โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่ากลยุทธ์ MUJI ปั้น 'สกินแคร์มินิมอล' รุกตลาดความงามเอเชีย

PostToday

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 21.34 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 04.26 น.

มูจิ (Muji) แบรนด์ค้าปลีกจากญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องสินค้าของใช้ในบ้านสไตล์มินิมอล เล็งใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) ที่เน้นความคุ้มค่าและคุณภาพ เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอุตสาหกรรมความงาม

มาริโกะ โอฮาชิ (Mariko Ohashi) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อสินค้าของใช้ในบ้านของ Ryohin Keikaku Co. บริษัทแม่ของมูจิ เปิดเผยว่า บริษัทยังมองเห็นศักยภาพอีกมากในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในระดับโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านสูตรผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นส่วนสมใน ราคาที่จับต้องได้

ในประเทศญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ความงามของมูจิส่วนใหญ่มีราคาจำหน่ายต่ำกว่า 3,000 เยน (ราว 680 บาท) ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับสินค้ากลุ่มเครื่องแต่งกายและของใช้ในบ้าน

โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพเติบโตเกือบเท่าตัวแตะระดับ 1 แสนล้านเยนในระยะเวลาสองปี คิดเป็นสัดส่วนราว 13% ของยอดขายรวม สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน 46% เป็น 1.08 แสนล้านเยนภายในปี 2028

แม้ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายสินค้ากลุ่มความงามจะยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วสะท้อนให้เห็นว่า มูจิกำลังกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์จากญี่ปุ่นที่สามารถหาช่องทางการเติบโตใหม่ในตลาดความงามที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งปัจจุบันแบรนด์จากจีนและเกาหลีใต้กำลังรุกทำตลาดอย่างหนัก

จากกระแสตอบรับที่ดีในประเทศ มูจิได้เริ่มทยอยวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลผิว (Skincare) ในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ รวมถึงฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ พร้อมวางแผนขยายสู่ตลาดโลกในวงกว้างมากขึ้น

“ผู้บริโภคในต่างประเทศทราบข่าวผ่านโซเชียลมีเดียอยู่แล้วว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของมูจิได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น” โอฮาชิกล่าว “เราสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวและการรอคอยจากลูกค้าตั้งแต่ก่อนที่สินค้าจะเปิดตัว”

การรุกตลาดครั้งนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจส่วนผสม และความปลอดภัย มากกว่าภาพลักษณ์ความหรูหราของแบรนด์

สำหรับมูจิ กลยุทธ์นี้ไม่ได้มุ่งแข่งขันโดยตรงกับแบรนด์เครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ แต่เป็นการต่อยอดปรัชญาของแบรนด์ไปยังกลุ่มสินค้าที่ใกล้เคียงกัน

ความแตกต่างที่เห็นชัดคือ ขณะที่แบรนด์ความงามอย่าง L’Oreal, Estee Lauder และ Shiseido พึ่งพาเคาน์เตอร์เครื่องสำอางและร้านค้าเฉพาะทางเป็นหลัก มูจิกลับเลือกวางจำหน่ายโลชั่นและครีมบำรุงผิวรวมกับสินค้าอื่นๆ เช่น ชุดนอน กล่องเก็บของ และอาหาร ซึ่งช่วยลดกำแพงในการทดลองใช้สินค้าและตอกย้ำจุดยืนในการเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจาก Shiseido ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ แม้จะเคยเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของ L’Oreal และ Estee Lauder แต่ปัจจุบันแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่นรายนี้กำลังเผชิญความท้าทายจากยอดขายที่ชะลอตัวในอเมริกาเหนือและการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์เอเชียด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จในตลาดโลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ยอดขายเครื่องสำอางของมูจิยังคงตามหลัง Shiseido และ Kao Corp. แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มธุรกิจนี้ก็ช่วยลดช่องว่างดังกล่าวในตลาดญี่ปุ่นลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ตลาดเอเชียตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขามูจิส่วนใหญ่นอกประเทศญี่ปุ่น ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสกินแคร์มูจิอย่างชัดเจน โดยในไตรมาสแรก (สิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน) รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามในภูมิภาคนี้เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของยอดขายรวม

สำหรับมูจิ การขยายตลาดต่างประเทศต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและปรับตัวให้เข้ากับบริบทของแต่ละท้องถิ่น โอฮาชิระบุว่า ความหลากหลายของสินค้าในต่างประเทศยังคงน้อยกว่าในญี่ปุ่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและความชอบของผู้บริโภคที่แตกต่างกันระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละตลาด

ทั้งนี้ มูจิมีสาขาทั้งหมด 1,474 แห่ง (ณ เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา) กำลังเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโต โดยได้เปิดแฟล็กชิปสโตร์ในฝรั่งเศส ไทย และเวียดนาม ควบคู่ไปกับการรักษาฐานตลาดที่มั่นคงในจีน

ในญี่ปุ่นเอง ฐานลูกค้าของกลุ่มความงามก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงกลุ่มเพศหญิงอีกต่อไป โอฮาชิกล่าวเสริมว่า มีลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นและเพศชายจำนวนมากขึ้นที่ตัดสินใจซื้อโลชั่นและมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มขึ้น

“เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นบริษัทเครื่องสำอาง ซึ่งนั่นเป็นข้อได้เปรียบของเรา” โอฮาชิกล่าวทิ้งท้าย “สำหรับหลายคน การเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกเกร็ง แต่สำหรับเรา ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาดูสินค้าได้อย่างสบายใจ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...