ศบก. เผยกลับไทยแล้ว 292 คน หนีภัยตะวันออกกลาง ด้านพาณิชย์ยันปุ๋ยมีเพียงพอ
ศบก. เผยกลับไทยแล้ว 292 คน หนีภัยตะวันออกกลาง ขอคนไทยอพยพจากพื้นที่เสี่ยงเร็วที่สุด ด้านพาณิชย์ยันปุ๋ยมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อกักตุน
เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 8 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย
นายปาณิดล ระบุว่า สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรง มีการแลกเปลี่ยนการโจมตีโดยขีปนาวุธและโดรนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิสราเอล อิหร่าน ราชอาณาจักรบาห์เรน คูเวต และเลบานอน ขณะเดียวกันอิหร่านส่งสัญญาณว่า จะไม่โจมตีประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จะมุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
นายปาณิดล กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่าเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีของอิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ามีการใช้โดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันในคูเวต และมีการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรนด้วย
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจากโจมตีอิหร่านอย่างหนักและจะมีการพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการโจมตี ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง
นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ขณะที่สถานการณ์การเปิด-ปิดน่านฟ้า ในปัจจุบันรัฐการ์ตายังคงปิดน่านฟ้า แต่สายการบินการ์ตาแอร์เวย์ เริ่มให้บริการเส้นทางเป็นการฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วนแล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานระบุว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเรียกร้องให้คนไทยอพยพออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงโดยเร็วที่สุด และขอให้ท่านแจ้งข้อมูลที่อยู่ให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่นั้น สำหรับในอิหร่านเป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงตุรกีแล้วด้วยความปลอดภัยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดยมีทีมงานจากกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองที่ด่านคัปปิกอยของกรุงตุรกี เพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มี.ค. และอีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 10 มี.ค.
นายปาณิดล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีคนไทยในอิหร่านที่จะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ปฏิบัติการเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไปด้วยได้ดี
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า การอพยพคนไทยในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการเร่งช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากกับพื้นที่ที่อันตราย
นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังมีภารกิจที่ปิดด่านชายแดนเพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอีรักมาตุรกี ซึ่งขณะนี้คนไทยได้เดินทางข้ามแดนมาที่เมืองมาร์ดินเรียบร้อยแล้ว 3 รอบรวมทั้งสิ้น 18 คน จากนั้นจะช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
โดยรวมทั้งหมดขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างอยู่ที่ตะวันออกกลางที่ได้รับการช่วยเหลือ และเดินทางกลับประเทศไทยทั้งหมด 292 คน ในส่วนของประเทศอื่นๆ สถานกงสุลใหญ่และสถานเอกอัครราชทูต จะยังคงให้ความช่วยเหลือ แนะนำคนไทยและประสานงานกับหน่วยงานพื้นถิ่นเพื่อเร่งรัดขบวนการต่อไป
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในห้วงที่สถานการณ์ยังคงบอบบาง การนำเสนอเนื้อหาข่าวและข้อมูลต่อสาธารณะชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ซึ่งความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยคือสิ่งที่มีความสำคัญสูงที่สุดในขณะนี้
ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงการสต๊อกปุ๋ยเคมีในประเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีต้องรายงานปริมาณสต๊อก และรายงานการนำเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐติดตามสินค้าและบริหารจัดการสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านตันต่อเดือน จึงถือว่ามีปริมาณเพียงพอในการใช้ในประเทศ
นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสต๊อกของเดือน ก.พ. จะมีการรายงานในวันที่ 10 มี.ค.นี้ คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่มีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ ซึ่งสต๊อกปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมีและมีสัดส่วนการใช้อยู่ที่ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด
นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกอยู่ประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอีกประมาณ 1.2 แสนตัน หรือ 2.4 ล้านกระแส โดยรวมจะมีปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ดังนั้นหากรวมปุ๋ยเคมีแที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถใช้ได้ประมาณ 5 เดือน
นายนันทพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ต้นทุนในตลาดโลกและโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมกำกับดูแลให้การจำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบของเกษตรกรมากที่สุด
นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินกว่าสมควรหรือการใช้โอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลซึ่งหากพบการกระทำผิดจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศเรายังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้และขอความร่วมมือเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศบก. เผยกลับไทยแล้ว 292 คน หนีภัยตะวันออกกลาง ด้านพาณิชย์ยันปุ๋ยมีเพียงพอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th