โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คปภ.ประกาศแผนปี’69 ยกระดับกำกับขายประกันออนไลน์-ดันตั้ง"กองทุนภัยพิบัติ"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 10.33 น.
ชูฉัตร ประมูลผล

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัจจัยสำคัญมาจากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทัน ขณะเดียวกันในมุมของธุรกิจประกันภัย ยังต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงในแง่ของภัยพิบัติต่าง ๆ ด้วย โดยในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้วางนโยบายและทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางการกำกับดูแลประกันภัยไทย สู่ระบบที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี : Thailand’s Insurance Regulatory Direction toward a Resilient, Sustainable and Technology” เป้าหมายยกระดับระบบประกันภัยไทยให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส สามารถรองรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนประกันรองรับความเสี่ยง

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นปีแรกของการขับเคลื่อนการกำกับและพัฒนาระบบประกันภัยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569-2573) ที่จัดทำขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “ระบบประกันภัยเป็นกลไกผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจและการจัดการความเสี่ยงภัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคมผู้สูงอายุ และความถี่-ความรุนแรงของภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานระยะ 5 ปี ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 “อึด” (Stability) มุ่งสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัย ผ่านมาตรฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มธุรกิจ และการบูรณาการหลัก ESG เป็นแกนกลาง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลและลดต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจ, ยุทธศาสตร์ที่ 2 “รับ” (Resilience) ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับภัยพิบัติ ไปสู่การใช้แบบจำลองความเสี่ยงขั้นสูง (Advanced Risk Modelling) เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และรองรับความเสียหายจากภัยขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ,

ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ทั่ว” (Inclusion) มุ่งผลักดันให้การประกันภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอิสระ เกษตรกร หรือกลุ่มเปราะบาง และยุทธศาสตร์ที่ 4 “ล้ำ” (Technology & Data-Driven) ขับเคลื่อนนโยบาย Open Insurance ส่งเสริมการใช้ e-Policy และเทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบประกันภัยไทยในระยะยาว

ดัน ESG ใส่แผนบริหารความเสี่ยง

นายชูฉัตรกล่าวว่า ขณะที่ ESG ถูกบรรจุเป็นโครงสร้างสำคัญในแผน 5 ปีของ คปภ. โดยกำหนดให้บริษัทประกันภัยบูรณาการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้าสู่การบริหารความเสี่ยงองค์กรอย่างจริงจัง พร้อมมีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

ขณะเดียวกัน คปภ.ได้ทบทวนหลักเกณฑ์การลงทุนและการประกอบธุรกิจอื่น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยง และลงทุนในสินทรัพย์หรือกิจการที่ให้ความสำคัญกับ ESG ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยย้ำว่าการดำเนินการด้าน ESG ไม่ได้เพิ่มต้นทุน แต่หากไม่ปรับตัวจะยิ่งเพิ่มต้นทุนระยะยาว โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบเงินกองทุนและเสถียรภาพของธุรกิจ

ปี’69 เข้มงวดทุกขั้นตอน “รับประกัน”

ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค คปภ.ได้ยกระดับการกำกับดูแลช่องทางขายดิจิทัลอย่างเข้มข้น ท่ามกลางแนวโน้มการซื้อประกันภัยผ่านออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น มีการหารือกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการเสนอขายประกันต่างประเทศ การป้องกันการหลอกขายผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม รวมถึงการประสานแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อคัดกรองแอปที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยในปี 2569 จะเข้มงวดเป็นพิเศษในกระบวนการอนุญาต การรับเบี้ย การนำส่งเบี้ย และการป้องกันการรับเงินแล้วไม่ออกกรมธรรม์ พร้อมมอบบทบาทให้สำนักงาน คปภ.จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามและดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างใกล้ชิด

“คปภ.ผลักดันการใช้ e-Policy อย่างจริงจัง กำหนดให้การชำระเบี้ยต้องโอนเข้าบริษัทประกันภัยโดยตรง และยุติการรับเงินสดผ่านตัวแทนนายหน้า โดยเริ่มใช้กับประกันภัยภาคบังคับในปี 2569 และขยายครอบคลุมประกันภัยส่วนบุคคลทั้งหมดในปี 2570 ซึ่งนอกจากช่วยลดการใช้กระดาษแล้ว ยังทำให้ข้อมูลประกันภัยเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง สามารถนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ส่วนกรณีอินฟลูเอนเซอร์ คปภ.ไม่ได้ควบคุมการสื่อสารโดยตรง แต่กำหนดให้บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อการสื่อสารของตัวแทนในสังกัด และดำเนินโครงการ Responsible Voice เพื่อลดความเสี่ยงจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน

ดัน “กองทุนภัยพิบัติฯ” ชงบอร์ดเคาะ

สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คปภ.ตั้งเป้าให้ระบบประกันภัยมีบทบาทรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของประเทศ ทั้งภัยพิบัติจากสภาพอากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุน Product Innovation Sandbox การปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องบริบทใหม่ และการใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการผลักดันประกันภัยเฉพาะกลุ่ม และความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น แนวคิดประกันสุขภาพที่คุ้มครองเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชนและสร้างสมดุลระบบสาธารณสุข

นายชูฉัตรกล่าวว่า ในด้านเสถียรภาพระบบ คปภ.เดินหน้าปรับปรุงระบบเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-Based Capital) อย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อปรับเกณฑ์ให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง ล่าสุดได้ปรับค่าความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นจากประมาณ 25% เหลือราว 18% หลังวิเคราะห์ข้อมูลสถิติย้อนหลังร่วมกับตลาดทุน

พร้อมทั้งเข้มงวดการบริหารประกันภัยต่อและการจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติของบริษัทประกันภัย เพื่อให้พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน โดยจากประสบการณ์เหตุแผ่นดินไหวและอุทกภัยที่ผ่านมา คปภ.สามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่รับประกันได้ภายในวันเดียว และลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่แบ่งแยกว่ามีประกันหรือไม่

“แนวคิดการตั้งกองทุนภัยพิบัติและความเสี่ยงภัยแห่งชาติ แนวคิดคงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อน แต่จะครอบคลุมทุกประเด็น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแนวคิดเบื้องต้น (First Draft) เพื่อเสนอต่อคลัง โดยคอนเซ็ปต์หลัก คือ การสร้างกลไกที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการสนับสนุนเงินตั้งต้นหรือไม่ ภาคธุรกิจจะร่วมกันอย่างไร หรือจำเป็นต้องตั้งนิติบุคคลหรือโครงสร้างใหม่หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดต้องติดตามต่อไป”

ควบคู่กันนี้ คปภ.ได้พัฒนาระบบ Early Warning และ Risk Monitoring ปรับปรุงแดชบอร์ด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ใช้ Data Analytics และเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงล่วงหน้า และทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในลักษณะการกำกับเชิงป้องกัน เพื่อแก้ปัญหาก่อนลุกลามกระทบประชาชนและเสถียรภาพระบบ

“ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP และเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ การยกระดับระบบกำกับดูแลให้มั่นคง โปร่งใส และทันสมัย จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาธุรกิจประกันภัย แต่คือการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คปภ.ประกาศแผนปี’69 ยกระดับกำกับขายประกันออนไลน์-ดันตั้ง”กองทุนภัยพิบัติ”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...