โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 พฤติกรรมต้องห้าม ถ้าไม่อยากให้เป็นแผลถาวร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 06.46 น.

คอลัมน์ : สุขภาพดีกับรามา ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีรพงษ์ รัตนนุกรม สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

การเลือกใช้ ยาทาแผลเป็น ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการดูแลแผลอย่างถูกวิธี เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผิวสมานตัวได้เรียบเนียน โดยควรเริ่มทายาหลังจากแผลปิดสนิทหรือสะเก็ดหลุดออกใหม่ ๆ การรักษาความสม่ำเสมอในการทายาอย่างน้อย 2 ถึง 3 เดือน ร่วมกับการป้องกันปัจจัยกระตุ้นอย่างแสงแดดและการสัมผัสรุนแรง จะช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นนูนและรอยดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดแผลเป็น มีหลายประการ เช่น

ตำแหน่งของแผล บริเวณที่มีความตึงของผิวหนังสูง เช่น ข้อต่อ หัวไหล่ หรือหน้าอก

มีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนได้มากกว่า ความลึกและขนาด แผลที่ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้มักมีโอกาสทิ้งรอยแผลเป็นไว้

พันธุกรรม บางรายมีแนวโน้มการเกิดแผลเป็นชนิดคีลอยด์ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป รวมทั้งการดูแลเบื้องต้น หากแผลหายช้าจากการดูแลที่ไม่ถูกต้อง โอกาสเกิดแผลเป็นก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

พฤติกรรมต้องห้าม ถ้าไม่อยากให้แผลกลายเป็นแผลเป็นถาวร

1.หยุดแคะแกะเกาแผลป้องกันผิวอักเสบเรื้อรัง

การแกะสะเก็ดแผลเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะสะเก็ดแผลทำหน้าที่เป็นดั่ง “พลาสเตอร์ธรรมชาติ” ที่ปกป้องเนื้อเยื่ออ่อนด้านล่างจากการติดเชื้อและรักษาความชุ่มชื้นเพื่อให้เซลล์ผิวใหม่เติบโต

หากเราแกะสะเก็ดก่อนเวลาอันควร จะทำให้กระบวนการสมานแผลต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและกระตุ้นการสร้างพังผืดที่ทำให้เกิดแผลนูนหรือหลุมแผลที่ลึกกว่าเดิม หากรู้สึกคันควรใช้วิธีล้างด้วยน้ำเกลือหรือทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแทน

2.ระวังแผลติดเชื้อสาเหตุหลักของพังผืดและแผลนูน

แผลที่เกิดการติดเชื้อจะมีระยะเวลาการอักเสบที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ผิวหนัง การปล่อยให้แผลสัมผัสกับสิ่งสกปรก มือที่ไม่สะอาด หรือความอับชื้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมของแบคทีเรีย เมื่อแผลติดเชื้อ ร่างกายจะเร่งสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนอย่างผิดปกติจนกลายเป็นแผลเป็นนูนแข็ง การรักษาความสะอาดแผลตามคำแนะนำของแพทย์จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้

3.เลี่ยงการใช้ยาทาแผลเป็นหรือครีมโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การซื้อยามาใช้เองโดยขาดความรู้ความเข้าใจอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เข้มข้นที่หากใช้ผิดวิธีอาจทำให้ผิวบริเวณนั้นบางลง แผลหายช้า หรือเกิดรอยดำถาวร นอกจากนี้ ยาทาบางชนิดอาจมีสารสกัดที่ก่อให้เกิดอาการแพ้สำหรับบางบุคคล

ดังนั้นก่อนเริ่มใช้ ยาทาแผลเป็น ชนิดใดก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพแผลและสภาพผิวของแต่ละบุคคลมากที่สุด

4.งดให้แผลสัมผัสแสงแดดโดยตรงเพื่อป้องกันรอยดำคล้ำ รังสี UV จากแสงแดดคือตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินที่รุนแรง ในขณะที่แผลกำลังสมานตัว เซลล์ผิวใหม่จะยังบอบบางและไวต่อแสงมาก หากแผลสัมผัสแดดโดยไม่มีการป้องกัน
จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Post-Inflammatory Hyperpigmentation (PIH) หรือรอยดำหลังการอักเสบ ทำให้รอยแผลเป็นมีสีเข้มคล้ำและรักษาให้จางลงได้ยากกว่าปกติ การปกปิดแผลหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

5.อย่าละเลยการบำรุงผิวในช่วงหลังสะเก็ดแผลหลุดใหม่

หลายคนมักหยุดดูแลแผลทันทีที่สะเก็ดหลุดออกเพราะคิดว่าแผลหายดีแล้ว แต่ในความเป็นจริง ผิวใหม่ที่เกิดขึ้นยังมีโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายมาก

การละเลยการบำรุงในระยะนี้จะทำให้ผิวแห้ง ตึง และเกิดการดึงรั้งจนกลายเป็นแผลเป็นที่เห็นชัด การดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการเติมความชุ่มชื้นและสารอาหารให้ผิวจะช่วยให้รอยแผลเรียบเนียนและสีผิว

สม่ำเสมอกับผิวบริเวณรอบข้างได้ดีกว่า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 พฤติกรรมต้องห้าม ถ้าไม่อยากให้เป็นแผลถาวร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...