สภาพัฒน์ ห่วง TCAS รอบ Portfolio ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ คัดคนมีเงินทิ้งคนเก่ง
สภาพัฒน์ ชี้ การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไทยในระบบ สร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากต้นทุนการเตรียมผลงานที่สูงทำเด็กรายได้น้อยเสียโอกาส เสนอ 3 แนวทางให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และ ภาพรวมปี 2568 ว่า Portfolio เป็นรูปแบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพโดดเด่นและสอดคล้องกับความต้องการของสาขาวิชา อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว ระบบ Portfolio กลับมีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง และอาจซ้ำติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยบางกลุ่ม
โดยการรับสมัครในรอบ Portfolio ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย (Thai UniversityCentral Admission System: TCAS) ซึ่งพัฒนาโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาการสมัครสอบหลายครั้ง ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร และป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อนและการกีดกันโอกาสของผู้อื่นโดยปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 รอบ ได้แก่
(1) Portfolio เน้นการพิจารณาความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน
(2) Quota เน้นพื้นที่เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน
(3) Admission ใช้คะแนนสอบกลาง และ
(4) Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio ได้กลายเป็นช่องทางการรับสมัครหลักของมหาวิทยาลัยไทยโดยสัดส่วนการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 21.5% ในปี 2561 เป็น 36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้นบางคณะในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งใช้การคัดเลือกผ่าน Portfolio เป็นช่องทางหลักของการรับสมัคร และในบางกรณียังเปิดรับสมัครซ้ำหลายครั้งภายใต้รูปแบบดังกล่าว ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการคัดเลือกที่อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสมอภาคในการเข้าถึงการอุดมศึกษา
โดยการคัดเลือกผ่าน Portfolio มีแนวโน้มจะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า กระทบต่อความเป็นธรรมของระบบการคัดเลือกในภาพรวม ดังนี้
1.เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะในคณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ได้ปรับเกณฑ์การรับสมัครให้เข้มข้นและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการหรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมีโครงงานวิจัยหรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือTOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน
แม้การยกระดับเกณฑ์ดังกล่าวช่วยให้มหาวิทยาลัยคัดเลือกผู้สมัครที่มีความพร้อมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้ผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาส โดยผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่นเช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า ดังนั้นแม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่มจะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมาในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่
2.การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ภายใต้ระบบการคัดเลือกปัจจุบัน การจัดเตรียม Portfolio มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลงานให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีความหลากหลาย มากกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกหรือการพัฒนาความสนใจอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน นักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการ การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร
แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา
3.โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกในรอบ Portfolio โดยสถานศึกษาขนาดเล็กนอกจากจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรน้อยแล้ว ยังขาดการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ปกครองและศิษย์เก่า ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยให้คุณค่าสูงในระบบ Portfolio ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมักเผชิญปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูอยู่บ่อยครั้งทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง และครูมีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะน าเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ
ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ เช่น ค่ายวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านงานวิจัย และการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ศักยภาพของสถานศึกษาถูกถ่ายทอดไปเป็นความได้เปรียบของผู้เรียนในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Portfolio
4.การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อย แม้ อว. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ TGAT และ TPAT ซึ่งใช้เป็นคะแนนประกอบการคัดเลือกในรอบ Quota, Admission และ Direct Admission รวมถึงสนับสนุนค่าธรรมเนียมการเลือกอันดับในรอบAdmission ไม่เกิน 600 บาทต่อคน แต่นักเรียนไทยจำนวนมากกลับเลือกสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ Portfolio ซึ่งมีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท
นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่นบาท ตลอดจนค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน
5.การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร โดยเฉพาะกรณีการทุจริตในรูปแบบการแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้ ทปอ. จะมีการออกคำเตือนว่าการให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด
ดังที่ปรากฏในข่าวกรณีผู้สมัครรายหนึ่งนำผลงานซอฟต์แวร์และเกมที่ไม่ได้พัฒนาด้วยตนเองมาใส่ไว้ใน Portfolio จนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นและมีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ในหลายมหาวิทยาลัย ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดเผยจากการร้องเรียนของเจ้าของผลงาน เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดของกลไกการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบคัดเลือกมีความเสี่ยงต่อการคัดกรองผู้ที่สามารถ “นำเสนอผลงานได้ดี” มากกว่าผู้ที่มีความสามารถและการเรียนรู้จริงโดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศที่ใช้การรับสมัครแบบ Portfolio ได้มีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นการลดการพิจารณาปัจจัยภายนอกหลักสูตรที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเปิดเผยเกณฑ์การประเมิน การพิจารณาผู้สมัครโดยตัดข้อมูลสะท้อนฐานะทางสังคมออก(เกาหลีใต้) การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้สมัคร ด้วยซอฟแวร์ตรวจสอบเรียงความที่อาจเข้าข่ายคัดลอกผลงานและแจ้งไปยังมหาวิทยาลัย (สหราชอาณาจักร)
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้านอุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็นและร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCAS Folio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 (อว., 2568)
อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ระบบ TCAS บรรลุเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม ลดความกดดันจากการสอบแข่งขัน และเอื้อให้นักเรียนสามารถวางแผนสมัครและเตรียมความพร้อมเข้าสู่คณะหรือสาขาที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานด้านการศึกษาในทุกระดับจ าเป็นต้องพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบ Portfolioควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
- โรงเรียนในพื้นที่เดียวกันควรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและโอกาสการเรียนรู้ เช่น เปิดโอกาสให้นักเรียนจากโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ไปใช้อุปกรณ์ของโรงเรียนที่มีความพร้อมมากกว่า โรงเรียนในเครือข่ายร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือทำโครงงานและทดลองจริง รวมถึงจัดค่ายสอนการจัดทำPortfolio โดยมีครู/ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และจัดกิจกรรมซ้อมสัมภาษณ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์รับสมัครของมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเตรียมตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น
- มหาวิทยาลัยควรแสดงความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน มุ่งประเมินผลงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาเป็นหลัก ควบคู่กับการพิจารณาแฟ้มสะสมผลงานที่ตัดข้อมูลซึ่งสามารถระบุตัวตนหรือสถานะทางสังคมของผู้สมัครออกจากเอกสาร เพื่อจ ากัดอคติในการคัดเลือก นอกจากนี้ควรร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการสมัครให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยอาจนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยคัดกรองประวัติและผลงาน เพื่อลดการพึ่งพาดุลยพินิจของมนุษย์
- หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการสมัครรอบ Portfolioไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดอุปสรรคหรือภาระทางการเงินให้แก่ผู้สมัคร โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนรายได้น้อย