โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติ ร.1 เมื่อกรมหลวงอิศรสุนทร (ร.2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” แต่แรก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

การผลัดแผ่นดินจากรัชกาลที่ 1 สู่รัชกาลที่ 2 ในลักษณาการที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต แล้วพระราชโอรสที่พระชันษามากที่สุดก็เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ ดูจะเป็นไปตามครรลอง และสงบเรียบร้อยดี แต่จริง ๆ แล้ว “ลูกชาย” อย่าง กรมหลวงอิศรสุนทร(ต่อมาคือรัชกาลที่ 2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” มาแต่แรก หากเป็น “น้องชาย” คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท วังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1

การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติรัชกาลที่ 1

ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์เล่าไว้ในบทความ “นิพพานวังหน้า” (ศิลปวัฒนธรรม: มีนาคม 2545) ว่า ราชสำนักสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีกฎตายตัวเรื่องการสืบราชสมบัติ การผลัดแผ่นดินหลาย ๆ ครั้งจึงถูกแทรกแซงด้วยการใช้กำลังเสมอ และมีการชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง

โดยเฉพาะในรัชกาลที่เงื่อนไขทางการเมืองไม่อำนวยให้การสืบราชสมบัติมีความชัดเจน หรือเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์, พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ, พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เกิดเหตุจลาจลแย่งชิงราชสมบัติกันอย่างนองเลือด

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1สภาพการเมืองภายในตอนต้นรัชกาลไม่ได้สงบราบเรียบนัก ตั้งแต่การเสด็จปราบดาภิเษกที่ต้องประหารชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก กระนั้นก็ยังมีหลักฐานความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ ต่อต้านสมเด็จสังฆราช และพระราชาคณะฝ่ายรัชกาลที่ 1

หรือเพียงปีเดียวหลังขึ้นรัชกาลที่ 1 ครองราชสมบัติ ก็เกิดกบฏ “บัณฑิต” หมายปลงพระชนม์พระอนุชาธิราช ซึ่งเป็น “หลักแผ่นดิน” ก่อน ไม่เพียงเฉพาะกบฏสองคนที่จับตัวได้เท่านั้น เมื่อไต่สวนในภายหลังยังพบว่า มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายวังหน้า เช่น พระยาอภัยรณฤทธิ์ และอีกหลายคน ร่วมกันคิดเข้ากับฝ่ายกบฏด้วย

สภาพการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้รัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งพระอนุชาธิราชขึ้นเป็นกรมพระราชวังสถานมงคล หรือวังหน้า และกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์นี้ก็ทำศึกแข็งแรงจนเป็นที่นับถือมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนเป็นข้าราชการที่พระเจ้าตากสินให้ความไว้วางพระทัยสูง ได้เป็นถึงเจ้าพระยาว่าเมืองเอกอย่างพิษณุโลก และมีกำลังไพร่พลในสังกัดจำนวนมากมาตั้งแต่นั้น

กำลังของพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 ไม่เพียงสำคัญต่อการสู้รบป้องกันราชอาณาจักร แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้แก่พระราชวงศ์ใหม่ที่สถาปนาขึ้นด้วย จึงชอบด้วยเหตุผลที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นวังหน้า คือเป็นพระมหาอุปราช มี “ศักดิ์” เป็นรองเพียงพระเจ้าแผ่นดิน และ “สิทธิ์” ที่จะสืบราชสมบัติหากสมเด็จพระเชษฐาธิราช (รัชกาลที่ 1) เสด็จสวรรคต

ใน พ.ศ. 2346 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประชวรหนักและเป็นที่รู้กันว่าจะดำรงพระชนม์ชีพอยู่อีกไม่นาน การสืบราชสมบัติในรัชกาลที่ 1 ก็มีความชัดเจนขึ้น เพราะหากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตก่อน อย่างไรเสียกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งคุมกำลังไว้สูงสุดรองลงมาจากวังหลวงย่อมจะได้สืบราชสมบัติอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่น่าจะมีผู้ใดลุกขึ้นมาท้าทายพระองค์ด้วย ทั้งพระชนมายุก็ห่างจากสมเด็จพระเชษฐาธิราชถึง 8 พรรษา

ความชัดเจนดังกล่าวถึงกับเล่ากันว่า กรมพระราชวังบวรฯ ตั้งพระทัยจะสร้างพระบวรราชวัง (วังหน้า) ให้ใหญ่โตสง่างาม เพราะหากได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็จะไม่ย้ายไปประทับที่พระบรมมหาราชวัง โดยถือแบบธรรมเนียมแต่ครั้งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเสด็จประทับที่วังจันทร์สืบมาอีกหลายปี

ฉะนั้น เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2346 จึงเกิด “สุญญากาศ” ทางการเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติทันที เพราะขณะนั้น กรมพระราชวังหลัง คือ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์เทเวศร์(พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี) ยังมีพระชนม์อยู่

แม้เจ้านายพระองค์ดังกล่าวจะไม่มีพระบารมีเลื่องลือเท่ากรมพระราชวังบวรฯ แต่ก็เคยรบทัพจับศึกในสงครามมามาก หากเทียบกับพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน (กรมหลวงอิศรสุนทร) ยังถือว่าห่างชั้นกันมาก จึงยังไม่ชัดเจนอยู่ดีว่า หากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต ใครจะได้สืบราชสมบัติ

นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่รัชกาลที่ 1 มิได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นเป็นวังหน้าทันทีหลังสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคต แต่รอจนกรมพระราชวังหลังทิวงคตใน พ.ศ. 2349

อย่างไรก็ตาม แม้กรมหลวงอิศรสุนทรจะดำรงพระยศเป็นวังหน้า แล้วต่อมาก็สืบราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 2 ดูเหมือนว่า พระองค์ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ทันถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 1 ก็เกิดเหตุการณ์กาคาบข่าวกรณี กรมขุนกระษัตรานุชิตหรือบกฏเจ้าฟ้าเหม็น พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเป็นพระราชนัดดาในรัชกาลที่ 1 ทั้งมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระยาพลเทพ สมคบคิดด้วยฝ่ายเจ้าฟ้าเหม็น และมีกำลังสำคัญคือกองมอญ

เหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่า ภาวะสุญญากาศทางการเมืองเรื่องการสืบราชสมบัติมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และยังดำรงสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นิธิ เอียวศรีวงศ์. “นิพพานวังหน้า”.นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับมีนาคม พ.ศ. 2545.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติ ร.1 เมื่อกรมหลวงอิศรสุนทร (ร.2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” แต่แรก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...