GCAP GOLD ชี้ทองคำจ่อสร้างฐานเหนือ $5,000 รับอานิสงส์เงินเฟ้อแผ่ว-ลุ้นเฟดหั่นดอกเบี้ย 3 ครั้งปีนี้
จับตาตัวเลข GDP และดัชนี PCE สัปดาห์นี้ ชี้ชะตาทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังบอนด์ยีลด์ 2 ปี ร่วงแตะระดับต่ำสุดรอบ 4 เดือน ประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ยังคุโชน แม้มีสัญญาณบวกด้านเจรจา แต่ความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติยังเป็นแรงหนุนสินทรัพย์ปลอดภัย ฝ่ายวิเคราะห์แนะกลยุทธ์ "Wait and See" รอจังหวะราคาอ่อนตัวสะสมที่แนวรับ $4,900 ชูเป้าหมายถัดไปที่ $5,275 หากฝ่าแนวต้านสำคัญได้
19 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เผยแพร่บทวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดทองคำโลก โดยระบุว่าราคาทองคำมีแนวโน้มรักษาเสถียรภาพเหนือระดับจิตวิทยาที่ $5,000 ต่อออนซ์ หลังจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.4% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มคลายตัวลง ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD ระบุว่า จุดสนใจของนักลงทุนในสัปดาห์นี้อยู่ที่การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟด (Fed Minutes) ซึ่งจะสะท้อนทัศนคติของคณะกรรมการต่อทิศทางดอกเบี้ย โดยปัจจุบันตลาดคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมประมาณ 63 bps และมีความเป็นไปได้สูงถึง 50% ที่จะมีการปรับลดถึง 3 ครั้งภายในสิ้นปีนี้
สภาวะดังกล่าวกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.40% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา การลดลงของอัตราผลตอบแทนนี้ถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงที่ช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และเป็นแรงพยุงให้ราคาทองคำสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
"หากดัชนี PCE ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการตอกย้ำภาพเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวและเพิ่มน้ำหนักต่อการลดดอกเบี้ยช่วงกลางปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะกลาง"
ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯ: ตัวแปรชี้วัดความผันผวน
ในช่วงปลายสัปดาห์ ตลาดเตรียมรับมือกับการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญที่สุด หากตัวเลข GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.8% ตามที่มีการคาดการณ์ (จากเดิม 4.4%) จะถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์เตือนว่าหากตัวเลข GDP ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด หรือดัชนี PCE ไม่ปรับตัวลดลงตามที่ตลาดประเมินไว้ อาจเกิดการปรับเปลี่ยนความคาดหวัง (Re-pricing) ในตลาดทุน ซึ่งจะนำไปสู่แรงเทขายทองคำจากการที่เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: แรงหนุนทางยุทธศาสตร์
ในส่วนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีความเปราะบาง แม้จะมีสัญญาณบวกจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ภายในเดือนหน้า แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับพบการเสริมกำลังทางเรือในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ความย้อนแย้งระหว่างนโยบายและการปฏิบัตินี้สร้างความไม่แน่นอนสูง (Uncertainty) ซึ่งมักเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ จนกว่าจะมีข้อยุติที่เป็นรูปธรรม
ประเมินกรอบการลงทุนและกลยุทธ์
GCAP GOLD ประเมินว่าในระยะสั้นราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในลักษณะยกฐานสูงขึ้น (Higher Bottom) แต่กรอบการแกว่งตัวจะเริ่มแคบลงเพื่อรอเลือกทิศทาง (Consolidation) โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้:
- แนวต้านสำคัญ: อยู่ที่ระดับ $5,100 หากราคาสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ จะมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไปที่ $5,275
- แนวรับสำคัญ: ประเมินไว้ที่ $4,900 และ $4,775 ตามลำดับ
- กรณีเลวร้าย (Worst Case): หากมีปัจจัยลบที่รุนแรงจนหลุดแนวรับสำคัญ ราคาอาจลงไปสร้างฐานใหม่ที่บริเวณ $4,525 หรือ $4,400
สำหรับตลาดทองคำในประเทศ ประเมินโซนแนวรับสำคัญที่ 72,500 - 70,200 บาท โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาแบ่งขายทำกำไรเพื่อบริหารความเสี่ยงหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 75,000 บาท ไปได้