โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ ห่วง TCAS รอบ Portfolio ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ คัดคนมีเงินทิ้งคนเก่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 04.31 น.

สภาพัฒน์ ชี้ การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไทยในระบบ สร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากต้นทุนการเตรียมผลงานที่สูงทำเด็กรายได้น้อยเสียโอกาส เสนอ 3 แนวทางให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และ ภาพรวมปี 2568 ว่า Portfolio เป็นรูปแบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพโดดเด่นและสอดคล้องกับความต้องการของสาขาวิชา อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว ระบบ Portfolio กลับมีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง และอาจซ้ำติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยบางกลุ่ม

โดยการรับสมัครในรอบ Portfolio ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย (Thai UniversityCentral Admission System: TCAS) ซึ่งพัฒนาโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาการสมัครสอบหลายครั้ง ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร และป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อนและการกีดกันโอกาสของผู้อื่นโดยปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 รอบ ได้แก่

(1) Portfolio เน้นการพิจารณาความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน

(2) Quota เน้นพื้นที่เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน

(3) Admission ใช้คะแนนสอบกลาง และ

(4) Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio ได้กลายเป็นช่องทางการรับสมัครหลักของมหาวิทยาลัยไทยโดยสัดส่วนการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 21.5% ในปี 2561 เป็น 36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นบางคณะในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งใช้การคัดเลือกผ่าน Portfolio เป็นช่องทางหลักของการรับสมัคร และในบางกรณียังเปิดรับสมัครซ้ำหลายครั้งภายใต้รูปแบบดังกล่าว ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการคัดเลือกที่อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสมอภาคในการเข้าถึงการอุดมศึกษา

โดยการคัดเลือกผ่าน Portfolio มีแนวโน้มจะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า กระทบต่อความเป็นธรรมของระบบการคัดเลือกในภาพรวม ดังนี้

1.เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะในคณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ได้ปรับเกณฑ์การรับสมัครให้เข้มข้นและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการหรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมีโครงงานวิจัยหรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือTOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน

แม้การยกระดับเกณฑ์ดังกล่าวช่วยให้มหาวิทยาลัยคัดเลือกผู้สมัครที่มีความพร้อมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้ผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาส โดยผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่นเช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า ดังนั้นแม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่มจะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมาในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่

2.การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ภายใต้ระบบการคัดเลือกปัจจุบัน การจัดเตรียม Portfolio มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลงานให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีความหลากหลาย มากกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกหรือการพัฒนาความสนใจอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน นักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการ การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร

แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา

3.โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกในรอบ Portfolio โดยสถานศึกษาขนาดเล็กนอกจากจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรน้อยแล้ว ยังขาดการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ปกครองและศิษย์เก่า ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยให้คุณค่าสูงในระบบ Portfolio ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมักเผชิญปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูอยู่บ่อยครั้งทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง และครูมีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะน าเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ

ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ เช่น ค่ายวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านงานวิจัย และการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ศักยภาพของสถานศึกษาถูกถ่ายทอดไปเป็นความได้เปรียบของผู้เรียนในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Portfolio

4.การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อย แม้ อว. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ TGAT และ TPAT ซึ่งใช้เป็นคะแนนประกอบการคัดเลือกในรอบ Quota, Admission และ Direct Admission รวมถึงสนับสนุนค่าธรรมเนียมการเลือกอันดับในรอบAdmission ไม่เกิน 600 บาทต่อคน แต่นักเรียนไทยจำนวนมากกลับเลือกสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ Portfolio ซึ่งมีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท

นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่นบาท ตลอดจนค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน

5.การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร โดยเฉพาะกรณีการทุจริตในรูปแบบการแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้ ทปอ. จะมีการออกคำเตือนว่าการให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด

ดังที่ปรากฏในข่าวกรณีผู้สมัครรายหนึ่งนำผลงานซอฟต์แวร์และเกมที่ไม่ได้พัฒนาด้วยตนเองมาใส่ไว้ใน Portfolio จนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นและมีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ในหลายมหาวิทยาลัย ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดเผยจากการร้องเรียนของเจ้าของผลงาน เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดของกลไกการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบคัดเลือกมีความเสี่ยงต่อการคัดกรองผู้ที่สามารถ “นำเสนอผลงานได้ดี” มากกว่าผู้ที่มีความสามารถและการเรียนรู้จริงโดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศที่ใช้การรับสมัครแบบ Portfolio ได้มีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นการลดการพิจารณาปัจจัยภายนอกหลักสูตรที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเปิดเผยเกณฑ์การประเมิน การพิจารณาผู้สมัครโดยตัดข้อมูลสะท้อนฐานะทางสังคมออก(เกาหลีใต้) การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้สมัคร ด้วยซอฟแวร์ตรวจสอบเรียงความที่อาจเข้าข่ายคัดลอกผลงานและแจ้งไปยังมหาวิทยาลัย (สหราชอาณาจักร)

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้านอุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็นและร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCAS Folio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 (อว., 2568)

อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ระบบ TCAS บรรลุเป้าหมายในการสร้างความเท่าเทียม ลดความกดดันจากการสอบแข่งขัน และเอื้อให้นักเรียนสามารถวางแผนสมัครและเตรียมความพร้อมเข้าสู่คณะหรือสาขาที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานด้านการศึกษาในทุกระดับจ าเป็นต้องพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบ Portfolioควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • โรงเรียนในพื้นที่เดียวกันควรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและโอกาสการเรียนรู้ เช่น เปิดโอกาสให้นักเรียนจากโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ไปใช้อุปกรณ์ของโรงเรียนที่มีความพร้อมมากกว่า โรงเรียนในเครือข่ายร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือทำโครงงานและทดลองจริง รวมถึงจัดค่ายสอนการจัดทำPortfolio โดยมีครู/ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และจัดกิจกรรมซ้อมสัมภาษณ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์รับสมัครของมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเตรียมตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น
  • มหาวิทยาลัยควรแสดงความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน มุ่งประเมินผลงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาเป็นหลัก ควบคู่กับการพิจารณาแฟ้มสะสมผลงานที่ตัดข้อมูลซึ่งสามารถระบุตัวตนหรือสถานะทางสังคมของผู้สมัครออกจากเอกสาร เพื่อจ ากัดอคติในการคัดเลือก นอกจากนี้ควรร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการสมัครให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยอาจนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยคัดกรองประวัติและผลงาน เพื่อลดการพึ่งพาดุลยพินิจของมนุษย์
  • หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการสมัครรอบ Portfolioไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดอุปสรรคหรือภาระทางการเงินให้แก่ผู้สมัคร โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนรายได้น้อย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...