“นางเย้าคอกสี” หญิงจีนถูกบีบให้ “ขายตัว” ในเยาวราช และจบชีวิตอย่างน่าเศร้า
หนึ่งในคดีจากปัญหาอาชญากรรมค้ามนุษย์ที่โด่งดังในอดีต คือคดีความว่าด้วยมรณกรรมของนางเย้าคอกสี หญิงจีนกวางตุ้งที่ถูกหลอกมาเป็นโสเภณีในกรุงเทพฯ โดยไม่สมัครใจ
เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 นางเย้าคอกสีมีสามีคือ นายเย้าปัดหลินทั้งคู่เป็นชาวกวางตุ้งเหมือนกัน แต่นายเย้าปัดหลินออกจากแผ่นดินจีนมาค้าขายอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน ส่วนภรรยาอยู่เมืองจีน นานวันเข้าเกิดคิดถึงสามีจึงตั้งใจจะเดินทางจากกวางตุ้งไปยังไซ่ง่อน แต่ถูกนายหน้าค้าหญิงสาวล่อหลวงให้ลงเรือมายังกรุงเทพฯ
เธอถูกพามายังโรงแรมโต้ซังจั่น ในย่านเยาวราช ถูกบีบบังคับให้จ่ายค่าเช่าห้องวันละ 3 ครั้งจนหมดตัวและเป็นหนี้ นายเจ้าโต้ซังเจ้าของโรงแรม กับขบวนการค้ามนุษย์ก็บับบังคับให้หาหนทางใช้หนี้ด้วยการไปขอจดทะเบียนเป็นหญิงนครโสเภณี แต่เธอไม่ยอม จึงถูกกักขังและทารุณกรรมจนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ
นางเย้าคอกสีพยายามส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากสามี และบิดามารดา แต่ถูกจับได้ นายเจ้าโต้ซังยังปลอมจดหมายว่านายเย้าปัดหลินส่งจดหมายมาขอหย่าขาดกับเธอ แม้จะจำลายมือสามีได้ และทราบดีว่าจดหมายหย่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้
วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2469 นางเย้าคอกสีกลายเป็นร่างไร้วิญญาณในสภาพแขวนคอบนขื่อห้องพักของโรงแรมโต้ซังจั่น
เลี่ยงเคียวป่อหนังสือพิมพ์ภาษาจีนที่วางแผงในสยาม ลงข่าวในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2469 เล่าว่า นางเย้าคอกสีพยายามส่งจดหมายหาสามีให้ส่งเงินมาเป็นค่าไถ่ตัว ด้วยความช่วยเหลือจากลูกค้าชายของโรงแรมคนหนึ่ง แต่ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2469 ซึ่งมีเรือจากไซ่ง่อนเข้ามากรุงเทพฯ บริกรของโรงแรมแจ้งกับเธอว่า ไม่มีค่าไถ่หรือแม้แต่จดหมายจากนายเย้าปัดหลิน เธอเลยทนต่อชะตากรรมไม่ไหว แล้วตัดสินใจแขวนคอตนเอง
บันทึกของ อู๋จี้เยว่นักหนังสือพิมพ์ชาวจีนโพ้นทะเล เล่าว่า นางเย้าคอกสีกระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นหญิง และเพื่อประชดต่อทัณฑ์ทรมานที่เกิดขึ้นกับเธอ
ส่วนหนังสือพิมพ์จีนในสิงคโปร์ชื่อ หนานหยางซังเป้าฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 เล่าว่า ในคืนวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2469 นายเจ้าโต้ซังและพรรคพวกบังคับให้นางเย้าคอกสีไปจดทะเบียนเป็นหญิงนครโสเภณีอีกครั้ง พอเธอปฏิเสธ ทั้งหมดก็ร่วมกันทุบตีเธอจนบาดเจ็บสาหัส แล้วทนพิษบาดแผลไม่ไหวถึงแก่ความตาย
เพื่อทำลายหลักฐาน พวกเขาเอาศพของเธอขึ้นไปแขวนคอบนขื่อเพื่อจัดฉากว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่แพทย์ที่ได้ชันสูตรศพเห็นว่ามีบาดแผลซึ่งไม่น่าเกิดจากการอัตวินิบาตกรรม จึงแจ้งเบาะแสแก่ นายโกเทียวเหยียนบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เลี่ยงเคียวป่อ และหนังสือพิมพ์เจ้านี้เองที่ตีแผ่มรณกรรมดังกล่าว
ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งในสยามและสิงคโปร์ เป็นสิ่งยืนยันว่าผู้คนมากมายโดยเฉพาะคนจีนโพ้นทะเลให้ความสนใจคดีมรณกรรมของนางเย้าคอกสี เพราะพวกเขาสงสัยว่ามีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมีเบื้องหลังคือมุมมืดของอาชญากรรมและการค้ามนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่กลางกรุงเทพฯ เมื่อร้อยปีก่อน
เสียงจากสื่อสารมวลชนนี้เองเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่พานายเย้าปัดหลินให้เดินทางจากไซ่ง่อนมากรุงเทพฯ เพื่อฟ้องร้องผู้กระทำผิดและพรากชีวิตภรรยาของเขาไป…
เกิดอะไรขึ้นบ้างในคดีความว่าด้วยมรณกรรมของนางเย้าคอกสี และบทสรุปของความตายอันน่าเศร้านี้เป็นอย่างไร ติดตามได้ใน “สับประวัติศาสตร์ ZAB HISTORY มรณกรรม ‘นางเย้าคอกสี’ หญิงจีนผู้ถูกหลอกมาเป็นโสเภณีในสยาม”
อ่านเพิ่มเติม :
- 2 วัด กับ 1 โรงพยาบาล หลักฐานความเฟื่องฟูของ “หญิงหากิน” สมัยรัชกาลที่ 5
- การจัดการพื้นที่ “ด้านมืด” ในกรุงเทพฯ สมัยร.5 แหล่งอบายมุข ถึงโรงหญิงหาเงิน
- วิวัฒนาการโรงโสเภณีในกรุงเทพฯ เมื่อ 100 ปีก่อน จากวลี “ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “นางเย้าคอกสี” หญิงจีนถูกบีบให้ “ขายตัว” ในเยาวราช และจบชีวิตอย่างน่าเศร้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com