‘ธนิต โสรัตน์’ เตือนผู้ส่งออก-สายเรือสินค้า รับมือวิกฤตต้นทุนพุ่ง
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษ ปิดช่องแคบฮอร์มุซป่วนเส้นทางเดินเรือโลก-งดรับจองเรือไปตะวันออกกลาง หากลากยาวเสี่ยงวิกฤตพลังงานขาดแคลนและราคาพุ่ง มีเนื้อหาว่า
ผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจเกิดวิกฤตพลังงานและทำให้หลายสายการเดินเรืองดรับขนส่งสินค้าไปอ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งมีความเสี่ยงเส้นทางไปยุโรปและอเมริกาซีกตะวันออก ซึ่งต้องผ่านทะเลแดงเพื่อเข้าคลองซูเอชเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอ้อมแหลมกู๊ดโฮปประเทศแอฟริกาใต้
นายธนิต ระบุว่า ปัจจุบันประเทศกลุ่มตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก ไทยนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคนี้ประมาณร้อยละ 53 เป็นการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นหลักตามด้วยซาอุดิอาระเบีย ขณะเดียวกันไทยส่งออกไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้สัดส่วนร้อยละ 4 มูลค่าประมาณ 13.5 – 14.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ครึ่งหนึ่งส่งออกไป UAE และซาอุดิอาระเบีย
การที่ “อาลี คาเม เนอี” ผู้นำประเทศอิหร่านและแกนนำคนสำคัญรวมทั้งประชาชนเป็นร้อยคนเสียชีวิตจากการถูกสหรัฐฯ ใช้จรวดถล่มขณะที่กำลังประชุมทำให้สงครามมีแนวโน้มบานปลายและไม่จบได้ง่ายๆ กองทัพอิหร่านใช้โดรนและมิสซายทำลายแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศต่างๆ เช่น
โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก “ราส ทานูรา (Ras Tanura)” ประเทศซาอุดิอาระเบียและโรงกลั่นแก๊ส “Qatar Energy” ของกาตาร์ จนต้องหยุดการผลิตเป็นโรงผลิตแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกชนิดผ่านยกเว้นสัญชาติจีนและรัสเซียมีการยิงเรือน้ำมันหลายลำที่ผ่านช่องแคบ
ภูมิรัฐศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นเก็ตเวย์เส้นทางเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดเชื่อมอ่าวโอมานกับอ่าวเปอร์เซียด้านตะวันออกคือประเทศอิหร่านและด้านตะวันตกคือ UAE เฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันประเภท “Super Tanker / VLCC” ระวางบรรทุก 2.5 – 3.2 แสนตัน แล่นผ่านวันละอย่างน้อย 15 ลำ
ด้านการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางต้องใช้เส้นทางนี้ โดยทั่วไปอัตราค่าระวางเรือ (Freight Charges) จากท่าเรือแหลมฉบังไปท่าเรือริยาร์ด ประเทศซาอุดิอาระเบีย ตู้ขนาด 20 ฟิตราคา 1,100 USD และตู้ 40 ฟิต ราคา 1,300 USD ไปเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือสิงคโปร์ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หากส่งออกท่าเรือเจเบล อาลี ประเทศ UAE ค่าระวางเรือ 1,100 USD/20 ft และ 1,400 USD/40 ft ระยะเวลาประมาณ 15 วัน
นายธนิต กล่าวว่า สถานะล่าสุดสงครามมีความเข้มข้นและการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบเส้นทางเดินเรือที่จะเข้าไปอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญทั้งของโลกและไทย การเดินเรือพาณิชย์ถูกระงับโดยปริยายทั้งขาเข้าและขาออก เช่น เส้นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ กาตาร์ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ไม่สามารถเข้าหรือออกได้
สายการเดินเรือส่วนใหญ่ยกเลิกหรือระงับการจองตู้สินค้าไปตะวันออกกลางบางสายเรือเลี่ยงความเสี่ยงเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไม่ผ่านคลองซูเอซอ้อมแหลมกู๊ดโฮปซึ่งคงต้องมีค่าพรีเมี่ยม ดังที่เคยเกิดเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งช่วงนั้นเก็บเพิ่มตู้ละ 750 – 950 USD สำหรับเรือที่ออกไปแล้วต้องเปลี่ยนเส้นทางไปหลบที่ปลอดภัยส่วนใหญ่ไปจอดที่อ่าวโอมาน
บางสายเรือประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ “War Risk Emergency Surcharge” เช่น บางรายเก็บ 1,500 - 2,000 USD/20 ft และ 3,000 USD/40 ft หากเป็นตู้ควบคุมอุณหภูมิเก็บเพิ่ม 3,000 – 4,000 USD/20 ft
นายธนิต กล่าวอีกว่า จากการสำรวจผู้ส่งออกประมาณ 30 กิจการพบว่า ส่วนใหญ่ขายเป็น FOB TERM การส่งออกลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าระวางเรือ ผลกระทบ เช่น ถูกยกเลิกออเดอร์สินค้าที่บรรจุตู้คอนเทนเนอร์แล้วเพื่อรอเรือออกต้องนำกลับคืนจากท่าเรือ ส่วนที่ส่งออกไปแล้วเรือเปลี่ยนเส้นทางไปจอดตามท่าเรือต่าง ๆ เพราะที่ท่าเรือสิงคโปร์แออัด
ส่วนใหญ่พบว่ามีปัญหาสินค้าที่พร้อมส่งมอบเตรียมส่งออกถูกลูกค้าสั่งระงับหรือ Hold Shipment ส่วนใหญ่แจ้งว่าลูกค้าปลายทางระบุว่าจะไม่รับผิดชอบค่าธรรมเนียมภัยสงครามและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจะรับผิดชอบแค่ Local Charges เท่านั้น บางเอเย่นต์เรือให้ผู้ส่งออกทำหนังสือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายพิเศษจากความเสี่ยงสงคราม (War Risk Charges) ลูกค้าปลายทางบางรายยกเลิกออเดอร์
นายธนิต ยอมรับว่า ปัญหาของผู้ส่งออกขณะนี้คือความไม่แน่นอนสินค้าที่พร้อมส่งออกถูกชะลอจนกว่าสถานการณ์สงครามยุติโดยไม่รู้ว่าจะส่งออกได้เมื่อใด หากวิกฤตสงครามลากยาวจะกระทบสภาพคล่องเพราะไม่สามารถรับเงินค่าสินค้าที่เรียกว่า “L/C Bank Negotiated” ส่วนใหญ่รอสายเรือแจ้งอัพเดทเรื่องการบุคกิ้งและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน มีท่าทีรุนแรงและโอกาสลากยาวเพราะทางอิหร่านไม่เจรจาผลกระทบต่อประเทศไทยจะกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันตลาดโลก (4 ม.ค. 69 เวลา 14.00 น.) น้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 76.28 USD/บาร์เรล เพิ่มขึ้นก่อนหน้าสงครามร้อยละ 16.51 น้ำมันตลาด Brent ราคา 83.46 USD/บาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.68 (1 บาร์เรล = 158.9 ลิตร) น้ำมันตลาดดูไบราคา 76.53 USD/บาร์เรล ราคาขยับขึ้นร้อยละ 12.16
ตลาดดูไบมีความสำคัญเพราะไทยใช้อ้างอิงราคา ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันโดยเฉพาะปตท.และส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับราคาโดยเฉพาะราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันแจ้งตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ซึ่งคงหมายถึงรวมราคาแก๊สหุงต้มในครัวเรือน
ประเด็นคือราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นไปแล้วเฉลี่ยร้อยละ 14.30 จากผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หมายถึงการปิดประตูเส้นทางขนส่งน้ำมันอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักเกินกว่าครึ่งของไทย รัฐบาลแจ้งว่าน้ำมันทั้งที่สำรองและอยู่ระหว่างการขนส่งใช้ได้ 60 วัน หากสถานการณ์สงครามหากลากยาวยืดเยื้อออกไปรัฐบาลและกองทุนน้ำมันจะรับมือไหวไหม
ขณะนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นวิกฤตน้ำมันขาดแคลนและราคาสูง ซึ่งแน่นอนจะกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ราคาค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอาจพุ่งสูง โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว
นายธนิต ทิ้งท้ายว่า กรณีดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางทำให้การแก้ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลมีการตั้ง “War Room” ในการรับมืออย่างเป็นระบบท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความท้าทายของประเทศ