โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.6% ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. เวลา 19.33 น.

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบและประเมินภาวะเศรษฐกิจรายปีประเทศไทย ตามพันธะผูกพันข้อ 4 (Article IV Consultation) โดยทางการไทยได้ให้ความยินยอมในการเผยแพร่รายงานที่จัดทำขึ้นจากการประเมินครั้งนี้

เศรษฐกิจไทยคาดว่าชะลอตัวจากร้อยละ 2.5 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 เนื่องจากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า สินเชื่อที่ไม่เติบโต และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าคาด ซึ่งยังคงฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง และบางส่วนสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว และภาวะการเงินยังคงตึงตัว อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และระดับหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับปานกลาง

ทางการได้จัดการกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบ โดยมาตรการประกอบด้วย นโยบายการคลังแบบมุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นการบริโภค การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม มาตรการสนับสนุนในการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนสภาพคล่องแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการดำเนินการในการเสริมสร้างวินัยทางการคลัง

ในระยะข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงต่อเนื่องเหลือร้อยละ 1.6 ในปี 2569 จากแรงกดดันภายนอกที่ยังคงอยู่และอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูงและเอนเอียงไปทางด้านลบ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ยืดเยื้อ ความผันผวนในตลาดการเงินโลก และพัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศ อาจกดดันการเติบโตและเงินเฟ้อเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดทางการค้าได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว หรือความไม่แน่นอนในประเทศคลี่คลาย ก็อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

การประเมินของคณะกรรมการบริหาร

กรรมการบริหารเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอน แต่ขณะนี้กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบาย (policy space) กรรมการเน้นย้ำความสำคัญของการใช้นโยบายผสมผสานอย่างเหมาะสม โดยต่อยอดจากแรงส่งของการปฏิรูปช่วงที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ และเร่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับการเติบโตระยะกลางและช่วยปรับสมดุลภายนอก

กรรมการเน้นว่า เมื่อพื้นที่ทางการคลังแคบลง มาตรการทางการคลังควรเป็นแบบมุ่งเป้าและใช้อย่างระมัดระวัง โดยยึดโยงกับยุทธศาสตร์การปรับภาวะการคลังให้เข้มแข็งสมดุลในระยะปานกลาง

กรรมการ IMF ยกย่องความมุ่งมั่นของทางการต่อความรอบคอบทางการคลังตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework ) และชี้ว่าการดำเนินการให้เกิดผลจริงเป็นหัวใจสำคัญ กรรมการเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเพิ่มรายได้รัฐเพื่อฟื้นฟูฐานกันชนทางการคลัง เปิดพื้นที่ให้ใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการเติบโต และเสริมระบบคุ้มครองทางสังคม อีกทั้งเห็นว่าการเสริมความเข้มแข็งของกฎวินัยการคลังและการบริหารการเงินการคลังและหนี้สาธารณะจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิผลของนโยบาย

กรรมการพอใจกับท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศและลดความเสี่ยงด้านลบต่อเงินเฟ้อ โดยเห็นว่ามีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติมตามข้อมูลเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบาย รวมถึงมาตรการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง พร้อมเน้นความสำคัญของการประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และย้ำว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (shock absorber) โดยการแทรกแซงค่าเงินควรจำกัดเฉพาะการดูแลตลาดให้เคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบ ในกรณีความผันผวนที่ไม่เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน

กรรมการระบุว่าความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงินยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดท่ามกลางภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงสินเชื่อที่สูงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มแข็งด้านกำกับดูแล ครอบคลุมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ สนับสนุน SMEs ควบคู่กับการคงธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งและลดปัญหาความเสี่ยงเชิงศีลธรรม (moral hazard) ตลอดจนเดินหน้าพัฒนากรอบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT)

กรรมการเห็นพ้องว่า สภาพแวดล้อมภายนอกที่เลวร้ายลงยิ่งย้ำถึงความจำเป็นของการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาด โดยให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ กับ การบูรณาการด้านการค้าและการเงินให้ลึกขึ้น การยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดเศรษฐกิจนอกระบบ ยกระดับการส่งออก เสริมเครือข่ายความคุ้มครองทางสังคม ปรับปรุงสภาพแวดล้อมธุรกิจและธรรมาภิบาล และขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...