โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัส “ไอ-ริช” SME สายแกร่งซึมลึกตลาดรากหญ้า ท้าชนยักษ์ใหญ่ ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาติดดิน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 13.30 น.

จากบทเรียน "แม่บ้านหน้าบ้าน" สู่โมเดลธุรกิจสู้ชีวิตที่ปฏิเสธสงคราม GP หันมาใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" ชูจุดแข็งสารสกัดยุโรปที่ย่อยสลายได้ใน 28 วัน เตรียมรุกพร้อมนวัตกรรม "ตู้รีฟิล 10 บาท" เจาะกลุ่มการเคหะฯ เผยเบื้องหลังการเงินแบบ "เงินสดหมุนรายวัน" เคล็ดลับพยุงธุรกิจให้อยู่รอดในยุคที่ทุนจีนรุกคืบหนัก

ในสมรภูมิสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่มีมูลค่าตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่มสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี การที่ SME รายเล็กๆ จะขอส่วนแบ่งการตลาดเพียง 0.2% อาจฟังดูน้อยนิด แต่นี่คือ 0.2% ที่เกิดจาก "ความเชื่อใจ" ล้วนๆ ของ บริษัท ไอ-ริช แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ภายใต้การนำของ ภายใต้การนำของคุณปราณี งอกงาม และลูกสาวสายเคมีคุณกนกวรรณ งอกงาม ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "คุณภาพพรีเมียมไม่จำเป็นต้องราคาแพง" และ "ความจริงใจคือสกุลเงินที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจ"

จาก "4,700 บาทแรก" สู่บทเรียนราคาแพงบนโลกออนไลน์

จุดเริ่มต้นของคุณปราณีไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอเริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องหาเงินส่งลูกเรียน เริ่มหยิบจับสินค้าของญาติมาวางขายหน้าบ้านเพราะมองว่าเป็น "ของที่ต้องใช้ทุกวัน" ยอดขายครั้งแรกจากการออกงานชุมชนเพียง 4,700 บาท กลายเป็นเชื้อไฟให้เธอตระเวนออกบูธจนสินค้าเริ่มติดตลาด

สิ่งที่ทำให้ ไอ-ริช ต่างจากรายอื่นคือ ความดื้อรั้นที่จะใช้ของดี แม้จะมีต้นทุนสูงก็ตาม พวกเขาเลือกใช้สารทำความสะอาดจากมะพร้าวและปาล์ม น้ำหอมนำเข้าเกรดพรีเมียม และน้ำยาปรับผ้านุ่มจากเยอรมนีที่แบรนด์ระดับโลกเลือกใช้ โดยมีปรัชญาการทำธุรกิจที่เรียบง่ายแต่กินใจว่า:

"คนไทยส่วนใหญ่ในตลาดรากหญ้าเขามีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ของดี ไม่แพ้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราไม่เอากำไรเยอะ เราตัดค่าการตลาด ค่าเชลฟ์ในห้างออก เพื่อให้เขาซื้อได้ในราคาที่ยุติธรรม"

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อถูกตั้งคำถามเรื่อง "ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" นั่นทำให้ครอบครัวงอกงามตัดสินใจทำวิสาหกิจชุมชนเต็มรูปแบบในปี 2557 โดยมีจิ๊กซอว์ที่ลงตัว: สามีดูแลเครื่องจักรโรงกลึง ลูกสาวเรียนด้านเคมีมาคุมสูตร แต่ทว่าการตลาดกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อสินค้า "ออร์แกนิก" ของจริง มักมีกลิ่นไม่ฟุ้งเท่าเคมีสังเคราะห์ที่คนไทยคุ้นเคย

"ตอนแรกทำการตลาดยากมาก เพราะคนไม่เข้าใจว่าทำไมกลิ่นไม่ฟุ้งเหมือนยี่ห้ออื่น แต่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มข้าราชการเขากลับมาซื้อซ้ำ เพราะเขาเป็นภูมิแพ้แล้วใช้ของเราได้จริง นี่คือจุดที่ทำให้เรารู้ว่า 'คุณภาพ' คือเซลล์แมนที่เก่งที่สุด"

เข็ดกับ GP 30%: กลยุทธ์ "ซึมตลาด" และการปฏิเสธแพลตฟอร์มยักษ์

หนึ่งใน Insight ที่น่าสนใจที่สุดคือการ"ถอยห่าง" จากตลาดออนไลน์และห้างสรรพสินค้า คุณปราณีเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่า GP (Gross Profit) 30% บวกกับค่ายิงแอด และค่านายหน้า รวมๆ แล้วแทบไม่เหลือกำไร แถมยังต้องแบกรับความเสี่ยงสินค้าตีกลับและการรอรอบจ่ายเงินที่นานขึ้นจาก 3 วัน เป็น 15 วัน

"ถ้าเริ่มผิดตั้งแต่แรกก็จบ… แพลตฟอร์มออนไลน์ 3 เดือนแรกเขาให้ฟรีหมด พอหมดโปรเขาเก็บทุกอย่าง กำไรหายเข้าเนื้อ บางคนโดนภาษีย้อนหลังอีก เราเลยเลือกใช้โซเชียลแค่เพื่อโปรโมต แต่ขายจริงเราเน้นตัวแทน 150 ราย และศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ เพราะเงินเข้าเราทุกวัน มีเงินหมุนไปจ่ายดอกเบี้ย มีเงินจ่ายลูกน้อง นี่คือฟูกรองรับเวลาเราล้ม"

จากบทเรียนลองตลาดออนไลน์ที่ถูกค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณากัดกินกำไรจน "เข้าเนื้อ" ไอ-ริช จึงหันมาเลือกกลยุทธ์ "ซึมตลาด" เข้าหาลูกค้าตัวจริงอย่างสาวโรงงานและวินมอเตอร์ไซค์ ที่แม้จะไม่มีเงินสต็อกของเยอะ แต่ถ้าซื้อแกลลอนเดียวก็ได้ราคาส่ง เป็นการสร้างอาชีพให้คนรากหญ้าไปพร้อมกับขยายฐานลูกค้าที่ยั่งยืน

ปัจจุบันไอ-ริชจึงเน้นการขายผ่านตัวแทนกว่า 150 รายทั่วประเทศ และศูนย์กระจายสินค้าที่เน้น "เงินสด" เพื่อรักษาเงินหมุนเวียน (Cash Flow) ให้ธุรกิจเดินหน้าได้โดยไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยหรือรอรอบบิลนานๆ เหมือนการค้าปลีกสมัยใหม่

แล็บวิจัยฉบับ SME: "ตปท. แบนตัวไหน เราแบนตาม ไม่รอ อย."

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณกนกวรรณ (ลูกสาว) ที่เข้ามานั่งตำแหน่งนักวิจัยและพัฒนา ได้ยกระดับจากวิสาหกิจชุมชนสู่ SME มาตรฐานสูง โดยเลือกใช้สารทำความสะอาดจากมะพร้าวและปาล์ม และสารปรับผ้านุ่มจากเยอรมนีที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 28 วัน โดยไม่มีสารตกค้างที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

"เรามองว่าคนไทยตลาดล่างมีเยอะมาก และเขาใช้ของพวกนี้บ่อยเพราะเสื้อผ้าเขาน้อยต้องซักบ่อย ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงไม่มีสิทธิ์ใช้ของพรีเมียม? เรายอมตัดงบโฆษณา ตัดค่าดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่หรูหราออก เพราะคนแบกภาระค่าขวดสวยๆ คือลูกค้า เราขายคุณภาพข้างในลิตรละ 68 บาท ในขณะที่แบรนด์พรีเมียมอื่นขาย 172 บาท"

ความล้ำหน้าของไอ-ริชยังรวมไปถึงการสปินออฟแบรนด์ "รีริส" (Rerise) เพื่อบุกตลาดสัตว์เลี้ยง (Pet Care) ที่มีมูลค่าแสนล้านบาท โดยร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก พัฒนาสูตรที่ปลอดภัยต่อสุนัขและแมวที่มีจำนวนการจดทะเบียนกว่า 9 ล้านตัวในไทย

Mission 2026: ตู้รีฟิล 10 บาท และการบุกโรงงาน

ก้าวต่อไปของไอ-ริช คือการนำนวัตกรรมมาแก้ปัญหาขยะพลาสติกและค่าครองชีพ ด้วยโมเดล "ตู้รีฟิล" ที่จะขยายลงสู่กองทุนหมู่บ้านและการเคหะฯ ในชลบุรี ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาเริ่มต้นเพียง 10 บาท

นอกจากนี้ ในปี 2568 ทายาทรุ่นสองอย่างคุณกนกวรรณ ยังได้สปินออฟแบรนด์ใหม่บุกตลาด Pet Care (สัตว์เลี้ยง) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงแสนล้านบาท โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยระดับสูง (Green & Non-toxic) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์ที่มีกำลังซื้อสูง

จากเทรนด์ตลาดสัตว์เลี้ยงมูลค่า 1 แสนล้านบาท มีจำนวนเพ็ทพาเรนท์ที่ลงทะเบียนเฉพาะสุนัขและแมวกว่า 9 ล้านตัว บางส่วนยินดีจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ประกอบกับเทรนด์คนไทยใช้น้ำยาผ้านุ่มเป็นอันดับ 1 ของโลก

“เราอยากลองตลาดนิชมาร์เก็ต แม้ต้นทุนสูงกว่าแต่ก็ขายราคาสูงขึ้นได้แต่เราดีเวลลอปสูตรให้เข้มขึ้นเพื่อให้ใช้ปริมาณน้อยลง”

โดยทำงานวิจัยร่วมกับอุทยานวิทย์ศาสตร์ภาคตะวันออก บวกกับการทำตลาดออนไลน์ชูเรื่อง “กรีน” และสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยไม่แพ้ หลังจากนี้จะเริ่มทำการตลาดจริงจังและออกบูธในงานสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถนัดมือ นอกจากแบรนด์ของตัวแล้วยังขยายไลน์OEM ให้ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์

“เราสปินออฟจากวิสาหกิจชุมชนมาเป็น SME เพื่อให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งทุนอย่าง SME D Bank คือโอกาสที่ทำให้เราได้ขยับขยาย ถ้าเราไม่มีเงินหมุนหรือกองทุนสนับสนุน เราก็สู้สินค้าจากจีนไม่ได้”

พร้อมเตรียมขยายฐานเข้าสู่กลุ่ม B2B อย่างโรงงานอุตสาหกรรมและคาเฟ่ โดยใช้ศักยภาพกำลังการผลิตที่ยังเหลือเฟือถึง 30,000 ลิตรต่อวัน

"เราต้องสู้ด้วยความเร็วและดาต้า รายได้ปี2568 อยู่ที่ 28 ล้านบาทและปี 2567 รายได้ 29 ล้านบาท พีกสุดปีโควิดที่รายได้ทะลุเพดานแตะ 60 ล้านบาทจากการขายแอลกอฮอล์ ส่วนปีนี้หลังมีแบรนด์ใหม่ตั้งเป้าโต 10% ขอรายได้ทะลุ 30 ล้านก็ดีแล้ว" คุณกนกวรรณทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ การได้รับการสนับสนุนจากกองทุน "เสือติดปีก" และ SME D Bank เป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ SME รายนี้กล้าขยับขยายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เพื่อพิสูจน์ว่าในเวทีธุรกิจ… "คนตัวเล็กที่ใจใหญ่และมีของดีในมือ ก็มีที่ยืนอย่างสง่างามได้เช่นกัน"

ไอ-ริช คือตัวอย่างของ SME ที่ไม่กลัวยักษ์ใหญ่ เพราะพวกเขารู้ว่า "ความแข็งแกร่งไม่ได้วัดกันที่ขนาดงบโฆษณา แต่อยู่ที่ว่าใครจะครองใจลูกค้าได้นานกว่ากัน" ด้วยกำลังการผลิต 30,000 ลิตรต่อวัน และเป้าหมายรายได้ที่ขยับสู่ 30-60 ล้านบาท โดยมีน้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นโพรดักซ์ฮีโร่ขายดีที่สุดด้วยสัดส่วนรายได้กว่า 60% พวกเขากำลังพิสูจน์ว่า แบรนด์ไทยที่สร้างจากความตั้งใจจริง… ไม่มีวันตายจากตลาด

และพิสูจน์ให้เราเห็นว่า ในยุคที่ทุนใหญ่ครองเมือง SME ไม่จำเป็นต้องเป็น "ผู้เล่นที่ใหญ่ที่สุด" แต่ต้องเป็น "ผู้เล่นที่จริงใจที่สุด"

  • Cash Flow is King: เงินสดหมุนเวียนรายวันคือเกราะป้องกันวิกฤต
  • Niche is Rich: ยิ่งรู้ใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (เช่น กลุ่มภูมิแพ้ หรือคนรักสัตว์) ยิ่งสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น
  • Product is the Best Marketing: เมื่อคุณภาพดีจริง ลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้เราเอง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...