GDP ไทยต่ำกว่า 2% เสี่ยงซึมยาวรั้งท้ายอาเซียน โจทย์หินรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ
ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 ‘รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย’ อธิบการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้า ได้พูดถึงภาพรวมของเศรษฐกิจและการค้าในปี 2026 ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ โดยแสดงความกังวลว่าประเทศไทยยังติดหล่มทางเศรษฐกิจ และต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยในอาเซียน
โดยอ้างถึง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ที่คาดการณ์ว่าไทยจะโต 1.6% ในปีนี้ ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม กลับโตถึง 5.6% และ ฟิลิปินส์ 6.7% ดังนั้น ไทยยังคงเป็น ‘คนป่วย’ ของภูมิภาคนี้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง
รศ.ดร.ธนวรรธน์ ได้ย้อนไปแตะแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่าจริงๆ แล้วไทยต้องโตที่ 5% แต่ทุกวันนี้ไทยกลับโตต่ำกว่า 3% แม้แต่ IMF เองก็ยังมองว่าใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะโตไม่เกิน 3% ด้วยซ้ำซึ่งเป็นคาดการณ์ระยะยาวที่น่ากังวล
ในมุมของ รศ.ดร.ธนวรรธน์ มองว่า ความต่อเนื่องของการทำงานของรัฐบาลคงเดาไม่ยากเพราะสานต่อจากสิ่งที่เคยทำ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสใหม่ ที่จะมาแน่ๆ หรือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่คงต้องดูต่อว่ารัฐบาลใหม่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างไร
[ กำลังซื้อคนไทยหด ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีอื่น ]
ด้วยความที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้เงินเฟ้อไม่สูง แถมจะติดลบด้วยซ้ำ และยังมีสัญญาณภาวะเงินฝืดด้วย ดังนั้น เราไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการขึ้นราคาสินค้าได้ เพราะคนไทยไม่มีกำลังซื้อ
ขณะที่การว่างงานในประเทศยังต่ำมาก อัตราการเกิดต่ำลงเรื่อยๆ กลุ่มคนสูงอายุสูงขึ้น ไทยต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อบาลานซ์ปัญหานี้
“ในสายตาคนนอกมองว่า คนไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชนชั้นกลาง มีคนยากจนน้อยแต่เศรษฐกิจกลับโตลดลงเรื่อยๆ ที่ผ่านมา ไตรมาส 1/2025 ไทยโต 3.2%, ไตรมาส 2/2025 โต 2.8%, ไตรมาส 3/2025 โต 1.8% และถ้าปีนี้รัฐบาลไม่สามารถฟื้นสถานการณ์เศรษฐกิจได้ เราจะติดอยู่ในวงจรความเหนื่อยนี้ไปอีกนาน”
ด้วยความที่ในปีนี้ยังไม่มีใครมองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 2% เลย ขณะที่การท่องเที่ยวก็ไม่ชัดเจนว่าจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน ซึ่งเขามองว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนอาจจะพอประเมินสถานการณ์ได้
ความเลวร้ายของภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยที่ รศ.ดร.ธนวรรธน์ แชร์ก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เคยมาไทยถึง 10 ล้านคน แต่ตอนนี้ถูกแบ่งไปประเทศอื่น เช่น
- ญี่ปุ่น 8 ล้านคน
- เวียดนาม 5.3 ล้านคน
- ไทยเหลือ 4.3 ล้านคน
“หมายความว่า ตอนนี้เราเสียแชมป์ไปแล้วสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน”
อย่างไรก็ตาม เดือนธันวาคม-มกราคม 2 เดือนล่าสุด จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาที่ 3 ล้านคน เป็นครั้งแรกในรอบ 15 สัปดาห์ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเกิน สัปดาห์ละ 1 แสนคน
ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเหมือนเดิมเร็วขึ้น ก็น่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ต่อจากนี้ไทยจะบริหารค่าเงินบาทอย่างไร ซึ่งตอนนี้ไทยพยายามประคองค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.1 ถึง 31.5 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งกว่าเวียดนาม และจีน เป็นเหตุผลว่าทำไมไทยยังเหนื่อยในสนามแข่งขันนี้
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พูดแตะไปถึง GDP ของไทยที่ยังโตต่ำว่า หากยังโตต่ำอยู่ที่ 2-3% ไปเรื่อยๆ จากที่เราเป็นเบอร์ 3 ในแง่ไซส์เศรษฐกิจในอาเซียน (แพ้สิงคโปร์ปีก่อน จากเดิมไทยอยู่อันดับ 2) เราอาจจะร่วงไปถึง อันดับ 6 ได้
“ถ้าเรายังโต 2-3% และถ้ามาเลเซียโต 4.5%-5% ต่อเนื่อง ไทยจะเป็นเบอร์ 4 ของอาเซียนใน 5 ปีข้างหน้า”
“ถ้าเวียดนามโตได้ 7% ไปเรื่อยๆ อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะกลายเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน”
“และถ้าฟิลิปปินส์โตได้ 6% ไปเรื่อยๆ 15-20 ปีข้างหน้า ไทยจะกลายเป็นเบอร์ 6 ของ อาเซียน ถ้าไทยยังโตเท่าเดิม”
สุดท้ายรัฐบาลใหม่ต้องเร่งปรับและทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากวิกฤตนี้ให้ได้ โดยจะมี 3 ปัจจัยที่จะทำให้ไทยเซไปมาจนกว่าจะได้เครื่องยนต์ใหม่ ก็คือ ค่าเงินบาท, สงครามการค้า และเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อทั้งภายนอกและภายในประเทศ