อ่านเกมการตลาด “เดนทิสเต้” 4 ปี “LISA Impact” บุกต่อสิงคโปร์-ฟิลิปปินส์
เมื่อ Premiumization คือทางรอดเดียวในวิกฤตกำลังซื้อ สินค้าไฮเอนด์โตสวนกระแสเศรษฐกิจ 10% ผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต “สยามเฮลท์ กรุ๊ป” ย้ำเกมเดิม ปักธง “ลิซ่า” นั่งพรีเซนเตอร์ “เดนทิสเต้” ปีที่ 4 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ยาสีฟันสูตร ‘Postbiotics’ รับเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน วางงบ 400 ล้านรุกอาเซียนเน้นขยายฐานลูกค้าสิงคโปร์-ฟิลิปปินส์
16 มกราคม 2569 - ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก (Oral Care) ในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่ารวมประมาณ 18,500 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6%
เซกเมนต์ที่น่าจับตามองที่สุด คือ ตลาดระดับพรีเมียม (Premium Segment) ที่มีมูลค่าราว 4,000 ล้านบาท แต่กลับมีอัตราการเติบโตพุ่งสูงถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่ความสะอาด แต่พร้อมควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับนวัตกรรมที่เปลี่ยน "การทำความสะอาด" ให้กลายเป็นการ"ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน" (Proactive Wellness)
เดนทิสเต้ (DENTISTE) ในฐานะเจ้าตลาดพรีเมียมด้วยส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) กว่า 30% กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เริ่มขยับลงมาสู้ในศึกระดับบน ความได้เปรียบของเดนทิสเต้จึงไม่ใช่เพียงการเป็นแบรนด์พรีเมียม แต่คือการรักษาอัตราการเติบโตที่ 20% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดถึงเท่าตัว
"เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการสร้างความผูกพันผ่านความมั่นใจ โดยใช้นวัตกรรมระดับโลกเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน" - นายศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด
3 กลยุทธ์เคลื่อนทัพ "เดนทิสเต้ 2026": จากผู้นำนวัตกรรมสู่ซูเปอร์แบรนด์แห่งเอเชีย
เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำระดับภูมิภาค สยามเฮลท์ กรุ๊ป ได้วางโครงสร้างกลยุทธ์ที่ผสานทั้ง "วิทยาศาสตร์" และ "การสร้างแบรนด์ระดับโลก" เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
1. Premium Market Leadership & Innovation (เหนือกว่าด้วยนวัตกรรมเชิงป้องกัน)
เดนทิสเต้เปลี่ยนสนามรบจากยาสีฟันทั่วไปสู่ "Oral Beauty & Wellness" โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาลึกถึงระดับจุลินทรีย์:
- The Postbiotics Revolution : การเปิดตัว "เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026" นำแนวคิด Microbiome Balance (สมดุลแบคทีเรีย) มาใช้ ซึ่งเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก การใช้ Postbiotics ร่วมกับ Zinc และ CPC ช่วยสร้างระบบนิเวศที่ดีในช่องปาก ยับยั้งแบคทีเรียตัวร้ายได้นานถึง 12 ชั่วโมง ตอบโจทย์ Insight ของคนยุคใหม่ที่ต้องการ "ลมหายใจสะอาดจากภายใน"
- Advanced Enamel Repair : ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้วยเทคโนโลยี BioMin® F ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Remin ที่ทำหน้าที่เสมือน "เกราะป้องกันฟัน" ช่วยคืนแร่ธาตุและซ่อมแซมเคลือบฟันในระดับโมเลกุล สร้างความแตกต่าง (Differentiation) จากคู่แข่งในตลาดแมสอย่างชัดเจน
2. Regional Market Penetration (โมเดลการทลายพรมแดนอาเซียน)
การรุกตลาดสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ในปี 2569 ถูกวางหมากโดยใช้ความสำเร็จจากตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็น Blue Print:
- Market-Specific Approach : ใน สิงคโปร์ แบรนด์เน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและนวัตกรรมระดับพรีเมียม (High-End Lab Testing) เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและเน้นคุณภาพสินค้าเป็นหลัก
- Mass-Premium Transition : ใน ฟิลิปปินส์ ใช้กลยุทธ์สร้างกระแสผ่าน Digital Platform และ Influencer ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ให้ขยับจากการใช้สินค้าทั่วไป มาสู่การใช้สินค้าในกลุ่ม "Mass-Premium" ที่ดูทันสมัยและให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้
3. Collaboration with LISA - "4 Years of Trust" (การสร้างความยั่งยืนผ่าน Global Icon)
ความร่วมมือกับ"ลิซ่า ลลิษา" ในปีที่ 4 ก้าวข้ามคำว่าพรีเซนเตอร์สู่การเป็น "Brand Partner" ที่สร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว:
- Concept : 4 Years of Trust, One Confident Smile: กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการสื่อสารเรื่องความสม่ำเสมอ (Consistency) การที่ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกใช้ผลิตภัณฑ์จริงต่อเนื่องถึง 4 ปี ช่วยสร้าง Brand Loyalty และ Trust ในระดับที่ยากจะลอกเลียนแบบ
- LISA Exclusive Collections : การเตรียมเปิดตัวไอเทมพิเศษถึง 10 รายการในปี 2569 คือการใช้กลยุทธ์ Scarcity & Collectibility เพื่อกระตุ้นยอดขายจากกลุ่มฐานแฟนคลับทั่วโลก และเปลี่ยนจากการซื้อ "ยาสีฟัน" มาเป็นการซื้อ "ไลฟ์สไตล์ไอเทม" ที่สะท้อนตัวตน
ถอดรหัส 'LISA Impact' 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น และการก้าวสู่ Global Brand
ผลจากการศึกษาข้อมูลการตลาด (Data Analytics) พบว่าพละกำลังของลิซ่าไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ แต่ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างธุรกิจ:
- Brand Transformation : ฉีกภาพจำ "ยาสีฟันก่อนนอน" ของคนวัยทำงาน สู่แบรนด์ Modern Lifestyle ที่เพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ได้ถึง 3 เท่า
- Global Footprint : ลิซ่าคือใบเบิกทางชั้นดีในเกาหลีใต้ที่ดันยอดขายพุ่งสูงกว่าในไทยถึง 2 เท่า ครองส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีได้ถึง 13% และเติบโตในญี่ปุ่นกว่า 100%
- High-Margin Strategy : การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งทำให้บริษัทสามารถทำราคาในระดับ High-end (เช่น เซรั่มฟันราคา 860 บาท) แต่ยังรักษาความต้องการของตลาดไว้ได้
- Exponential Growth : ผู้บริหารระบุว่า "ลิซ่า เอฟเฟกต์" ผลักดันยอดขายบางกลุ่มให้โตถึง 100% เร่งให้เป้าหมายรายได้รวม 4,000 ล้านบาท เข้าใกล้ความเป็นจริงเร็วกว่ากำหนด
"เดนทิสเต้และลิซ่ามี DNA เดียวกัน คือการเป็นแบรนด์และศิลปินไทยที่สร้างความเชื่อมั่นบนเวทีโลก 4 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่านี่คือพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุด" - นายศิวกร พิทยานุกุล