื่อกันว่าน้ำจากน้ำตกนี้ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยเรื่องความรักและการมีบุตร
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/SXCfAt5PJzVeQCjH6
Chimoto
คือร้านขนมหวานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดร้านหนึ่งในย่าน Hakone-Yumoto ร้านนี้เปิดมานานกว่า 75 ปี และเป็นจุดแวะพักที่คนชอบขนมหวานต้องห้ามพลาด
เมนูที่สร้างชื่อให้ร้านนี้มากที่สุดคือ Yumochi ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นขนมตัวแทนของฮาโกเน่เลย ลักษณะเป็นโมจิสีขาวนวลที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเป็นพิเศษมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของ ส้มยูสุ และด้านในจะมีโยกังถั่วแดงชิ้นเล็กๆ ผสมอยู่ รูปทรงและความนุ่มของมันเลียนแบบมาจากผิวของคนที่เพิ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน
googlemap : https://maps.app.goo.gl/DJWaUoCvAP1ub8R1A
Gallery Cafe Utrillo
เป็นคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมากในย่าน Hakone-Yumoto ครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างงานศิลปะและความคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่ในยุโรปหรือร้านกาแฟเก่าแก่ในญี่ปุ่น (Kissaten) มีเครื่องเสียงคลาสสิกและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ
กาแฟและขนมที่นี้อร่อยมาก
googlemap : https://maps.app.goo.gl/X9GNVDm9NPMUhXqu6
BOX BURGER
เป็นร้านเบอร์เกอร์พรีเมียมระดับคราฟต์ของฮาโกเน่ ร้านนี้โด่งดังมากในหมู่คนรักเบอร์เกอร์เพราะรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง หัวใจสำคัญของที่นี่คือการใช้ เนื้อวัวโซชู (Soshu Beef) เนื้อวัวคุณภาพสูงจากเมืองมินามิอาชิงาระ จังหวัดคานากาวะ เนื้อมีความนุ่มและรสชาติเข้มข้นมาก และยังมีเมนูเนื้อสัตว์อื่นๆนอกจากเนื้อวัวด้วย
สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคารไม้เก่าที่รีโนเวทใหม่ ได้บรรยากาศแปลกไปอีกแบบกินเบอร์เกอร์ในบ้านญี่ปุ่น
Googlemap : https://maps.app.goo.gl/S88HqN6MUGdF2GZJ7
19.50 Romancecar : Hakone-Yumoto station → Shinjuku
แล้วเราก็เดินทางกลับมาที่สถานีเพื่อนั่ง Romancecar กลับไปที่สถานี Odakyu Shinjuku
จบแล้วกับทริป 2 วัน 1 คืน เที่ยวฮาโกเน่ ซึ่งเอาจริงๆ ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมากให้เราได้มาอีก ไม่ได้มีแค่ที่เราไปมา ยังมีอีกเยอะ มาได้อีกหลายรอบเลย
Digital Hakone Freepass สามารถซื้อได้ใน EMot Online Tickets https://www.emot-tickets.jp ซื้อผ่านมือถือได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่จำเป็นต้องเข้าคิวซื้อตั๋วหรือแลกตั๋วก่อนเดินทาง แถมยังสามารถโอนตั๋วให้เพื่อนก็ได้ และไม่ต้องกังวลว่าตั๋วจะหายเหมือนตั๋วกระดาษอีกด้วย
วิธีใช้งานก็ง่ายเพียงสแกน QR Code ที่เครื่องอ่านที่ทางเข้าสถานี หรือหากเป็นสถานีที่ไม่มีเครื่องอ่านก็โชว์หน้าจอให้นายสถานีดู แต่จะไม่สามารถโชว์หน้าจอแบบ Screenshot ได้
ไปญี่ปุ่นอย่าลืมใช้โค้ดของ GGJP! รวมคูปองส่วนลดในญี่ปุ่น Donki/ตึกม่วง Takeya/ประกัน Sompo
www.gographjapan.com/category/คูปองส่วนลดญี่ปุ่น/