กรมอุทยานฯ เผยผลสอบการตาย “สีดอหูพับ” ชี้ไม่พบ จนท.ประมาทเลินเล่อ
วันนี้ (9 มี.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานการแถลง ในฐานะผู้กำกับดูแลคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีช้างป่า “สีดอหูพับ” เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย
โดยมี นายธานี วงศ์นาค ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นผู้แถลงรายละเอียดผลการตรวจสอบ พร้อมด้วย นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น และสัตวแพทย์หญิงกิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์กรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้าร่วมแถลงผลด้วย
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” จากพื้นที่ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เพื่อนำไปปรับพฤติกรรมในโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งลับที่ 24/2569 ลงวันที่ 5 ก.พ. 69 พร้อมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่าร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ โดยมีสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านสุขภาพและการวางยาสลบช้างและสัตว์ป่า เข้าร่วมตรวจสอบหลักฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมพยานเอกสารจำนวน 117 ชุด และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 20 ราย ก่อนสรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เหตุผลในการดำเนินการตามคำสั่งศาล ความถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนปฏิบัติ และข้อเท็จจริงด้านเทคนิคทางวิชาการ จึงขอแถลงสรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง
จากการตรวจสอบพบว่า ศาลปกครองขอนแก่น มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว (คดีหมายเลขดำที่ 186/2568) ให้กรมอุทยานฯ จับและเคลื่อนย้ายช้างป่าจำนวน 4 ตัว รวมถึง “สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนภายใน 30 วัน เนื่องจากช้างกลุ่มดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน
แม้กรมอุทยานฯ จะยื่นขอขยายเวลาและอุทธรณ์คำสั่งต่อศาล แต่ตามกฎหมายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผลบังคับทันที หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเลยต่อหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล
ประเด็นที่ 2 : ความถูกต้องของกระบวนการและระเบียบกฎหมาย
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 72 และระเบียบกรมอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนและสัตว์ป่า มิใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการจัดทำโครงการรองรับ มีการอนุมัติงบประมาณ และประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครองและทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ
ประเด็นที่ 3 : ข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ
การใช้ยา และสาเหตุการเสียชีวิตจากการตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการวางยาซึมและการเคลื่อนย้าย สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า การประเมินรูปลักษณ์และน้ำหนักนั้น ทีมสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3 - 2.5 ตัน (ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน) และประเมินอายุไว้ที่ 15 - 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏ นอกจากกระที่ใบหูและรอยตีนแล้ว ยังพบว่าช้างป่ามีอาการตกมัน เมื่อเดือนกันยายน 68 ที่ผ่านมา (ซึ่งอาการตกมันจะพบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป) และสอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิง
การใช้ยาซึมในช่วงเวลาปฏิบัติงานรวม 4 ชั่วโมง 36 นาที มีการให้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร (2,700 มิลลิกรัม) เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนองของสัตว์ ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่าเป็นไปตามหลักวิชาการและไม่เกินกว่าขนาดยาปกติสำหรับการจัดการช้างป่าโดยมีข้อจำกัดการปฏิบัติงานในช้างป่าธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับพื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต จากผลการชันสูตรโดยละเอียดสรุปว่า เกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้รวบรวมพยานหลักฐานคำให้การและผลชันสูตรจากห้องปฏิบัติการให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่าฯ พิจารณาให้ความคิดเห็นตามหลักวิชาการ จากการพิจารณาข้อเท็จจริงโดยสรุป คณะกรรมการฯ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน มีแผนกำหนดอย่างชัดเจน ทั้งในการเตรียมการก่อนปฏิบัติการ การประเมินข้อมูลช้างป่าก่อนยิงยา การซักซ้อมแผนปฏิบัติการและแผนฉุกเฉิน โดยพบว่าในขณะภาวะวิกฤติ ช้างสีดอหูพับเกิดการสำลักอาหารนั้น
เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามหลักการและวิธีการอันพึงกระทำตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์ในการช่วยเหลือ แก้ไข และรักษาอาการสำลักอาหารของช้างป่าแล้ว มิได้ปรากฏว่ามีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลดังกล่าว ให้กรมอุทยานฯ นำไปศึกษาเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้มีความปลอดภัยสูงสุด และจะรายงานข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลปกครองและสื่อสารต่อสาธารณชนต่อไป
ขอบคุณภาพจากลุงเกรียง