'เฌอปราง อารีย์กุล' ในวันที่ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ ขอสร้างอนาคตที่เลือกเองได้
‘เฌอปราง อารีย์กุล’ ในวันที่ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ ขอสร้างอนาคตที่เลือกเองได้
ตั้งใจในทุกย่างก้าวที่เดินและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับ เฌอปราง อารีย์กุล อดีตไอดอลสาว ที่ตอนนี้กำลังโลดแล่นในวงการบันเทิงในฐานะนักแสดง และยังเป็นเจ้าของบริษัท ซีซีสองสี่แปด จำกัด เพื่อบริหารจัดการงานตนเองในฐานะศิลปินอิสระ นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทเป็นนักศึกษาใช้ชีวิตการเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้าตัวเล่าว่า
“เฌอเรียนเป็นโปรแกรม MBA Full-time ของมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า Globis University อยู่ในเครือของ Globis Corporation เขาเริ่มมาจากการเป็นกลุ่มทำธุรกิจมาก่อน”
“สำหรับหนูมองว่าเป็นญี่ปุ่นหัวใหม่ หรือว่าญี่ปุ่นที่อยากจะทำสตาร์ทอัพ อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เขามีกองทุน มีธุรกิจอยู่แล้ว แล้วเขาก็อยากส่งเสริมให้คนมีความกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ด้วย เขาก็เลยเปิดเป็นฝั่งมหาวิทยาลัย”
คลาสของเธอมีเพียง 55 คน จากราว 35 ประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษ และจำกัดจำนวนนักศึกษาอย่างตั้งใจ อาจารย์หลายคนคือผู้ประกอบการตัวจริง ที่ไม่ได้สอนจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เล่าเคสจากสนามธุรกิจทำกันอยู่จริง
เฌอปรางบอกว่าที่นี่ “ไม่ใช่มหาวิทยาลัยจ๋าๆ” เพราะมีเพียงคณะเดียวคือคณะธุรกิจ เป็นสเปเชียลที่ชัดเจนและเข้มข้น เธอเคยเรียนออนไลน์กับที่นี่มาก่อน จึงเห็นความยืดหยุ่นในระบบการเรียน และรู้ว่าสามารถต่อรองจังหวะชีวิตควบรวมกับการทำงานได้ระดับหนึ่ง
ความตั้งใจแรกของเฌอปรางที่อยากจะมาเรียนตรงนี้ เจ้าตัวบอกว่า นอกเหนือจกการต่อยอดให้ตัวเองแล้ว ก็เพราะอยากเที่ยวด้วย เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ชอบ
“เฌอแค่จะทำ Gap Year เที่ยวเล่นปีนึง ด้วยความที่มีความฝันอยากเรียนต่างประเทศตอนนี้เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่ต้องเดือดร้อนที่บ้านด้วย ก็เลยตัดสินใจไปทำตามความฝันตัวเอง แล้วก็ได้เที่ยว ได้พักผ่อนด้วย”
“ซึ่งมันไม่ได้เที่ยวได้ 100% นะคะ หนูก็ต้องเรียนไปด้วย เที่ยวไปด้วย เมื่อก่อนหนูเรียนไปด้วยทำงานหนักๆ มายาวๆ ตลอด ยกเว้นช่วงโควิดที่อยู่บ้านมากขึ้น พอเป็นแบบนั้นก็ถือว่าได้ทำตามความฝัน และได้ตกตะกอนกับตัวเองมากขึ้นว่าสรุปแล้วเราจะไปทางไหนดีในอนาคตค่ะ”
ก่อนหน้าเฌอปรางไม่ได้มองชีวิตจะต้องมีหรือทำอะไรมากมาย แต่เมื่อโอกาสที่เข้ามาทำให้ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เธอเลือกจัดระบบให้ตัวเอง “มืออาชีพขึ้น” ตั้งบริษัท ซีซีสองสี่แปด จำกัด ขึ้นมาบริหารงานของตัวเอง เข้าใจภาษี การเงิน รายรับรายจ่าย และการดูแลทีมงาน
“เฌอไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการยังอยู่ในวงการได้ ยังมีคนให้โอกาส และไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน แต่การจะอยู่ตรงนั้นได้มันก็ต้องมีลิมิตว่าเราอยากอยู่ในรูปแบบที่มืออาชีพระดับนึงด้วย เฌอไม่ได้ทำด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถนัดการตลาด 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องมีทีม มีการทำคอนเทนต์นะ แม้จะพัฒนามาแล้วก็จริงแต่เฌอทำด้วยตัวเองได้ไม่หมด ความถนัดของเฌอมันเป็นการบริหารจัดการหลังบ้านมากกว่า ที่คอยจัดตารางงาน ทำอีเวนต์ให้มันออกมาตามที่ควรจะเป็น”
กับโอกาสก่อนหน้าที่เฌอปรางเคยรับหน้าที่เป็นผู้จัดการวงBNK48 ประสบการณ์นั้นทำให้เธอเข้าใจการบริหารคนและระบบจากข้างใน แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายและไม่อยากอยู่กับสิ่งเดียวไปตลอด อยากตามหาความมั่นใจ อยากเข้าใจธุรกิจให้ลึกกว่านั้น เพราะที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจให้สืบทอด และเธอไม่อยากพึ่งพาการเป็นนักแสดงแบบเต็มร้อย
“เฌออยากทรีตงานแสดงเป็นงานศิลปะ เป็นโอกาสที่เข้ามาแล้วเราสนใจ และอยากมีพาวเวอร์ในการเลือกระดับหนึ่ง” เฌอปรางกล่าว
ทั้งยังบอกต่อว่า “ปีนี้คิวหลายๆ อย่างก็เต็มเอี๊ยดเลย รู้สึกดีใจมากที่ถึงแม้จะเลือกไปเรียนแต่ก็ยังมีโอกาสเข้ามาหลายๆ อย่าง แฟนๆ ยังได้เห็นหน้าอยู่เรื่อยๆ มีจังหวะที่ได้มีปฏิสัมพันธ์ หรือจัดอีเวนต์ให้เจอแฟนคลับได้บ้าง”
การต้องเรียนและทำงานแบบข้ามประเทศ ผลคือต้องบินไทย-ญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง “ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะต้องบินไป-กลับต่างประเทศ 6 อาทิตย์ติดกัน แต่ก็ก็ได้รู้ลิมิตชีวิตตัวเอง สมัยเรียนมหิดล เดินทางศาลายา-กรุงเทพฯ ว่าหนักแล้ว รอบนี้บินไทย-ญี่ปุ่นเลย”
“มันก็ไปอีกเลเวลหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ แต่เวลามันได้ และเกรดก็ยังออกมาดี ตอนนั้นหนูยัง ชั้นยังสามารถเรียนได้ดีขนาดนั้นได้เนอะ แต่ว่าก็มีที่เฌอแทบอ้วก จนเฌอไม่อยากทำการบ้าน เพราะไม่ไหวจริงๆ ถ้าทำทุกวิชา คือเฌอตายเลย ก็ต้องเลือกเวทเอาว่าจะเอาแค่ไหน เกรดก็ปล่อย หนูรู้ว่าทุกคนมีมาตรฐานในการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน แต่เฌอเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจปล่อยมันจริงๆ”
โดยเฌอปรางเล่าถึงความเป็นเพอเฟกต์ชั่นนิสของตัวเองว่า จากที่เคยตั้งเป้ากับเกรดต้อง A ทุกวิชา แม้จะต้องลาเรียนเพราะงาน เธอก็ยังทำการบ้านครบ อ่านเคสครบ แต่ครั้งนี้กลับปล่อยวางได้มากขึ้น
“หนูไม่ไหวก็เลือกเซฟตัวเองดีกว่า เราไปเพื่อเรียนรู้ ไม่ได้เอาเกรดไปโชว์ใคร หนูพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าฉันยังทำคะแนนระดับท็อปคลาสได้แม้จะเรียนไปด้วยเที่ยวไปด้วย หรือวิชาที่ตั้งใจจริงๆ ก็ยังทำได้ดี”
และยังไปถึงจุดที่ร่างกายไม่หวถึงขั้นประท้วงออกมาด้วยอาการป่วย ทำให้ตัดสินลาในบางคลาสที่สามารถลาได้เพื่อที่พักผ่อนกู้ร่างกลับมา
“เป็นไม่กี่ครั้งที่รู้สึกว่าฉันตัดสินใจทำสิ่งนี้ได้แล้ว ฉันก้าวข้ามความอยากของตัวเองได้ เข้าสู่โหมดที่ว่า วาง เฌอ วางจริงๆ ไม่ทำการบ้านก็คือไม่ทำ มันเสียคะแนนไปเยอะมาก ก็จงยอมรับและปล่อยบ้าง”
“ปกติเฌอเป็นคนตั้งเป้า A ทุกวิชา เพื่ออยากรู้ประสิทธิภาพของตัวเองมากที่สุดว่าสรุปเราถนัดอะไรไม่ถนัดอะไร แต่พอเป็นแบบนี้เฌอมุ่งไปที่ D เอาแค่ผ่านนะเดือนนี้ เป็นครั้งแรกที่แบบ ว้าว… ฉันมาถึงจุดนี้แล้วจริงๆ”
จากการเป็นคนจริงจังและรับผิดชอบสูงจนไม่กล้าปล่อยอะไร ปัจจุบันเลยเป็น เฌอปราง ที่บาลานซ์ชีวิตและได้ใช้ชีวิตมากขึ้น ได้ไปเที่ยว ได้เล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรกในชีวิต ได้เที่ยวกับเพื่อนแบบจัดทริปครั้งแรก ที่ปกติจะเป็นแค่ไปกินข้าวกับเพื่อน
“เป็นครั้งแรกที่พูดได้เต็มปากว่า ฉันเคยไปทริปเที่ยวกับเพื่อน รู้สึกดีใจมาก เพราะเพื่อนที่อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นกลุ่มคนที่เข้าใจเฌอมากๆ เราใช้ชีวิตเต็มที่และเราก็ทำงานเต็มที่จนไม่มีเวลาคอนแทคใคร”
“แต่เพื่อนกลุ่มนี้ยังคอยชวนไปเที่ยวตลอดแม้เฌอจะปฏิเสธว่าไม่ว่าง จนถึงจุดหนึ่งที่พอเราตอบว่า ได้ เพื่อนก็ตกใจ เฌอเลยพยายามบาลานซ์กลับมาตรงนี้บ้าง ใช้ชีวิตแบบคนปกติมากขึ้นจะได้ไม่เสียดาย แต่เฌอไม่เคยเสียดายทั้งชีวิตที่ใช้มานะ อาจจะมีเรื่อง รู้งี้ บ้างแต่น้อยมาก”
“อย่างน้อยเฌอพอจะแข็งแรงและมีพาวเวอร์มากพอในตัวเองที่จะเลือกเส้นทางของตัวเองได้ค่ะ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ ในวันที่ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ ขอสร้างอนาคตที่เลือกเองได้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th