เกมใหม่ธุรกิจอาหาร เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ คือใบผ่านทางสู่เงินทุน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า ‘เกษตร’ ไม่ได้หมายถึงแค่การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็น ‘ธุรกิจอาหาร’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค และต่อยอดไปถึงตลาดทุนระดับโลก
บนเวทีเสวนา Future Food Leader Summit 2026ในหัวข้อ Driving Sustainable Food Innovation Enterpreneur Development through Investment ว่าด้วยการผลักดันธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสู่ระดับสากล ภาพที่ชัดเจนคือ หากอยากเติบโตไกลกว่าเดิม ธุรกิจไทยต้องมีทั้ง เรื่องเล่า มี ระบบ และมี มาตรฐาน ที่โลกยอมรับ
[ จาก 5 หมื่น สู่หมื่นล้าน ]
‘อำนวย จิรมหาโภคา’ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ 1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยกกรณีของ ‘โอ้กะจู๋’ มาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนเส้นทางผู้ประกอบการไทยได้ชัดเจน
แบรนด์เริ่มต้นจากเพื่อน 3 คนที่มีความถนัดต่างกัน คนหนึ่งเก่งปลูกผัก คนหนึ่งเก่งบริหาร และอีกคนเชี่ยวชาญโลจิสติกส์ จุดเริ่มต้นคือบริษัทเล็กๆ ชื่อ ‘ปลูกผักเพราะรักแม่’ ด้วยเงินลงทุนเพียง 50,000 บาท เมื่อกว่าสิบปีก่อน
ช่วงแรกเป็นการปลูกผักขายในเชียงใหม่ ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของตลาดและวิกฤตน้ำท่วม แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจไม่หยุดอยู่แค่ฟาร์ม คือการมองเห็นโอกาสในการ ‘สร้างมูลค่าเพิ่ม’
จากฟาร์มผัก สู่ร้านอาหารและคาเฟ่ที่เน้นวัตถุดิบปลอดภัย สดใหม่ และสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้รับเงินลงทุนจาก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งช่วยเร่งการขยายสาขาทั่วประเทศ ก่อนจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และมีมูลค่าบริษัทแตะระดับเกือบ 10,000 ล้านบาท
กรณีนี้สะท้อนว่า ‘เกษตร’ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิต แต่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจมูลค่าสูงได้ หากมีระบบบริหารจัดการและกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจน
[ มากกว่าแค่คำว่าออร์แกนิก ]
ในสเต็ปของการจะเติบโตสู่ตลาดทุน ไม่ได้ใช้แค่คำว่า ‘ดีต่อสุขภาพ’ หรือ ‘ปลอดภัย’ เป็นตัวชี้วัดนักลงทุนมองไปไกลกว่านั้น เพราะนักลงทุนต้องการเห็นข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจน ระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้ และแนวโน้มการเติบโตที่วิเคราะห์ได้จริงๆ
อีกเรื่องสำคัญคือ ระบบควบคุมภายใน หรือ Internal Control ต้องมีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ไม่มีบริษัทส่วนตัวของผู้บริหารแอบทำธุรกรรมแข่งขันกับบริษัทหลัก ไม่มีช่องโหว่ที่อาจทำให้ผลประโยชน์รั่วไหล
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องการสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางธุรกิจผ่านอำนาจการออกเสียง เพราะการลงทุนในตลาดทุนคือการเป็น เจ้าของร่วม พูดง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนไม่ได้ลงทุนในความตั้งใจดี แต่ลงทุนในธุรกิจที่บริหารจัดการได้อย่างมืออาชีพ
[ ความยั่งยืนคือกติกาใหม่ ]
‘ดร.อรศรัณย์ มนุอมร’ Senior Finance Sector Specialist, World Bank ระบุว่า ตลาด Sustainable Bond ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไทย ESG Bond คิดเป็นประมาณ 5% ของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
หัวใจสำคัญคือ Taxonomy หรือเกณฑ์กลางที่กำหนดชัดเจนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบใดถือว่ายั่งยืน เพื่อลดปัญหา Greenwashing
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่พัฒนา Taxonomy สำหรับภาคเกษตร และยังเป็นประเทศแรกที่มีเกณฑ์สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ในภาคเกษตร มีการกำหนดเกณฑ์ความยั่งยืนครอบคลุม 8 กลุ่มกิจกรรม เช่น ข้าว อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และปศุสัตว์
โดยแบ่งระดับความเขียวออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่
- Basic : การปฏิบัติขั้นพื้นฐาน เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง
- Intermediate : การใช้เทคโนโลยีหรือเมล็ดพันธุ์ที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ
- Advanced : การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โดรน หรือเกษตรแม่นยำ
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงเงินทุนระดับสากล มาตรฐานเหล่านี้จึงเปรียบเสมือน “ใบผ่านทาง” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
[ ไม้บรรทัดใหม่ของธุรกิจสีเขียว ]
Taxonomy ไม่ได้เป็นเพียงกรอบแนวคิด แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญกับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่คุ้นเคยกับมาตรฐานนี้อยู่แล้ว
บริษัทสามารถใช้ Taxonomy กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงิน เมื่อออก Green Bond หรือขอสินเชื่อสีเขียว เพื่อยืนยันว่าโครงการผ่านเกณฑ์จริง
แม้หลายประเทศยังใช้ในลักษณะสมัครใจ แต่ในยุโรปเริ่มกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์นี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังอยู่ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่อาจขาดความพร้อมด้านข้อมูลและการคำนวณ เช่น การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการทำ Life Cycle Assessment
จึงมีข้อเสนอให้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางหรือเครื่องมือดิจิทัล เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กปรับตัวและยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ได้
กล่าวโดยสรุป Taxonomy คือ ไม้บรรทัดสีเขียว ที่ช่วยให้ธุรกิจวัดและสื่อสารความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน โปร่งใส และอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
[ อีกก้าวของ SME และสตาร์ตอัป ]
ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมี 3 กระดานหลัก ได้แก่ SET สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ MAI สำหรับบริษัทขนาดกลาง และ LiVE Exchange (LiVE X) สำหรับ Startup และ SME
LiVE X ถูกออกแบบให้เกณฑ์ไม่สูงเท่ากระดานหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจระยะเริ่มต้นเข้าถึงเงินทุน แต่ใช้ระบบซื้อขายแบบรอบ (Periodic Call Auction) เพื่อลดความผันผวนและปกป้องนักลงทุนรายย่อย
นอกจากนี้ยังมี LiVE Platform ที่ช่วยพัฒนาระบบหลังบ้าน เช่น HR และ ERP พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย บัญชี และหลักสูตรเร่งการเติบโต ตลาดทุนจึงไม่ใช่เพียงแหล่งเงินทุน แต่เป็นกลไกยกระดับมาตรฐานธุรกิจไปพร้อมกัน
ในท้ายที่สุด เป้าหมายของการผลักดันเกษตรและอาหารไทยสู่สากล ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน แต่คือการสร้างธุรกิจที่มีโครงสร้างแข็งแรง โปร่งใส และแข่งขันได้ในระยะยาว
เพราะในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน แต่รวมถึงมาตรฐานและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่เติบโตได้จริง คือธุรกิจที่ ‘ยั่งยืน’ ทั้งในมิติของกำไรและความรับผิดชอบต่อสังคม