โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” เดินเกมแข็งกร้าว เสี่ยงปล่อย “จีน” ครองแต้มต่อเศรษฐกิจเอเชีย 55 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 03.50 น.

"ทรัมป์" ทุ่มน้ำหนักไปยังตะวันออกกลางและซีกโลกตะวันตก นักวิเคราะห์เตือนสหรัฐกำลังเสี่ยงเบี่ยงโฟกัสจากเอเชีย เปิดทางจีนชิงความได้เปรียบเศรษฐกิจ 55 ล้านล้านดอลลาร์

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าในขณะที่สหรัฐส่งกองกำลังทางเรือทั้งในทะเลแคริบเบียนและนอกชายฝั่งอิหร่าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ลังเลที่จะเผชิญหน้า แต่ความเสี่ยงคือเขาอาจหลงลืมบทเรียนสำคัญว่าอำนาจของสหรัฐ ในอดีตทำงานอย่างไรในการยับยั้งความขัดแย้งที่มีต้นทุนสูงในพื้นที่ซึ่งมีความหมายที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก

ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา นักยุทธศาสตร์อเมริกันเรียกร้องให้สหรัฐหันหน้าไปเอเชีย (pivot to Asia) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก และคาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจจะพุ่งแตะ 55 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า หากยึดเอเชียเป็นลำดับความสำคัญ สหรัฐจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลจีน และอย่างน้อยต้องแสดงท่าทีเคารพกติกาสากล หากต้องการให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ดี ทรัมป์กลับใช้แนวทางกดดันแม้แต่ประเทศพันธมิตร ผ่านการอ้างสิทธิในดินแดนหรือการข่มขู่ทางการค้า แม้หลายครั้งจะไม่เดินหน้าจริงก็ตาม ฝ่ายบริหารของเขามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ภายใต้ “กฎแห่งป่า” มากกว่ากฎสากล และส่งสัญญาณโลกทัศน์แบบเขตอิทธิพล (spheres of influence) ที่เริ่มจากการตอกย้ำอำนาจของสหรัฐในซีกโลกตะวันตกของตนเอง

ทีมทรัมป์ยืนยันว่าเขาเป็นผู้นำที่ยกการรับมือจีนขึ้นเป็นศูนย์กลางนโยบาย พร้อมส่งสารแข็งกร้าวถึงจีนและรัสเซีย และบีบให้ยุโรปเพิ่มงบกลาโหมมากขึ้น บางฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นเค้าโครงของยุทธศาสตร์ใหญ่เพื่อแยกจีนออกจากรัสเซียและอิหร่าน

แต่ปัญหาของโลกทัศน์แบบเขตอิทธิพล คือ มหาอำนาจคู่แข่งย่อมต้องการพื้นที่ของตนเองเช่นกัน จีนมุ่งยืนยันอำนาจเหนือไต้หวันและทะเลจีนใต้ ขณะที่ประเทศยุโรปตะวันออกหลายแห่งบนแนวหน้าของนาโตหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายของเครมลิน

ภูมิภาคเหล่านี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าพื้นที่ที่ครอบคลุมโดย “Donroe Doctrine” ของทรัมป์ หากเกิดสงคราม สหรัฐอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผลกระทบจะรุนแรงอย่างยิ่ง

รายงานของ Bloomberg Economics ระบุว่า สงครามเหนือไต้หวันอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าผลกระทบจากโควิด-19 และวิกฤติการเงินโลกเสียอีก ขณะที่ท่าเรือในทะเลจีนใต้รองรับการค้าราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนรัฐบอลติก แม้ไม่ใช่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก แต่หากถูกละเมิดอธิปไตย ก็เท่ากับทำลายเกราะความมั่นคงที่ยุโรปพึ่งพามานานหลายทศวรรษ

คุกคามบ่อย ถอยบ่อย สร้างความไม่แน่นอน

ทรัมป์เคยขู่ผนวกกรีนแลนด์ ก่อนจะถอยลงมาจากท่าทีแข็งกร้าวเต็มรูปแบบ เรื่องภาษีนำเข้า มีเพียงราวหนึ่งในสี่ของมาตรการที่ประกาศซึ่งมีผลจริง นักลงทุนถึงกับตั้งชื่อกลยุทธ์ว่า“TACO trade” หรือTrump Always Chickens Out อย่างไรก็ดี ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ความไม่สบายใจของพันธมิตรสหรัฐก็เพิ่มขึ้น เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าการถอยจะยั่งยืนหรือไม่

ตะวันออกกลาง: สมรภูมิที่อาจเบี่ยงเบนจากเอเชีย

ประเด็นร้อนทั้งหมดจะถูกรวมไว้ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก สัปดาห์นี้ ซึ่งมักถูกเรียกว่า “Davos with guns” โดยจุดเดือดที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ทั้งที่ผู้นำสหรัฐพูดมานานว่าจะลดบทบาทในภูมิภาคนี้

การโจมตีอิหร่านจะมีความเสี่ยงสูง หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu มีกำหนดพบทรัมป์ในวอชิงตัน

เอเชีย: สมรภูมิแห่งศตวรรษ

Bloomberg Economics คาดว่า เศรษฐกิจเอเชียจะโตจาก 38 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็น 55 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2578 ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ราว 37 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนทวีปอเมริกานอกสหรัฐเพียง 11.5 ล้านล้านดอลลาร์

ยังมีผู้นำเอเชียสายหนุนสหรัฐฯ เช่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นที่เพิ่งชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่การที่สหรัฐเปิดศึกภาษีกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย รวมถึงการบอกว่าไต้หวันควรจ่ายค่าประกัน เพื่อให้สหรัฐคุ้มครอง สร้างคำถามต่อความจริงใจของวอชิงตัน

จีนมีเรือรบมากกว่าสหรัฐแล้ว และกำลังจะแซงด้านเรือดำน้ำ ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ ตึงตัว ส่งผลให้การยับยั้งในเอเชียอ่อนแอลง และเพิ่มโอกาสที่จีนจะตัดสินใจเดินหน้าเรื่องไต้หวัน

โลกกำลังเข้าสู่ยุคป้อมปราการ

มาร์ก คาร์นีย์ อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า ระเบียบโลกที่ยึดกติกาเป็นฐานเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ใช้ไม่ได้แล้ว และเตือนว่า “โลกของป้อมปราการจะยากจน เปราะบาง และไม่ยั่งยืนกว่าเดิม”

นักวิชาการอย่าง Stephen M. Walt จาก Harvard Kennedy School มองว่า ยุทธศาสตร์สมัยที่สองของทรัมป์คือ “hegemonic predation” หรือการครอบงำเชิงล่าเหยื่อ ซึ่งอาจใช้ได้ชั่วคราว แต่ไม่เหมาะกับโลกหลายขั้ว เพราะประเทศอื่นมีทางเลือกมากขึ้นในการลดการพึ่งพาสหรัฐ

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...